- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 20 เวียนหัวเป็นเรื่องปกติ
บทที่ 20 เวียนหัวเป็นเรื่องปกติ
บทที่ 20 เวียนหัวเป็นเรื่องปกติ
บทที่ 20 เวียนหัวเป็นเรื่องปกติ
หวังอี้แสร้งทำเป็นผ่อนคลายแล้วเอ่ยขึ้น
"บอกตามตรงนะ หวังผู้นี้เป็นอดีตทาสวิญญาณ พรสวรรค์ก็แค่รากวิญญาณขยะ อย่าว่าแต่ระดับสร้างรากฐานเลย ชาตินี้จะบรรลุหลอมปราณขั้นปลายได้ก็บุญแล้ว
"ที่ศิษย์สายตรงซูเลือกข้า ไม่ใช่เพราะพลังฝีมือ แต่เป็นเพราะสมอง เจ้าฆ่าข้าไปก็พิสูจน์อะไรไม่ได้ สู้พวกเรามาจับมือสงบศึกกันดีกว่า เจ้าบอกมาว่าใครยุยงให้มา แล้วเรื่องวันนี้ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น"
คำพูดเหล่านี้ใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง หว่านล้อมด้วยเหตุและผล
อีกฝ่ายเริ่มมีท่าทีโอนอ่อนและลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด
"พูดจริงรึ?"
"จริงสิ…"
หวังอี้ยิ้มแย้มเดินเข้าไปใกล้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ขอเพียงเจ้าบอกมา ว่าใครเป็นคนวางแผนลอบกัดหวังผู้นี้อยู่เบื้องหลัง พวกเราสองคนก็ถือว่าเป็นสหายกันแล้ว"
คนผู้นั้นถอนหายใจยาว ลดการระวังตัวลงอย่างสิ้นเชิง
"เป็นจ้าวซ่าง มันตั้งค่าหัวเจ้าแบบลับๆ ในหมู่ศิษย์สายนอก ห้อง [กลั่นปราณ] ที่เจ้าพักอยู่ มันเอามาตั้งราคาขายหนึ่งพันสองร้อยแต้มผลงาน ใครฆ่าเจ้าได้ มันก็จะขายให้คนนั้น"
ประกายประหลาดใจวูบผ่านนัยน์ตาของหวังอี้ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นมัน ในเมื่อไม่มีความแค้นต่อกัน สิ่งเดียวที่ผลักดันให้ทำเช่นนี้ได้ ย่อมต้องเป็นผลประโยชน์เท่านั้น
หนึ่งพันสองร้อยแต้มผลงาน ชีวิตเขาคู่ควรกับราคานี้เชียวหรือ?
"ขอบคุณมาก ไม่ทราบว่าสหายนักพรตมีนามว่ากระไร"
หวังอี้ตบไหล่คนผู้นั้นเบาๆ เพื่อแสดงความเป็นมิตร
"ข้าชื่อ..."
ฉัวะ!
กระบี่น้ำแข็งพุ่งเสียบทะลุคอหอยของคนผู้นั้นอย่างจัง ปลายแหลมทะลุออกทางท้ายทอย หวังอี้ประคองหัวมันไว้ ฝ่ามือของเขาอาบไปด้วยเลือดสีแดงสด พลางกระซิบแผ่วเบา
"ทำใจให้สบาย เวียนหัวเป็นเรื่องปกติ"
อย่าเห็นว่าคนผู้นี้ถูกเกลี้ยกล่อมง่ายๆ เป็นเพราะหวังอี้ถูกศิษย์สายตรงเลื่อนขั้นจากทาสวิญญาณจริงๆ ทุกคำที่เขาพูดล้วนเป็นความจริง
แม้จ้าวซ่างจะมีตบะสูง มีฉากหลังแข็งแกร่ง แต่อำนาจทั้งหมดล้วนได้มาจากศิษย์สายตรงซู หากสองฝ่ายเกิดขัดแย้งกัน ใครๆ ก็รู้ว่าควรเลือกยืนฝั่งศิษย์สายตรง
ยิ่งไปกว่านั้น พลังฝีมือและความเด็ดขาดของหวังอี้ ทำให้คนผู้นี้เกรงกลัว ในเมื่อไม่มั่นใจว่าจะฆ่าได้ การสงบศึกจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แถมยังโดนคำพูดยุยง ทำให้เกิดความคลางแคลงใจและโกรธแค้นจ้าวซ่าง
เหตุผลต่างๆ นานาเหล่านี้ล้วนเป็นบ่อเกิดของผลลัพธ์ในท้ายที่สุด
แน่นอนว่า…
จุดที่สำคัญที่สุด คือประสบการณ์ในโลกหล้าของคนผู้นี้ยังอ่อนด้อย จิตใจยังไม่เข้มแข็งและเด็ดขาดพอ ยังไม่ได้กลายเป็นผู้บำเพ็ญมารที่เจ้าเล่ห์และผ่านเกณฑ์อย่างแท้จริง
ตามที่หวังอี้รับรู้มา ช่องทางรับศิษย์ปกติของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันมีสี่ทางด้วยกัน
หนึ่ง มาจากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรในดินแดนมารฉื่อเหวียน
สอง จัด "งานชุมนุมรับศิษย์" ที่เมือง [ทะยานบิน] ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ โดยมีขุมกำลังระดับวิญญาณแรกกำเนิดห้าแห่งเป็นเจ้าภาพ และมีนิกายมารระดับแก่นทองคำเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
เป็นงานใหญ่ที่จัดขึ้นทุกยี่สิบปี ถึงตอนนั้น ยอดฝีมือพเนจรจากทั่วทุกสารทิศในดินแดนมารฉื่อเหวียนจะแห่แหนกันมา เน้นรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณเป็นหลัก แต่ก็รับผู้บำเพ็ญพเนจรระดับสร้างรากฐานด้วย ส่วนระดับแก่นทองคำนั้นค่อนข้างน้อย
สาม ลักพาตัวศิษย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาจาก <เขตแดนวิญญาณไท่หู> ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของฝ่ายธรรมะ หรือใช้วิธีการแลกเปลี่ยนเพื่อหาต้นกล้าชั้นดีมาเป็นศิษย์นิกายมาร
สี่ การเลี้ยงดูมนุษย์ธรรมดาเป็นที่นิยมในดินแดนมารฉื่อเหวียน ขุมอำนาจแต่ละแห่งจะมีเมืองหลายเมืองที่ใช้เลี้ยงดูมนุษย์โดยเฉพาะ และจะมีการตรวจสอบพรสวรรค์เพื่อคัดเลือกศิษย์เป็นประจำทุกปี
ส่วนคนแก่หรือคนที่ไร้ความสามารถในการสืบพันธุ์ ก็จะถูกนำไปใช้ในจุดประสงค์พิเศษอื่นๆ
ดังนั้น ทุกปีจะมีศิษย์ใหม่หลายหมื่นคนจากทั้งสองดินแดนเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน โดยทั่วไปต้องบรรลุระดับหลอมปราณขั้นกลางจึงจะมีสิทธิ์รับภารกิจนอกสำนักได้
ศิษย์ร่วมสำนักที่ตายอย่างสงบผู้นี้ ก็คือต้นกล้าที่ถูกซื้อขายมาจากเขตแดนวิญญาณไท่หู ประสบการณ์ความโสมมที่เคยพบเจอยังน้อยเกินไป
หลังจากล้วงเอาถุงเก็บของและเก็บศพเรียบร้อยแล้ว หวังอี้ก็ทำความสะอาดคราบเลือดบริเวณนั้นจนหมดจด แล้วเดินออกจากตรอกไปอีกทาง
เมื่อกลับมาถึงหอไหมน้ำแข็ง จ้าวซ่างยังคงเอนกายอยู่หลังโต๊ะรับรองชั้นหนึ่งเหมือนเดิม เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
หวังอี้เดินขึ้นบันไดไปอย่างไม่แยแส ขณะนั้นเองจ้าวซ่างก็ทำจมูกฟุดฟิด หรี่ตามองพลางเอ่ยขึ้น
"ศิษย์น้องหวังได้รับบาดเจ็บงั้นหรือ?"
"ขอบคุณศิษย์พี่จ้าวที่เป็นห่วง บาดแผลเล็กน้อยไม่คู่ควรให้ใส่ใจหรอกขอรับ"
จ้าวซ่างลุกขึ้น ผายมือเชิญให้นั่ง
"จะบาดเจ็บหรือไม่ไม่สำคัญหรอก แต่ศพของผู้ที่ฝึกวิชาของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งถือเป็นของดีเลยนะ ศิษย์น้องหวังไม่สนใจจะขายหน่อยรึ? ธุรกิจด้านนี้ของหอไหมน้ำแข็งมีขนาดไม่เล็กเลยนะ"
หวังอี้เงียบไปครู่หนึ่ง
"สายตาของศิษย์พี่จ้าวช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก ศิษย์น้องออกไปเดินเล่นวันนี้ บังเอิญเก็บศพมาได้สองศพพอดี เดิมทีตั้งใจจะส่งมอบให้หอลงทัณฑ์จัดการ แต่ในเมื่อทางหอต้องการ งั้นก็ยกให้ศิษย์พี่จัดการเลยแล้วกันขอรับ"
ตบถุงเก็บของเบาๆ ศพสองร่างที่ถูกถลกหนังเนื้อเละเทะจนจำเค้าเดิมไม่ได้ก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
หางตาของจ้าวซ่างกระตุกเล็กน้อย มองเขาด้วยความประหลาดใจ
"ศพที่ศิษย์น้องเก็บมาได้นี่ มันช่าง... มีเอกลักษณ์เสียจริงนะ"
"ก็ไม่เท่าไหร่หรอกขอรับ"
หวังอี้ยิ้มเขินอาย
"ทางหอจะให้ราคาสักเท่าไหร่ขอรับ?"
หลังจากตรวจสอบครู่หนึ่ง จ้าวซ่างก็เอ่ยขึ้น
"สองศพนี้ฝึกวิชาคัมภีร์ไขกระดูกน้ำแข็ง สามารถสกัดเอาไขกระดูกน้ำแข็งระดับต่ำได้สองชุด เอาเป็นร้อยหินวิญญาณเป็นอย่างไร?"
