เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 บังคับค้าขาย

บทที่ 32 บังคับค้าขาย

บทที่ 32 บังคับค้าขาย


บทที่ 32 บังคับค้าขาย

สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือพื้นฐานที่หวังอี้สามารถนำมาใช้พลิกแพลงได้ การมีใบรับรองจากนิกายเพิ่มมาอีกใบย่อมมีข้อดีมากมายมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อต้องร่วมมือกับผู้มีอำนาจภายในระบบ มันจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวเทาก็ส่ายหน้า

"ข้ามีใบรับรองนักหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงอยู่แล้ว"

"ถ้าอย่างนั้นก็รอให้หวงข่ายกับหลัวผิงหู่ไปจัดการให้เรียบร้อย อีกสามวันข้างหน้า ยามซื่อ (9.00 น.) เรามาเจอกันที่นี่ ถึงเวลานั้นข้าจะเอาสิ่งที่พวกเจ้าต้องการมาให้"

"ตกลงตามนี้"

"ตกลง"

ทั้งสามคนต่างรู้กันดีว่าไม่ควรถามเซ้าซี้ ว่าในกระบวนการนี้หวังอี้จะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครเป็นนักบุญผู้ละทิ้งกิเลสกันทั้งนั้น ยิ่งอยู่ในนิกายมารด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ขอเพียงเขาสามารถรักษาสัญญาเรื่องผลกำไรได้ หวังอี้จะฟันกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองไปเท่าไหร่นั่นก็ถือเป็นความสามารถของเขา ไม่เกี่ยวกับพวกเขาสามคน

หลังจากแยกย้ายกันไป หวังอี้ก็มุ่งหน้าไปยังร้านโอสถอีกแห่งหนึ่งที่ชื่อ [ร้านโอสถอ้าวเสวี่ย] ซึ่งเป็นร้านที่เขาเคยมาเลียบๆ เคียงๆ ดู 'โอสถโลหิตเยือกแข็ง' มาก่อน ตอนนี้มีเงินถุงเงินถังแล้ว ก็ได้ฤกษ์ไปสอยโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงมาครอบครองเสียที

เรื่องการก่อตั้งสมาคมนักหลอมโอสถแบบกลุ่มสี่คน แท้จริงแล้วเป็นความคิดที่เพิ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขา เพราะเขาตระหนักได้ว่าการพึ่งพาวิชาหลอมโอสถเพื่อหาเงินเพียงอย่างเดียวนั้นไปไม่รอดแน่ เขาเพิ่งจะเริ่มบำเพ็ญเพียรได้ไม่นาน เพิ่งจะปริ่มๆ หนึ่งปีเท่านั้น

แถมยังมีพื้นเพเป็นทาสวิญญาณ พรสวรรค์ก็เป็นแค่รากวิญญาณขยะ อย่าว่าแต่วิชาหลอมโอสถขั้นเทพเลย แค่ระดับพลังบำเพ็ญในตอนนี้ก็ผิดปกติเกินไปแล้ว

หากมีคนมาสืบสาวราวเรื่องของเขาอย่างละเอียดลออ อาจจะนำพาความวุ่นวายที่คาดไม่ถึงมาให้ได้ ดังนั้นการเปลี่ยนมุมมองความคิด ก็สามารถทำเงินได้เช่นเดียวกัน

สมาคมนักหลอมโอสถจึงถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดนี้ ส่วนเงื่อนไขที่รับปากพวกเขาก็เป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาทันทีหลังจากเขาได้รับป้ายหอลงทัณฑ์มา

นั่นก็คือหอไหมน้ำแข็งไงล่ะ!

เรื่องโอสถวิญญาณน่ะ ไม่จำเป็นต้องขายให้ร้านโอสถเสมอไปหรอก เอาไปขายให้หอไหมน้ำแข็งต่างหากถึงจะเหมาะสมที่สุด จ้าวซ่างผู้นั้นทั้งโลภมากและอวดดี กล้าฝ่าฝืนความต้องการของศิษย์สายตรงซูอย่างลับๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่กลัว

ป้ายคำสั่งหอลงทัณฑ์ จะเป็นไม้ตายพลิกสถานการณ์ของหวังอี้ ต่อให้มันไม่กลัว ก็ต้องถูกบังคับให้กลัว!

หอไหมน้ำแข็งเป็นขุมกำลังส่วนตัวของศิษย์สายตรง ไม่ได้มีเพียงศิษย์ระดับล่างอย่างหวังอี้เท่านั้น แต่ยังมีขั้วอำนาจภายในนิกายที่มองเห็นแววและพร้อมจะลงทุนในตัวเขา

ดังนั้นจึงมีลูกศิษย์รุ่นเยาว์จากหลายขั้วอำนาจมารวมตัวกันอยู่ที่นี่

ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถดึงเอาเครือข่ายอำนาจอันกว้างขวางเข้ามาพัวพันได้ การจะหาทางระบายผลผลิตจากนักหลอมโอสถระดับหนึ่งเพียงสามคน ย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ

หลังจากซื้อโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงที่หมายปองมาจากร้านโอสถอ้าวเสวี่ยแล้ว หวังอี้ก็ตรงดิ่งไปยังหอไหมน้ำแข็งทันที เนื่องจากเขาเพิ่งจากไปได้ไม่นานนัก ทันทีที่เขาผลักประตูเข้าไปอีกครั้ง

จ้าวซ่างก็เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงประหลาดใจแกมเย้ยหยันว่า

"ดูสิ นี่ไม่ใช่ศิษย์น้องหวังผู้เป็นที่โปรดปรานของท่านศิษย์สายตรงหรอกหรือ เป็นอย่างไรบ้างล่ะ... ไปฟ้องนายเสร็จแล้วเพิ่งกลับมาหรือไง?"

หากก่อนหน้านี้ยังมีความกังวลหลงเหลืออยู่บ้าง แต่พอเห็นหวังอี้กลับมา จ้าวซ่างก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเย่อหยิ่งจองหองในทันที

"ข้าว่าท่านคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ ศิษย์พี่จ้าว"

หวังอี้กวาดสายตามองไปรอบๆ ตอนนี้มีศิษย์สายในสองสามคนนั่งจิบชาอยู่หลังฉากกั้นตรงชานพักชั้นหนึ่ง พอได้ยินเสียงเอะอะก็พากันชะโงกหน้ามามอง

"ข้าว่าเราควรหาที่ส่วนตัวคุยกันดีๆ ดีกว่านะขอรับ"

"คุยกันงั้นรึ? อย่างเจ้าเนี่ยนะมีสิทธิ์อะไรมาคุยกับข้า?!!

ไอ้ขอทาน ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าใช้วิธีอะไรหลอกลวงท่านศิษย์สายตรง แต่หากเจ้ายังกล้าอวดดีอีก หอไหมน้ำแข็งแห่งนี้แหละ จะเป็นหลุมฝังศพของเจ้า"

เมื่อเห็นจ้าวซ่างรีบยัดข้อหาหมายจะมัดตัวเขาให้ดิ้นไม่หลุด แถมยังมีทีท่าว่าจะฉวยโอกาสลงมือ หวังอี้ก็อ่านความคิดของมันออกทะลุปรุโปร่งในทันที

ก็แค่กะจะฆ่าปิดปากก่อนแล้วค่อยไปรายงานทีหลัง เพื่อตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนั่นแหละ

ช่างบ้าบิ่นเสียจริง!

ปัง!

ป้ายคำสั่งสีทองสลักอักษรสีเลือดว่า 'ลงทัณฑ์' ปักฉึกทะลุโต๊ะสินค้าราวกับมีด หวังอี้เอ่ยเสียงเรียบว่า

"ทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก ยักยอกผลประโยชน์ของนิกาย ล่อลวงศิษย์สายตรง เจ้าคิดว่าข้อหาทั้งสามนี้เป็นอย่างไรบ้าง? พอจะช่วยให้เจ้าได้เลื่อนขั้นไหม? แบบว่า... ขึ้นสวรรค์ไปเลยน่ะ~"

สีหน้าของจ้าวซ่างเปลี่ยนไปทันที เขารู้เบื้องลึกเบื้องหลังของหวังอี้ดี ศิษย์สายตรงซูเป็นคนให้มางั้นรึ? ไม่ใช่หรอก… ถ้าใช่ล่ะก็ ตอนนี้เขาคงกลายเป็นศพไปแล้ว คงไม่ได้มายืนลอยหน้าลอยตาคุยแบบนี้หรอก

นั่นก็หมายความว่า มีบุคคลสำคัญคนอื่นหมายตาหวังอี้เข้าให้อีกแล้วสินะ

ไอ้เด็กเวรนี่มันจะดวงดีไปถึงไหน!

จ้าวซ่างไม่เคยรู้สึกริษยาทาสวิญญาณคนไหนเท่านี้มาก่อน!

เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นบนหน้าผาก ที่มันกล้าเหิมเกริมกดขี่ข่มเหงผู้คน ก็เพราะมั่นใจว่าช่วงนี้ศิษย์สายตรงซูกำลังวุ่นวายกับธุระประปราย ไม่มีเวลามาเหลียวแลหอไหมน้ำแข็งแน่ ขอเพียงผลประโยชน์ที่ส่งมอบให้ยังคงเท่าเดิม มันก็ย่อมปลอดภัยไร้กังวล

ลูกน้องที่มันกดขี่ข่มเหง ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างหวังอี้และซูชิงซาน สำหรับพวกคุณหนูคุณชายจากขั้วอำนาจต่างๆ ในหอไหมน้ำแข็ง มันก็เป็นแค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งเท่านั้น

อย่างเช่นเจ้าอ้วนต้วนผิง พื้นเพตระกูลต้วนของมันคือตระกูลฝั่งมารดาของศิษย์สายตรงซู มีสถานะสูงส่งในนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ต่อให้เป็นแค่ลูกเมียน้อย ก็ยังสามารถชี้นิ้วสั่งมันได้สบายๆ

แต่ถ้าหากลากเอาหอลงทัณฑ์เข้ามาเอี่ยวด้วย เมื่อเรื่องแดงขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็ต้องจบเห่แน่นอน

เมื่อคิดได้ทะลุปรุโปร่งอย่างรวดเร็ว จ้าวซ่างก็เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที

"ศิษย์น้องหวังก็จริงจังไปได้ ศิษย์พี่ก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง

เดี๋ยวข้าจะสั่งให้หมอนั่นย้ายออกไป แล้วเอาห้องคืนให้เจ้าทันที รอเดี๋ยวนะ"

"ไม่จำเป็น เรามาคุยกันเป็นการส่วนตัวดีกว่า"

"ได้สิ ตามใจศิษย์น้องหวังเลย"

คราวนี้ทุกอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค เมื่อย้ายขึ้นมายังห้องส่วนตัวที่ชื่อ <ภูเขาสูงสายน้ำไหล> บนชั้นสาม หวังอี้ก็เลิกอ้อมค้อม หงายไพ่เปิดอกคุยทันที

"จ้าวซ่าง เจ้ากดขี่ข่มเหงข้ามาก่อน เรื่องนี้ข้ามีทางออกให้เจ้า ลองฟังดูไหมล่ะ"

จ้าวซ่างยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส

"เชิญศิษย์น้องว่ามาเลย"

"ข้าต้องการสมุนไพรวิญญาณราคาถูกจำนวนหนึ่งเอาไปหลอมโอสถ และโอสถวิญญาณที่หลอมเสร็จ หอไหมน้ำแข็งก็ต้องเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด โดยจ่ายเงินจากกองกลางของนิกาย และราคาต้องสูงกว่าท้องตลาด"

การจะรีดไถหินวิญญาณจากกระเป๋าจ้าวซ่างเพื่อเป็นการชดเชยก็ทำได้ แต่มันไม่ยั่งยืน แถมยังเสี่ยงต่อการถูกลอบกัดในภายหลังอีกต่างหาก

สู้เอาชื่อการค้าบังหน้า แล้วลากมันมาร่วมขบวนการสูบเลือดสูบเนื้อหินวิญญาณของหอไหมน้ำแข็งเสียดีกว่า การร่วมมือกันเช่นนี้ ต่างฝ่ายต่างก็กุมความลับของกันและกันเอาไว้ หากเรื่องแดงขึ้นมาก็ต้องตายตกตามกันไป กลายเป็นตั๊กแตนที่ถูกผูกติดอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน

แม้หวังอี้จะเกลียดชังจ้าวซ่างจนแทบอยากจะฉีกเนื้อกิน แต่ตอนนี้เขายังไม่มีความสามารถพอที่จะกำจัดมันได้ คงต้องรอคอยเวลาต่อไป

เมื่อได้ยินข้อเรียกร้องของเขา จ้าวซ่างก็ปฏิเสธทันควัน

"เป็นไปไม่ได้ ข้าเป็นผู้ดูแลหอไหมน้ำแข็งก็จริง แต่ข้าดูแลแค่เรื่องห้องกลั่นปราณและภารกิจภายในเท่านั้น ส่วนเรื่องการแจกจ่ายโอสถวิญญาณ หินวิญญาณ และทรัพยากรอื่นๆ ข้าไม่ได้เป็นคนจัดการ

อีกอย่าง ราคาที่เจ้าเสนอมันก็สูงเกินไป ราคาตลาดก็แพงอยู่แล้ว นี่ยังจะให้บวกเพิ่มไปอีก จะเป็นไปได้อย่างไร พอถึงเวลาตรวจบัญชีข้าได้ตายหยังเขียดแน่"

หวังอี้ส่ายหน้า

"ข้าขายให้เจ้าในราคาตลาด ส่วนหอไหมน้ำแข็งจะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ ข้าไม่รับรู้"

ความหมายแฝงก็คือ ส่วนต่างที่เกินกว่าราคาตลาดนั้นก็ตกเป็นของเจ้าทั้งหมด จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้าแล้ว

จ้าวซ่างถึงกับเงียบกริบไปทันที ในใจเริ่มดีดลูกคิดรางแก้วอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายคนไหน หากพอจะมีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง ย่อมต้องเตรียมตัวทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานกันทั้งนั้น และการสะสมหินวิญญาณก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

หากมีนิกายโลหิตวิญญาณผกผันหนุนหลัง โอสถสร้างรากฐานทั่วไปอย่าง 'โอสถโลหิตผกผัน' ราคาแค่ราวๆ สี่พันหินวิญญาณก็หาซื้อได้แล้ว แต่ถ้าอยากได้โอสถสร้างรากฐานระดับสูง ลำพังแค่ตัวยาล้วนๆ ก็ปาเข้าไปหมื่นหินวิญญาณแล้ว ยังไม่รวมค่าวิ่งเต้นติดสินบนจิปาถะอีก

ส่วนหนึ่งที่มันโลภมากหน้ามืดตามัว ก็เพราะเหตุผลนี้นี่แหละ

ในช่องทางพิเศษภายในหอไหมน้ำแข็งที่ศิษย์สายตรงซูจัดเตรียมไว้ให้ จะมีโอสถสร้างรากฐานจำหน่ายปีละสามเม็ด ราคาตายตัวอยู่ที่สามหมื่นหินวิญญาณ

ราคานี้ สุนัขเห็นยังต้องเบือนหน้าหนี

มันแพงหูฉี่ แพงจนจ้าวซ่างแทบไม่มีปัญญาเก็บเงินซื้อได้เลย ดังนั้นการประจบสอพลอเจ้านายและกดขี่ข่มเหงลูกน้อง จึงกลายเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้มันก้าวหน้าได้

หลังจากเงียบไปพักใหญ่

จ้าวซ่างก็กัดฟันตอบตกลง

"ข้าตกลง แต่เจ้าต้องมีใบรับรองจากหอโอสถมายืนยัน ไม่อย่างนั้นข้าคงคุยกับสหายนักพรตที่ดูแลเรื่องสวัสดิการของหอไม่รู้เรื่องแน่"

จบบทที่ บทที่ 32 บังคับค้าขาย

คัดลอกลิงก์แล้ว