- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 35 มาให้เชือดถึงที่อีกแล้ว?
บทที่ 35 มาให้เชือดถึงที่อีกแล้ว?
บทที่ 35 มาให้เชือดถึงที่อีกแล้ว?
บทที่ 35 มาให้เชือดถึงที่อีกแล้ว?
เรื่องแผนการน่ะหรือ มันก็มักจะพลิกผันได้เสมอตามแต่สถานการณ์และความคิดที่ผุดขึ้นมาแบบปุบปับนั่นแหละ หวังอี้เตรียมที่จะควักเงินหาคาถาอาคมมาเพิ่มอีกสักสองสามวิชา เพื่อติดอาวุธให้ตัวเองแข็งแกร่งรอบด้านมากยิ่งขึ้น
วิชากระบี่น้ำแข็งไว้รุก วิชาโล่น้ำแข็งไว้รับ
เขายังขาดวิชาประเภทท่าร่าง หรือไม่ก็พวกวิชาสายสนับสนุน ยิ่งฝึกยากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ก็นะ ในเมื่อมี [ช่องจัดวาง] อยู่ทั้งที บนโลกนี้ก็แทบจะไม่มีเคล็ดวิชาหรือวิชาศักดิ์สิทธิ์ใดที่เขาฝึกไม่สำเร็จหรอก
ต่อให้เนื้อหาไม่ครบ [ช่องจัดวาง] ก็จะจัดการแก้ปัญหาให้เองเสร็จสรรพ
ในจุดนี้ [วิชาลับมารศพ] คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด
วันนี้
หลังจากเสร็จสิ้นกิจวัตรการบำเพ็ญเพียรและขั้นตอนการหลอมโอสถในแต่ละวันแล้ว หวังอี้ก็เตรียมตัวเดินทางไปยังหอไหมน้ำแข็ง
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาค่ำมืดดึกดื่น เขาก็ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลอะไร วันนี้ไม่เหมือนวันวานอีกต่อไป หลังจากที่วิชาบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ ทั้งพลังรบและความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาก็ล้วนถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
เขามั่นใจว่าในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นกลางด้วยกัน ตัวเขานั้นจัดอยู่ในระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน
จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความชะล่าใจไปบ้าง
ระหว่างที่เดินออกจากย่านเทพอสูรเพื่อมุ่งหน้าไปยังย่านเยือกแข็ง เขาได้เลือกเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆ สายหนึ่ง ภายในตรอกมืดสนิทไร้แสงสว่าง ทั้งยังไร้ซึ่งเงาของผู้คน
หวังอี้รีบสาวเท้าเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว ทว่าพอเหยียบย่างเข้าไปปุ๊บ เรื่องราวก็เกิดขึ้นปั๊บ
เส้นด้ายจำนวนนับไม่ถ้วนถูกขึงดักรอกันอย่างหนาแน่นอยู่เบื้องหน้า
ดูราวกับเป็นกับดักที่เตรียมไว้รอเหยื่อมาติดกับ เมื่อหันขวับกลับไปมอง เส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านมาก็ปรากฏเงาดำสองร่างโผล่มายืนอุดทางหนีทีไล่เอาไว้จนมิดชิด
หวังอี้หรี่ตาลง พลางถอนหายใจในความประมาทเลินเล่อของตนเอง
เวลาที่ชีวิตราบรื่นเกินไปก็มักจะเจอกับสถานการณ์แบบนี้แหละ ถือซะว่าเป็นการกระตุกต่อมให้ตื่นตัวก็แล้วกัน จะได้ไม่ไปสะดุดล้มหัวทิ่มหน้าแหกเอาในวันข้างหน้า
“พวกเจ้าเป็นใคร?”
ระหว่างที่เอ่ยปากถาม ก็มีอีกสองคนปรากฏตัวขึ้นมาหลังกับดักด้าย เบ็ดเสร็จรวมเป็นสี่คน สองคนอยู่ระดับหลอมปราณขั้นสี่ และอีกสองคนอยู่ระดับหลอมปราณขั้นหก
ค่อนข้างตึงมืออยู่บ้าง ทว่ายังอยู่ในระยะที่รับไหว
“อย่ายุกยิก ยกมือขึ้นซะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกข้าลงมืออำมหิตก็แล้วกัน”
สัมผัสไม่ได้ถึงจิตสังหาร
ดังนั้น... แค่มาปล้นงั้นหรือ?