"ตกลงขอรับ"
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเสนอราคามาเท่าไหร่ หวังอี้ก็จะตอบตกลง ของนอกกายเพียงเล็กน้อย ขอเพียงทำให้มันวางใจได้ ไม่ช้าก็เร็วมันต้องคายออกมาแน่ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทวงหนี้
การซื้อขายเสร็จสิ้น ขณะที่กำลังเตรียมตัวจะจากไป
จ้าวซ่างกลับเรียกเขาไว้ พร้อมกับเตือนว่า "ศิษย์น้องไม่มีของอย่างอื่นจะขายแล้วรึ?"
หวังอี้ชะงักฝีเท้า สูดหายใจเข้าลึก แล้วเททรัพยากรทั้งหมดในถุงเก็บของทั้งสองใบ นอกเหนือจากหินวิญญาณและทรายวิญญาณ ออกมาต่อหน้าจ้าวซ่าง
อุปกรณ์บินระดับหนึ่ง แพรดำ 2 ชิ้น
กระบี่กึ่งวิเศษหนึ่งเล่ม, ชุดกึ่งวิเศษศิษย์สองชุด
โอสถงดธัญญาหารระดับต่ำ 3 เม็ด, โอสถฟื้นพลังระดับต่ำ 1 เม็ด, ยันต์ย่างก้าวเงาพรายระดับกลาง 1 แผ่น, แมลงวิเศษผีเสื้อลวงวิญญาณ 1 ตัว, และของจิปาถะอีกจำนวนหนึ่ง
เขี่ยดูอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวซ่างก็เก็บยันต์ระดับกลางกับขวดเล็กที่ใส่ผีเสื้อเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยท่าทีรังเกียจนิดๆ ชี้ไปที่ของที่เหลือแล้วเอ่ย
"ห้าสิบหินวิญญาณ ข้ารับเหมาหมด"
"ตกลงขอรับ"
หวังอี้ไม่พอใจนัก แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงจะต่อกร ไอ้ลูกกะหรี่นี่จ้องจะรีดไถเขาจนตัวตายเลยนี่หว่า! ไม่รู้เหมือนกันว่าซูชิงซานคนนั้นรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างไร
หลังจากถูกรีดไถจนหมดตัว หวังอี้ก็ถือหินวิญญาณร้อยห้าสิบก้อนเดินขึ้นไปชั้นสิบ กลับเข้าห้องหมายเลขยี่สิบเก้า
หากไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่น สิ่งของที่ผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณนำมาซื้อขายกันล้วนเป็นของวิเศษระดับหนึ่งทั้งสิ้น
ในถุงเก็บของใบใหม่สองใบนี้ยังมีทรายวิญญาณอยู่อีกมาก ตีมูลค่าได้ราวๆ แปดสิบหินวิญญาณ แม้จะถูกขูดรีดไปเกินครึ่ง แต่ก็ยังเทียบเท่ากับค่าตอบแทนจากภารกิจหนึ่งครั้งอยู่ดี
รวมแล้วมีหินวิญญาณระดับต่ำถึงสองร้อยสามสิบก้อน นับว่าเป็นลาภลอยก้อนโตเลยทีเดียว!
การฆ่าคนชิงทรัพย์ เงินทองไหลมาเทมาราวกับสายฝน ร่วงหล่นลงมาจนเต็มพื้น สร้างความตื่นตะลึงให้กับจิตใจอันบริสุทธิ์ของหวังอี้อย่างแท้จริง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้บำเพ็ญมารล้วนเชี่ยวชาญการต่อสู้
ทำงานทำการสร้างตัวหรือจะรวยเร็วเท่ากับการปล้นชิงเล่า!
หลังจากวันนั้น หวังอี้ก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ได้ก้าวเท้าออกไปไหนเป็นเวลาสี่วันเต็ม
{[ช่องจัดวาง] สอง: รวมสมุนไพรวิญญาณ-บทหลอมปราณ (สมบูรณ์)}
[รวมสมุนไพรวิญญาณ (100/100): ท่องจำสิบสองชั่วยามต่อวัน หนึ่งเดือนบรรลุผล]
"หนึ่งเดือน..."
เคยมีประสบการณ์จากการจัดวางตำราวิชาการล้วนๆ มาก่อน หวังอี้จึงพอจะเดากฎเกณฑ์ได้คร่าวๆ ว่า หลังจากสมบูรณ์ในรอบแรก จะยังอยู่ในช่วงท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง หากจัดวางต่อไปอีกหนึ่งเดือน จึงจะสามารถหลอมรวมความรู้จนแตกฉานและนำมาใช้งานได้อย่างเชี่ยวชาญ
ทว่า หลังจากเผชิญการลอบโจมตีในตรอกมืด เขาก็มีความกระหายต่อพลังฝีมืออย่างเร่งด่วน บวกกับวิชาของวิถีมารที่ลี้ลับยากหยั่งถึง เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนเป็นคาถาเร้นราตรีอย่างไม่ลังเล