เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 กลยุทธ์โอสถ

บทที่ 25 กลยุทธ์โอสถ

บทที่ 25 กลยุทธ์โอสถ


บทที่ 25 กลยุทธ์โอสถ

"โอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงสุดไม่มีหรอก คลังสมบัติของนิกายจะมีหลุดออกมาปีละไม่กี่ขวด ต้องใช้แต้มความดีความชอบแลกเท่านั้น ปีที่แล้วรู้สึกจะอยู่ที่ราคาหนึ่งพันแต้ม"

หวังอี้ขมวดคิ้วแน่น

"หนึ่งขวดหรือ?"

การขายโอสถวิญญาณตามปกติมักจะขายเป็นขวด หนึ่งขวดมีเก้าเม็ด มีเพียงโอสถที่มีสรรพคุณพิเศษเท่านั้นถึงจะขายเป็นเม็ด อย่างเช่น โอสถสร้างรากฐาน หรือโอสถแก่นทองคำ ซึ่งเป็นโอสถประเภททะลวงระดับ

นอกจากนี้ก็ยังมีพวกโอสถสลายภาพลวงตา โอสถเพิ่มพูนสัมผัสเทวะ หรือโอสถสำหรับฝึกฝนคาถาอาคมพิเศษ...

พอได้ยินคำพูดของหวังอี้ ชายคนนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาบน

"หนึ่งเม็ด!"

"โอสถโลหิตเยือกแข็งไม่ใช่โอสถวิญญาณสำหรับเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญทั่วๆ ไป สรรพคุณของมันสามารถคงอยู่ได้ยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม ผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะแตกต่างกันไปตามระดับชั้น"

"ระดับต่ำและระดับกลางจะช่วยเพิ่มพลังวิญญาณได้ประมาณสิบถึงยี่สิบสาย หลังจากกินไปห้าเม็ดแล้วก็จะหมดฤทธิ์อย่างสิ้นเชิง"

"ระดับสูงจะช่วยเพิ่มพลังวิญญาณได้ราวๆ สี่สิบสาย ต้องใช้เวลาหลอมรวมค่อนข้างนาน และพอกินไปประมาณเก้าเม็ดก็จะเกิดกำแพงโอสถ"

"ส่วนโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงสุดสามารถเพิ่มพลังวิญญาณได้แปดสิบถึงหนึ่งร้อยสาย ผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณขั้นกลางต้องนั่งสมาธิถึงหนึ่งปีเต็มกว่าจะย่อยสลายได้หมด แถมยังต้องใช้ควบคู่กับโอสถงดธัญญาหารด้วย พอกินไปถึงสิบสองเม็ดถึงจะเกิดกำแพงโอสถ"

สิ่งที่เรียกว่ากำแพงโอสถ มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพิษโอสถ

แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย ตัวโอสถนั้นคือการรวบรวมแก่นแท้ของฟ้าดิน ก่อกำเนิดขึ้นผ่านวิชาหลอมโอสถอันแยบยล จะไปมีพิษได้อย่างไร

ทว่าเมื่อร่างกายรับเข้าไปมากเกินไป ก็จะเกิดภาวะดื้อยาในระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า [กำแพงโอสถ]

นี่คือข้อจำกัดที่ฟ้าดินกำหนดไว้สำหรับวิถีโอสถ มิเช่นนั้นทุกคนก็คงเอาแต่สวาปามโอสถเพื่อบรรลุเซียน จนสูญเสียแก่นแท้ของการบำเพ็ญเพียรไปเสียหมด

โอสถโลหิตเยือกแข็งมีสรรพคุณยอดเยี่ยม ถูกคิดค้นมาเพื่อผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนคัมภีร์ 'เคล็ดโลหิตเยือกแข็ง' โดยเฉพาะ ราคาของมันจึงจัดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพงหูฉี่เมื่อเทียบกับบรรดาโอสถระดับหนึ่งด้วยกัน

ลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว หวังอี้ก็พบว่าลงมือหลอมเองนั้นคุ้มค่ากว่ามาก

เขาจึงเอ่ยถามต่อ

"หากกินโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับต่ำและระดับกลางไปก่อน จะส่งผลกระทบต่อสรรพคุณของการกินระดับสูงในภายหลังหรือไม่?"

"ย่อมส่งผลแน่นอน ถึงอย่างไรก็เป็นโอสถชนิดเดียวกัน ตัวยาก็เหมือนกัน หากมีกำลังทรัพย์ ทางที่ดีที่สุดคือกินระดับสูงไปเลย หากมีเส้นสายก็ลองไปถามดูที่ฝั่งคลังสมบัติก็ได้"

หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์แล้ว หวังอี้ก็กว้านซื้อสมุนไพรเสริมมาสามชนิด เศษหินวิญญาณที่ติดตัวมาถูกผลาญไปจนเกลี้ยงกระเป๋า เหลือเพียงแต้มความดีความชอบสองร้อยแต้มเท่านั้น

อันที่จริงการซื้อโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงมากินสักเม็ดก่อนถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างแรกคือการนำวิชาหลอมโอสถไปจัดวางต้องใช้เวลา ส่วนโอสถโลหิตเยือกแข็งหนึ่งเม็ดก็ต้องใช้เวลาหลอมรวมหนึ่งปีเต็ม ซึ่งสอดคล้องกันพอดิบพอดี

มันสามารถเข้ามาอุดช่องโหว่ในช่วงเวลาว่างเปล่าของหวังอี้ได้ เพื่อไม่ให้ย่ำอยู่กับที่โดยไม่มีความก้าวหน้าใดๆ

ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณสี่สิบสายยังสามารถยกระดับพลังบำเพ็ญของเขาได้อย่างมหาศาล เมื่อนำมาผนวกเข้ากับ [ช่องจัดวาง] ก็กะคร่าวๆ ว่าน่าจะย่นระยะเวลาให้เหลือไม่ถึงสามปีได้

ความเร็วระดับนี้ถือว่ารับได้อย่างสมบูรณ์แบบ

"ห้าร้อยหินวิญญาณ..."

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาเงิน หวังอี้จึงเริ่มวางแผนการใหญ่ ในเมื่อตัดสินใจจะเดินบนเส้นทางของนักหลอมโอสถแล้ว การหลอมโอสถย่อมเป็นวิถีทางหาเงินที่เหมาะสมที่สุด

โอสถโลหิตเยือกแข็งใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ทว่าแน่นอนว่าต้องรอให้วิชาหลอมโอสถบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบเสียก่อนถึงจะลงมือหลอมจริงๆ ได้ ดังนั้นช่องจัดวางหมายเลขสามจึงมีเวลาว่างเปล่าอยู่ครึ่งปี สามารถสลับเอาวิชาอื่นมาใช้งานก่อนได้

"โอสถงดธัญญาหาร โอสถฟื้นพลัง โอสถกลืนหยิน โอสถสมานเนื้อ"

หวังอี้ไล่เรียงชื่อโอสถระดับหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอยู่ในใจ เตรียมตัวจะไปเยือนหอโอสถอีกสักรอบ เทียบโอสถประเภทนี้ล้วนมีราคาถูกแสนถูก ถึงอย่างไรก็เป็นสูตรโอสถระดับมวลชน คนที่หลอมเป็นมีถมเถไป

ขณะที่กำลังเดินอยู่ในย่านเทพอสูร จู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งมาขวางทางเขาเอาไว้

"หวังอี้?"

จากประสบการณ์ที่เคยเผชิญหน้ามาก่อน หวังอี้ก็ยกระดับความระแวดระวังขึ้นมาในพริบตา

"ไม่ทราบว่าท่านคือ..."

"เจ้าก็น่าจะเคยได้ยินชื่อข้า ซูชิงซาน"

รูปลักษณ์ภายนอกดูธรรมดาสามัญ ผิวคล้ำเล็กน้อย ทว่าแววตากลับคมกริบดุจเหยี่ยว มีประกายความแหลมคมเปล่งออกมา ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยความมั่นใจและฮึกเหิม มากพอที่จะทำให้ผู้คนมองข้ามใบหน้าอันแสนธรรมดาของเขาไปได้

"ที่แท้ก็คือศิษย์พี่ซูนี่เอง เสียมารยาทแล้ว"

"ละอายใจนัก ไม่ทราบว่าจะพอไว้หน้าข้า ไปดื่มด้วยกันสักจอกได้หรือไม่?"

. . . . . . . .

หอแปดเลิศรส

ร้านขายอาหารวิญญาณแห่งหนึ่งที่เปิดกิจการอยู่ในย่านเทพอสูร ว่ากันว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน อาหารวิญญาณมีสรรพคุณเป็นเลิศ ทว่าราคาก็ค่อนข้างจะแพงอยู่สักหน่อย

แต่ในยามนี้กลับมีอาหารจัดวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะถึงสิบสองอย่าง ทั้งอาหารเหลาเลิศรส สุราชั้นยอดและกับแกล้มชั้นเลิศ ทำเอาหวังอี้ถึงกับรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก

ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นอัจฉริยะที่แจ้งเกิดจากการประลองศิษย์สายนอกครั้งก่อน หลังจากสวามิภักดิ์ต่อศิษย์สายตรงแล้ว ก็ทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นปลายได้สำเร็จ

เส้นทางที่เขาเดินนั้นแตกต่างจากเส้นทางการเลื่อนขั้นของศิษย์ทั่วไป

ตั้งแต่แรกเริ่ม เป้าหมายของเขาก็คือตำแหน่งผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกหรือศิษย์สายใน ขอเพียงทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานได้ ก็สามารถดำรงตำแหน่งผู้ดูแลภายในนิกายได้ทั้งสิ้น จะได้รับทรัพย์สินส่วนตัวจากนิกาย หรือไม่ก็ได้รับการจัดสรรที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ให้ แล้วแต่ว่าจะตัดสินใจเอาไปทำอะไร

ส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวเลือกของผู้บำเพ็ญเพียรที่ไร้ซึ่งเบื้องหลังคอยหนุน หากพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง ก็ล้วนแต่มุ่งเป้าไปที่ตำแหน่งศิษย์สายตรงกันทั้งนั้น เพราะถึงอย่างไรทรัพยากรที่เมล็ดพันธุ์ระดับวิญญาณแรกกำเนิดจะได้รับนั้น ก็ห่างชั้นกับผู้ดูแลทั่วไปลิบลับ

หากหวังอี้คิดจะเติบโตอย่างมั่นคงในนิกายโลหิตวิญญาณผกผันในระยะยาว ก็ทำได้เพียงเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้เท่านั้น

ชูจอกขึ้นดื่มพร้อมกัน

"ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ซูหาข้าพบได้อย่างไร และมีธุระอันใดหรือ"

ซูชิงซานคลี่ยิ้มบางๆ

"ผมขาวโพลนของเจ้าเตะตาท่ามกลางหมู่ศิษย์เสียขนาดนี้ อยากจะมองไม่เห็นก็คงยาก ส่วนเรื่องที่มาหา ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่ามีเรื่องอยากจะเชิญชวน ไม่ทราบว่าเจ้าสนใจหรือไม่?"

หวังอี้เผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง คราวหน้าคราวหลังถ้าจะออกไปไหนคงต้องเตรียมชุดคลุมดำแบบมีหมวกคลุมมาใส่บ้างแล้ว "เชิญท่านกล่าวมาได้เลยขอรับ"

ซูชิงซานคีบหน่อไม้วิญญาณอ่อนๆ อวบน้ำเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยว่า "จัดการจ้าวซ่าง เป็นอย่างไร?"

ในใจของหวังอี้กระตุกวูบ ดูเหมือนว่าคนผู้นี้ก็คงเคยถูกจ้าวซ่างขูดรีดมาเหมือนกัน ทว่าบนใบหน้ากลับสงบนิ่งไม่เผยพิรุธ ซ้ำยังแฝงแววขมขื่นอยู่เล็กน้อย

"ศิษย์พี่ซูล้อข้าเล่นแล้ว ข้าน้อยเป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณขั้นต้น จะเอาปัญญาที่ไหนไปจัดการจ้าวซ่างได้เล่า"

"แน่นอนว่าข้าต้องเป็นคนลงมือ ได้ยินมาว่า [ห้องกลั่นปราณ] ในหอไหมน้ำแข็งของเจ้าถูกเขาแย่งชิงไป แถมยังเอาไปขายให้คนอื่นอย่างหน้าตาเฉย เจ้าไม่โกรธแค้นเลยรึ?"

"โกรธแล้วจะทำอะไรได้" หวังอี้ลองชิมอาหารวิญญาณที่ทำออกมาในรูปแบบหมูสามชั้นน้ำแดง นัยน์ตาพลันเปล่งประกาย ก่อนจะคีบเข้าปากเพิ่มอีกหลายชิ้น

ด้วยความแข็งแกร่งของซูชิงซาน ที่สามารถข้ามขั้นสังหารระดับหลอมปราณขั้นแปดได้ด้วยระดับหลอมปราณขั้นหก บัดนี้ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นปลายแล้ว ย่อมมีโอกาสสูงมากที่จะจัดการจ้าวซ่างได้จริงๆ

รอจนหวังอี้กินเข้าไปอีกหลายคำ ซูชิงซานถึงได้เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง

"เจ้ากับศิษย์สายตรงซูมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวเลย หากเจ้าแกล้งทำเป็นจะขึ้นไปยังยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง จ้าวซ่างจะต้องร้อนรนอย่างแน่นอน หากเขาตามมา..."

ซูชิงซานทำท่าปาดคอประกอบคำพูด จิตสังหารเผยออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด

แม้แผนการนี้จะดูเรียบง่าย แต่ก็ใช้งานได้จริงสุดๆ

อัตราความสำเร็จถือว่าสูงมาก ทว่าหวังอี้กลับเอ่ยถามกลับไปว่า

"ศิษย์พี่ซูได้รับความเมตตาจากท่านศิษย์สายตรงในงานประลองศิษย์สายนอก อีกทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้ ความสัมพันธ์ย่อมต้องสนิทสนมกว่าข้าน้อยเป็นแน่ เหตุใดท่านจึงไม่ไปหาเขาล่ะ?"

จังหวะการรินสุราของซูชิงซานชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหรี่ตาลงแล้วตอบว่า

"ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ทำไม่ได้ต่างหาก ช่วงนี้ในบรรดาศิษย์สายตรงทั้งสิบคนของยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง มีอยู่คนหนึ่งที่โดดเด่นทะลุปล้องและกำลังเตรียมตัวทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นทองคำ ท่านศิษย์สายตรงจะเอาเวลาที่ไหนมาใส่ใจพวกเราเล่า"

หวังอี้ซดน้ำแกงปลาวิญญาณไปอึกหนึ่ง พลางพยักหน้ารับ

"นั่นสิ เพราะแบบนี้จ้าวซ่างถึงได้ไม่เกรงกลัวใคร และขูดรีดผู้คนจนเป็นสันดาน

"ศิษย์สายตรงยืนอยู่สูงเกินไป สู้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานของหอไหมน้ำแข็งที่มีอำนาจข่มขวัญไม่ได้หรอก"

"ถ้าเช่นนั้น ความหมายของน้องหวังก็คือ..."

"ขออภัยด้วย"

หวังอี้ลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ

"ไม่ใช่ว่าข้าน้อยไม่เต็มใจ แต่ระดับพลังบำเพ็ญของข้ามันต่ำต้อยเกินไป หากสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นกลาง มีพลังพอที่จะปกป้องตัวเองได้สักหนึ่งหรือสองส่วน เรื่องนี้ก็พอจะลงมือทำได้

"แต่ตอนนี้ข้าน้อยเป็นเพียงระดับหลอมปราณขั้นสาม จ้าวซ่างแค่สะบัดมือก็สังหารข้าน้อยได้แล้ว ความเสี่ยงสูงเกินไป หวังว่าศิษย์พี่ซูจะเข้าใจ"

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่บังคับ กินข้าวต่อเถอะ!"

จบบทที่ บทที่ 25 กลยุทธ์โอสถ

คัดลอกลิงก์แล้ว