หวังอี้ยกมือข้างเดียวขึ้นเหนือหัว ทว่าทั้งสี่คนกลับชะงักกึกไปพร้อมกัน ก่อนจะตวาดลั่น “บิดาบอกให้ยกมือขึ้นไงวะ แล้วมืออีกข้างของเจ้ามัวทำซากอะไรอยู่?!!”
แววตาของหวังอี้มืดครึ้มลง นี่มันมุกตลกร้ายบ้าบออะไรกันเนี่ย
“สหายนักพรตแหกตาดูให้ดีเถิด ข้ามีมือแค่ข้างเดียวเท่านั้น”
“โอ้~”
“ไม่ทันสังเกตเลยแฮะ”
น้ำเสียงเย้าแหย่กวนโทสะเช่นนี้ ทำให้หวังอี้มั่นใจได้ทันทีว่าพวกมันต้องรู้จักเขาแน่ๆ และคำพูดพวกนี้ก็จงใจปั่นหัวเขาเล่นชัดๆ
…แบบนี้ใครมันจะไปทนไหว!
วิชากระบี่น้ำแข็งขั้นสมบูรณ์นั้น หลุดพ้นจากข้อจำกัดของการร่ายรำมุทราไปนานแล้ว เพียงแค่ขยับความคิดก็สามารถใช้ออกได้ทันที หากจะให้พูดถึงเวลาเตรียมการ สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือการโคจรพลังวิญญาณในเส้นลมปราณเท่านั้น
“ไป!”
ชั่วพริบตา กระบี่น้ำแข็งสิบเล่มก็พุ่งทะยานออกไปพร้อมกัน เป้าหมายคือทิศทางเบื้องหน้า เส้นด้ายที่ดูมีกลไกซับซ้อนเหล่านั้น ถูกกระบี่น้ำแข็งกระหน่ำแทงจนขาดสะบั้นไปอย่างพร้อมเพรียง
ในบรรดาสองคนที่ขวางทางอยู่ด้านหน้านั้น คนที่อยู่ระดับหลอมปราณขั้นสี่ถูกกระบี่แทงทะลุหัวไหล่ทั้งสองข้าง ร่างถูกตรึงติดกับพื้นไปในทันที ส่วนอีกคนในระดับหลอมปราณขั้นหกก็สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที
มันอาศัยท่าร่างที่พลิ้วไหวหลบหลีกการโจมตีไปได้ ขณะที่ใบหน้ากำลังเผยรอยยิ้มเยาะเย้ย เตรียมจะแค่นเสียงเย้ยหยันออกมาสักสองสามคำ ทว่ากลับได้ยิน...
ฉัวะ!
ฉัวะ!
ฉัวะ!
กระบี่สามเล่มพุ่งแทงติดต่อกัน กลับกลายเป็นกระบวนท่าตลบหลังพุ่งทะลวงเข้าที่กะโหลกศีรษะและหน้าอกซ้ายขวาของมันอย่างจัง ยังไม่ทันจะได้หลุดคำพูดใดออกมา มันก็สิ้นใจตายภายใต้วิชากระบี่น้ำแข็งเสียแล้ว
คาถาอาคมขั้นสมบูรณ์นั้นมีประโยชน์พลิกแพลงได้ไร้ขีดจำกัด โจมตีในยามที่ศัตรูไม่ทันตั้งตัว จู่โจมในจุดที่ศัตรูคาดไม่ถึง
ยิ่งเมื่อชิงความได้เปรียบมาได้ก่อน หากไม่มีคาถาอาคมขั้นสมบูรณ์ในระดับเดียวกัน พวกมันก็ทำได้เพียงหลบซ่อน ไม่อาจตอบโต้กลับได้เลย
คราวนี้เส้นทางเบื้องหน้าเปิดโล่งแล้ว สองคนที่อยู่ด้านหลังหน้าถอดสีด้วยความตื่นตระหนก รีบหยุดชะงักแล้วร่ายคาถาทันที
“วิชาวิญญาณร้าย ไป!”
