เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 ลาภลอย

บทที่ 30 ลาภลอย

บทที่ 30 ลาภลอย


บทที่ 30 ลาภลอย

พร้อมกับกองกำลังที่มารวมตัวกัน เรื่องราวก็ยิ่งลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จากคำพูดจาเหลวไหลของหวังอี้

แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เมื่อมีผลประโยชน์อยู่ตรงหน้า ขอเพียงหยิบยื่นข้ออ้างให้ฝูง 'หมาใน' พวกนี้ได้สักข้อ ต่อให้ไม่ตายก็ต้องคางเหลือง

ในสถานการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด การให้ผู้ดูแลสวีออกหน้ามาจัดการเรื่องนี้ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทว่าหลังจากบังเอิญไปรู้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างซูชิงซานกับจวนสกุลสวีเข้า เขาก็เหลือทางเลือกเพียงทางนี้ทางเดียวแล้ว

วิถีมาร วิถีมาร!

ยิ่งอยู่นาน หวังอี้ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนปลาได้น้ำ!

กองกำลังยอดฝีมือจากหอลงทัณฑ์หลายร้อยนายเคลื่อนพล ปกติในยามวิกาลก็ไม่ค่อยมีคนสัญจรไปมาอยู่แล้ว พอเห็นขบวนทัพใหญ่โตขนาดนี้ ใครๆ ต่างก็แทบอยากจะขุดหลุมฝังหัวตัวเองลงไปในดิน ใครมันจะกล้าสอดส่องสายตามองกันล่ะ

ระหว่างทาง จัวโส่วชิ่งเอ่ยกับหวังอี้ว่า

"เจ้าบอกว่าถูกหลอกให้ลงนามในสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไหนล่ะสัญญา? เอามาให้ข้าดูหน่อย"

"อยู่นี่ขอรับ…"

หวังอี้ยื่นสัญญาฉบับที่อยู่ในมือของตนส่งให้ หลังจากจัวโส่วชิ่งอ่านจบก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า "เงื่อนไขดีงามปานนี้ ยังเรียกว่าสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอีกรึ? นี่เจ้ากำลังหลอกลวงข้าอยู่ใช่หรือไม่!"

"มิกล้า มิกล้าขอรับ ใต้เท้าจัว ท่านลองตรองดูสิขอรับ ในนิกายโลหิตวิญญาณผกผันของเราเคยมีสัญญาแบบนี้ด้วยหรือ? ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น หากไม่ใช่เพราะถูกหลอกล่อ ศิษย์ก็คงไม่หลงกลหรอกขอรับ"

จัวโส่วชิ่งขมวดคิ้วครุ่นคิด ก็มีเหตุผล!

ยิ่งไปกว่านั้น ระยะเวลาในสัญญายังมีแค่หนึ่งปี พอเอามาปะติดปะต่อกับคำให้การของหวังอี้ก่อนหน้านี้ มันก็ดูเหมือนมีจุดประสงค์แอบแฝงที่จะใช้งานให้ตายตกไปภายในหนึ่งปี แถมยังมีลายลักษณ์อักษรระบุชัดเจนว่าจะไม่ให้การสนับสนุนหรือปลุกปั้นใดๆ ยิ่งตอกย้ำจุดประสงค์นี้ให้ชัดเจนขึ้นไปอีก!

เหมือนจงใจใช้เป็นของใช้แล้วทิ้งไม่มีผิด

"ดี ดี ดี กล้ามาก่อเรื่องที่ฟ้าดินไม่อาจทนดูได้ในย่านเทพอสูรภายใต้การดูแลของข้า ริบทรัพย์! ต้องริบทรัพย์ลูกเดียว!

"เจ้าชื่อหวังอี้ใช่ไหม วางใจเถอะ เจ้ากับสหายอีกสองสามคนของเจ้าจะได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรมที่สุด ให้ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นของนิกาย"

หวังอี้ถึงกับหน้ามืด แขนเสื้อที่ว่างเปล่าของเขามันช่างอบอุ่นเสียเหลือเกิน ปากก็พ่นคำเยินยอออกไปไม่หยุด ทำเอาจัวโส่วชิ่งเคลิบเคลิ้มจนตัวลอย

ไม่นาน ร้านโอสถสกุลสวีก็ปรากฏสู่สายตา

"ล้อมไว้!"

จัวโส่วชิ่งโบกมือสั่งการ ผู้บำเพ็ญเพียรจากหอลงทัณฑ์ต่างพากันกรูเข้าไปล้อมร้านโอสถเอาไว้ทุกทิศทางจนมดตัวเดียวก็เล็ดลอดออกไปไม่ได้ หวังอี้กลอกตากลิ้งกลอก ก่อนจะเสนอหน้าออกไปตะโกนเสียงดังก้องว่า

"คนข้างในจงฟังให้ดี ความผิดของพวกเจ้าแดงออกมาแล้ว

จงส่งมอบทรัพย์สินส่วนรวมที่ได้มาจากการขูดรีดและยักยอกออกมาให้หมด มิฉะนั้นจะสูบวิญญาณควักจิตพวกเจ้ามาหลอม ให้กลายเป็นผีสางไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกต่อไป!"

หลังจากตะโกนจนสุดเสียง หวังอี้ก็วิ่งกลับมาหาจัวโส่วชิ่ง พลางประจบสอพลอว่า

"เชิญขอรับ ใต้เท้า"

"โห…

ไม่เลวนี่"

จัวโส่วชิ่งพอใจกับการกระทำของหวังอี้มาก รู้สึกถูกอกถูกใจเป็นที่สุด เขากระแอมเบาๆ ปลดปล่อยแรงกดดันระดับสร้างรากฐานออกมาครอบคลุมร้านโอสถสกุลสวีเอาไว้ทั้งหมด

ภายในร้าน

ผู้เฒ่าจูที่กำลังอดหลับอดนอนตกแต่งบัญชีอยู่บนชั้นสาม ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองดูหลานชายที่กำลังสั่นงันงกด้วยความจนใจ

"เรื่องราวลุกลามมาถึงขั้นนี้แล้ว ทำได้เพียงเจรจากันเท่านั้น หวังว่าจะพอเหลือทางรอดให้เจ้าได้บ้าง"

"ท่านปู่ ข้าไม่อยากตาย! หลานไม่อยากตาย!"

คุณชายจูในชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาว ล้มลุกคลุกคลานเข้าไปเกาะขาปู่ น้ำหูน้ำตาไหลพราก เดิมทีตั้งใจว่าอีกสองสามวันจะหาเรื่องออกไปกบดานนอกนิกายสักหน่อย ใครจะไปคิดว่าเรื่องมันจะแดงเร็วกะทันหันขนาดนี้ รับมือแทบไม่ทัน

"หลานปู่ ปล่อยมือเถอะ"

เมื่อเห็นแววตาอันแน่วแน่ของผู้เป็นปู่ คุณชายจูก็ก้มหน้า เดินตามผู้เฒ่าจูออกไปจากร้านโอสถสกุลสวี ภายนอกมีกองกำลังติดอาวุธยืนตระหง่าน บรรยากาศแผ่ซ่านไปด้วยความน่าเกรงขาม

บรรยากาศที่หนักอึ้งบดขยี้อารมณ์ของคุณชายจูจนพังทลายลงในพริบตา เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้โฮพลางโขกศีรษะให้จัวโส่วชิ่งไม่หยุด

"ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้านะ...

ตาเฒ่านี่เป็นคนทำ ท่านปู่ของข้าเป็นคนทำ ไม่เกี่ยวกับข้าเลย"

"เฮ้อ…"

ผู้เฒ่าจูมองดูพฤติกรรมของหลานชายด้วยความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง เขาล้วงถุงเก็บของสิบใบออกมาจากสาบเสื้อ ส่งมอบใส่มือจัวโส่วชิ่งไปทั้งหมดโดยไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

ในคืนเดือนมืดที่ลมกรรโชกแรง หวังอี้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แถมยังมีคาถาเร้นราตรีคอยปกปิดกลิ่นอาย อีกฝ่ายจึงไม่ทันสังเกตเห็นเขา

จัวโส่วชิ่งต่างหากที่งุนงง ยอมจำนนกันง่ายๆ แค่นี้เลยหรือ? ปกติเวลาไปริบทรัพย์ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีการดิ้นรนต่อสู้กันบ้าง ไม่เคยเจอใครว่านอนสอนง่ายขนาดนี้มาก่อน

ช่างประหลาดแท้

เขาส่งสัมผัสเทวะเข้าไปตรวจสอบหินวิญญาณในถุงเก็บของ มีหินวิญญาณระดับต่ำอยู่ทั้งหมดเก้าหมื่นหกพันก้อน หากเทียบเป็นระดับกลางก็คือเก้าพันหกร้อยก้อน สำหรับเขาก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินก้อนโตเอาเรื่อง

อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างหินวิญญาณมักจะคงที่เสมอมา

ระดับต่ำแลกเป็นระดับกลางจะห่างกันสิบเท่า ระดับกลางแลกเป็นระดับสูงจะห่างกันร้อยเท่า ส่วนหินวิญญาณระดับสูงสุดนั้น ถือเป็นของล้ำค่าในตัวเอง ไม่ถูกนำมาใช้เป็นสกุลเงินทั่วไป

ดังนั้นจึงมีเพียง 1000 : 100 : 1 สามอัตรานี้เท่านั้น

ผู้เฒ่าจูกำลังจะอ้าปากรับสารภาพผิดทั้งหมด ทว่ากลับได้ยินจัวโส่วชิ่งเอ่ยขึ้นว่า "มีแค่นี้เองรึ? คิดจะไล่ขอทานหรืออย่างไร ข้าได้ยินมาว่าเจ้ายักยอกไปถึงสามแสนหินวิญญาณไม่ใช่รึ"

ผู้เฒ่าจูแข้งขาอ่อนระทวย ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น สลัดคราบความนิ่งเฉยเมื่อครู่ทิ้งไปจนหมดสิ้น ริมฝีปากสั่นระริก

"ทะ... เท่าไหร่นะ?"

"หึ"

จัวโส่วชิ่งแค่นหัวเราะ เขาชอบพวกกระดูกแข็ง พอเชิดคางขึ้น ลูกน้องก็แห่กันเข้าไปในร้านโอสถสกุลสวีราวกับฝูงปลา ขนของทุกอย่างที่พอยกได้ติดมือกลับมาด้วย ก่อนจะแปะป้ายปิดผนึกไว้ที่หน้าประตู

จากนั้นก็สั่งให้ลูกน้องอีกกลุ่มคุมตัวปู่หลานสกุลจูกลับไปยังหอลงทัณฑ์

พอหันกลับมา เขาก็โยนปึกสัญญาเข้าใส่อกหวังอี้ ในนั้นไม่ได้มีแค่สัญญาของเขาสามฉบับ แต่ยังมีของพรรคพวกโจวเทารวมอยู่ด้วย หวังอี้ตาลุกวาว นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีลาภลอยตกถึงมือแบบนี้ด้วย

"เรื่องในคืนนี้ ไม่เกี่ยวกับเจ้า

ส่วนเรื่องผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่อยู่เบื้องหลังร้านโอสถสกุลสวี หอลงทัณฑ์จะมีวิธีจัดการเอง เจ้ากับสหายอีกสองสามคนจงอยู่ให้เงียบๆ ไว้ ในวันข้างหน้าเจ้าเต็มใจจะมารับใช้ข้าหรือไม่?"

หวังอี้รีบประสานมือตอบรับทันควัน

"ข้าน้อยยินดีถวายหัว รับใช้ใต้เท้าจัวจนกว่าชีวิตจะหาไม่ขอรับ"

"ปากหวานจริงนะ เอ้า นี่รางวัลของเจ้า"

หวังอี้ตาพร่าลายไปชั่วขณะ ถุงเก็บของขนาดเล็กลอยมาตกอยู่ในมือ ภายในไม่เพียงแต่จะมีหินวิญญาณหนึ่งพันก้อน แต่ยังมีเครื่องแบบและป้ายประจำตัวของศิษย์หอลงทัณฑ์รวมอยู่ด้วย

นี่มันลาภลอยชัดๆ!

จัวโส่วชิ่งพูดจบก็เดินจากไป ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าให้เขาไปรายงานตัวที่หอลงทัณฑ์เมื่อไหร่ หวังอี้จึงเริ่มคาดเดาอะไรบางอย่างขึ้นมาในใจ

เรื่องในคืนนี้ จัวโส่วชิ่งมองความผิดปกติออกหมดแล้ว แต่เขาไม่พูด แถมยังออกปากชมเชยเสียใหญ่โต นี่คงกะจะให้เขาแฝงตัวไปตามร้านต่างๆ ทำตัวเป็นสายสืบให้สินะ...

"แบบนี้ก็เข้าท่าดี"

หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาครึ่งค่อนคืน หวังอี้ก็เดินทอดน่องกลับไปนอนหลับปุ๋ยที่พัก ด้วยระดับพลังบำเพ็ญของเขา นอนแค่สองชั่วยามก็เพียงพอแล้ว

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาก็มาปรากฏตัวที่ร้านโอสถสกุลสวี

เดิมทีตั้งใจจะมารอพวกโจวเทา แต่ใครจะไปนึกว่าพวกเขากลับมารอหวังอี้ตั้งแต่ไก่โห่ พอคิดดูดีๆ ก็เข้าใจได้ไม่ยาก

ค่าตอบแทนที่ผู้เฒ่าจูให้นั้นสูงลิ่วจนผิดปกติ เดือนละสองร้อยเชียวนะ? ใครจะไปกล้าคิด มีก็แต่หวังอี้ที่ไม่รู้ราคาตลาด ถึงได้บ่นว่าน้อย

ด้วยค่าตอบแทนสูงปรี๊ดขนาดนี้ พวกเขาจึงอยากจะตั้งใจทำงานให้เต็มที่ จะได้ไม่ถูกไล่ออก เลยพากันมาเช้าตรู่ชนิดที่เรียกว่าแข่งขันกันขยันเลยทีเดียว

"เฮ้ ทางนี้"

โจวเทา หวงข่าย และหลัวผิงหู่กำลังยืนมึนงงอยู่กับป้ายปิดผนึกหน้าประตูร้าน พอได้ยินเสียงเรียกของหวังอี้ ก็รีบปรี่เข้ามาหาทันที

โจวเทามีระดับพลังบำเพ็ญสูงสุด คือระดับหลอมปราณขั้นแปด ทั้งยังมีวิชาหลอมโอสถที่เก่งกาจกว่าเพื่อน หลังจากได้เจอกันเมื่อวาน ในตอนนี้ทั้งสามคนจึงยกให้เขาเป็นพี่ใหญ่ และให้เขาเป็นคนออกหน้าเจรจา

"นักหลอมโอสถหวัง ที่เจ้าเรียกพวกเรามา เพราะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับร้านโอสถสกุลสวีใช่หรือไม่?"

"เรื่องมันยาวน่ะ…"

หวังอี้ส่ายหน้าถอนหายใจ ชี้ไปยังร้านอาหารใกล้ๆ แล้วกล่าวว่า "สู้ไปหาอะไรกินไปคุยไปไม่ดีกว่าหรือ ทุกท่านคงยังไม่ได้ทานมื้อเช้ากันมาใช่ไหมล่ะ"

"ก็ดี..."

จบบทที่ บทที่ 30 ลาภลอย

คัดลอกลิงก์แล้ว