วิชาควบคุมผีงั้นหรือ? หวังอี้ใจกระตุก เมื่อเห็นกะโหลกผีควันดำพุ่งเข้ามาพร้อมเสียงคำราม เขาก็ยื่นมือออกไปเบื้องหน้า
โล่น้ำแข็งทรงเหลี่ยมปรากฏขึ้นมาปัดป้องมันเอาไว้ เท้าขวาของเขาเหยียบลงบนพื้นดิน พุ่งตัวราวกับจิ้งจกไต่กำแพง เพียงไม่กี่ก้าวก็กระโจนขึ้นไปบนหลังคาได้สำเร็จ
“แย่แล้ว มันจะหนี ตามไป!”
สิ้นเสียงคำราม ก็เห็นกระบี่น้ำแข็งถี่ยิบพุ่งสวนลงมา คนที่อยู่ระดับหลอมปราณขั้นสี่คนนั้นยังไม่ได้ออกกระบวนท่าเลยตั้งแต่ต้นจนจบ กลับถูกยิงจนพรุนเป็นรังผึ้ง ช่างน่าเวทนาเสียนี่กระไร
สี่คนตายไปสาม หวังอี้ร่อนถลาลงมาราวกับพญาอินทรีสยายปีก
ชายคนนั้นกัดฟันกระอักเลือดแก่นแท้ออกมา กะโหลกผีอีกลูกพุ่งออกจากร่างของมัน ลากเส้นเลือดประหลาดพุ่งชนเข้ามา
หวังอี้ดึงมือขวากลับมาไว้แนบอก ใช้มุทราป้องกันเพื่อร่ายวิชาโล่น้ำแข็งอีกครั้ง ครั้งนี้แตกต่างออกไปเล็กน้อย โล่น้ำแข็งทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ควรจะเป็น กลับแตกตัวออกเป็นสิบชิ้นราวกับมีดบิน พุ่งเข้าไปล้อมรอบกะโหลกผีเส้นเลือดนั่นไว้ทุกทิศทาง
จากนั้นก็พุ่งตัวประชิด แล้วตวัดเท้าเตะเสยขึ้นไป!
ราวกับพละกำลังสวรรค์ประทาน ฟันครึ่งปากของมันถูกเตะจนแหลกละเอียด เคล็ดโลหิตเยือกแข็งนั้นมีผลในการหล่อหลอมร่างกายอยู่บ้าง แม้จะเทียบไม่ได้กับพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาที่เน้นฝึกฝนร่างกายโดยเฉพาะ ทว่าก็ยังเหนือกว่าพวกผอมแห้งแรงน้อยที่เอาเลือดไปเลี้ยงผีพวกนี้อย่างเทียบไม่ติด
เพียงขยับความคิด ในช่องว่างที่กะโหลกผีลูกแรกกำลังพุ่งกลับมาป้องกัน...
กระบี่น้ำแข็งก็บั่นคอของมันจนขาดสะบั้น!
เมื่อเจ้านายตาย ภูตผีสองตนที่มีชีวิตผูกติดกันก็พลอยแหลกสลายตามไปด้วย หวังอี้ขมวดคิ้วจ้องมองเศษซากความพินาศที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น
“ศิษย์ของยอดเขาเบญจหยิน...”
เขาจำไม่ได้เลยว่าไปล่วงเกินพวกมันตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นไปได้มากว่าพวกมันคงเป็นแค่นักเลงที่ถูกจ้างวานมา
จ้าวซ่างงั้นหรือ? ไม่มีทาง ความร่วมมือของพวกเขายังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันอยู่เลย
เมื่อเบนสายตาไปมองคนที่ถูกกระบี่น้ำแข็งตรึงติดกับพื้นคนนั้น มุมปากของหวังอี้ก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
หนึ่งก้านธูปให้หลัง
ตรอกแคบๆ ก็กลับคืนสู่สภาพเดิมตามปกติ โดยไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่เลย
ผ่านการทรมานรีดเค้นแบบงูๆ ปลาๆ มาได้ครู่หนึ่ง หวังอี้ก็ได้ข้อมูลที่เขาต้องการมา ศิษย์พวกนี้เดิมทีก็เป็นแค่พวกรับจ้างทำงานสกปรกอยู่แล้ว จะไปหวังให้พวกมันปิดปากเงียบสนิทก็คงเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น พอขู่ฟ่อไปนิดหน่อย ทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือซ้อมด้วยซ้ำ มันก็คายออกมาจนหมดเปลือก มันไม่รู้หรอกว่าถูกจ้างมาด้วยเหตุผลอะไร มันบอกหวังอี้มาแค่ชื่อเดียวเท่านั้น
“…สวีเจียวเจียว”
พวกมันมาดักซุ่มรออยู่ค่อนเดือนแล้ว วันนี้ถึงเพิ่งจะดักตัวหวังอี้ได้
หากจำไม่ผิด สวีเจียวเจียวคือบุตรสาวของผู้ดูแลสวี และยังเป็นคุณหนูแห่งร้านโอสถสกุลสวีอีกด้วย ความบาดหมางระหว่างพวกเขาสองคนมีความเป็นไปได้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่น่าจะบานปลายมาถึงขั้นนี้นี่นา
“หรือว่าผู้ดูแลสวีจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกันแน่?”
หวังอี้ครุ่นคิดบางอย่างในใจ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังหอไหมน้ำแข็งต่อไป
……………
……………
ตุบ~
จ้าวซ่างมุมปากกระตุก จ้องมองศพสดๆ สี่ร่างที่กองอยู่บนโต๊ะ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเสนอราคาออกมา
“ศพของยอดเขาเบญจหยินราคาจะค่อนข้างต่ำหน่อย มีค่าแค่หนึ่งร้อยหินวิญญาณเท่านั้น”
สี่ศพเพิ่งจะได้แค่ร้อยเดียว? โคตรจะกระจอกเลย!
หวังอี้โยนถุงเก็บของที่ถูกคัดกรองมาแล้วอีกสี่ใบออกไป หินวิญญาณกับทรายวิญญาณในนั้นโดนเขาล้วงไปจนเกลี้ยงแล้ว ส่วนของกระจุกกระจิกที่เหลือก็ไม่มีค่าอะไรมากมาย จึงเหมาขายเลหลังให้จ้าวซ่างไปในราคาถูกๆ รวมเบ็ดเสร็จรับรายได้เข้ากระเป๋าไปห้าร้อยหินวิญญาณ
ก็พอถูไถไปได้ล่ะนะ
“ที่เจ้าถ่อมาซะดึกดื่นป่านนี้ ก็เพื่อเรื่องแค่นี้เองหรือ?”
หวังอี้ส่ายหน้า
“ศิษย์สายตรงซูคงจะทิ้งตำราถ่ายทอดวิชาอาคมเอาไว้ในหอไหมน้ำแข็งไม่น้อยเลยสินะ งัดออกมาให้ข้าเลือกดูหน่อยสิ”
จ้าวซ่างส่ายหัวอย่างจนใจ หยิบหยกแผ่นหนึ่งออกมาแล้วกล่าว
“หากเจ้าไม่ใช่คนของหอไหมน้ำแข็ง ก็ไม่มีสิทธิ์ได้ดูของพวกนี้หรอกนะ”
“ข้าก็ต้องใช่อยู่แล้วสิ” หลังจากใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดูรอบหนึ่ง หวังอี้ก็เลือกเป้าหมายได้สองวิชาอย่างรวดเร็ว “เอาสองวิชานี้แหละ”
จ้าวซ่างเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะแบมือออกไปเช่นกัน
“หนึ่งพันสามร้อย”
หวังอี้เบิกตากว้าง
“แพงหูฉี่ขนาดนี้เชียว?”
“เจ้าคิดว่าวิชาอาคมระดับสูงเป็นของถูกๆ หรือไง? ยอมให้เจ้าใช้หินวิญญาณแลกไปได้นี่ก็ถือว่าบุญโขแล้วนะ”
หวังอี้เงียบกริบไปในทันที “ลดให้ข้าแบบสุดๆ ไปเลย”
“หนึ่งพัน”
“แปดร้อย”
“นี่เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นตลาดสดหรือไง ถึงได้มาต่อราคาปาวๆ แบบนี้น่ะ?”
เมื่อเห็นสายตาของหวังอี้ จ้าวซ่างก็รู้ทันทีว่างานนี้คงขูดรีดไม่ได้แล้ว จึงหันหลังไปหยิบหยกถ่ายทอดวิชามาให้อย่างเงียบๆ
“ขอบคุณสหาย”
หวังอี้กล่าวคำอำลาด้วยท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาว