- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 10 แขนขาด
บทที่ 10 แขนขาด
บทที่ 10 แขนขาด
บทที่ 10 แขนขาด
ไม่ว่าจะอย่างไร คำพูดไม่กี่ประโยคของหวังอี้เมื่อครู่ นอกจากจะเป็นการยัดข้อหาให้อีกฝ่ายแล้ว ยังเป็นการเรียกร้องความสงสารให้ตัวเองอีกด้วย ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อสำนัก ดึงตัวเองไปอยู่ในจุดของผู้ถูกรังแกได้อย่างแนบเนียน
เพียงแต่สภาพในที่เกิดเหตุมัน...
ออกจะคลาดเคลื่อนจากความจริงไปสักนิด แขนสามข้าง ขาสามข้างที่กองอยู่บนพื้น ไม่มีส่วนไหนที่เป็นของหวังอี้เลยสักชิ้นเดียว
เหล่าทาสวิญญาณที่มุงดูอยู่รอบๆ ยิ่งตกตะลึงจนตาค้าง
ผู้ดูแลต้วนสูดลมหายใจเข้าลึก เขาเคยออกโรงสนับสนุนหวังอี้ต่อหน้าผู้คนมากมายมาแล้ว พอตอนนี้เกิดเรื่องขึ้น จะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนก็คงไม่ได้
"ข้าเข้าใจแล้ว ส่งคนไปหามพวกมันออกไปรักษาให้ดี วันหน้าจะได้อยู่สร้างผลงานให้นิกายศักดิ์สิทธิ์ต่อไป"
"ขอรับ!"
ศิษย์สายนอกที่รับหน้าที่บรรยายหลายคนก้าวออกมารับคำสั่งทันที ทว่าเพิ่งจะหามร่างพวกมันขึ้นมาได้
ผู้ดูแลอีกคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เขาคือผู้ดูแลหลิวนั่นเอง
"หยุดเดี๋ยวนี้"
ผู้ดูแลทาสวิญญาณทั้งสามคนล้วนมีตบะระดับหลอมปราณขั้นปลาย ยังพอมีความหวังที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานได้ โอกาสวาสนาของพวกเขาย่อมอยู่ในมือของศิษย์สายตรงที่อยู่เบื้องหลังแต่ละคน
การแก่งแย่งผลประโยชน์จากทาสวิญญาณ ก็คือการแก่งแย่งเส้นทางสู่ความก้าวหน้าของพวกเขาทั้งสามคนนั่นเอง
ผู้ดูแลหลิวมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์กว่า รูปร่างผอมเกร็ง ไว้หนวดแพะ สวมชุดคลุมสีม่วง สวมหมวกทรงสูง
เขาจ้องมองหวังอี้ด้วยสายตาเย็นชา
"ฝีมือเจ้าใช่ไหม?"
หวังอี้กำลังจะใช้วาทศิลป์ชุดเดิมแก้ต่างให้ตัวเอง ทว่าเพิ่งจะอ้าปาก ยังไม่ทันได้เปล่งเสียงออกมาสักแอะ ผู้ดูแลหลิวก็ตวาดกร้าวขึ้นมาเสียก่อน
"ยังกล้าแก้ตัวอีกงั้นหรือ!"
พูดจบ เขาก็ประกบฝ่ามือเข้าด้วยกันฟาดฟันเป็นรูปดาบ ปลดปล่อยรังสีดาบความยาวหนึ่งจั้ง (สามเมตรกว่า) พุ่งเข้าใส่ทันที
หวังอี้ตกตะลึงพรึงเพริด ทำได้เพียงกระโจนหลบอย่างทุลักทุเล กระบี่น้ำแข็งสามเล่มก่อนหน้านี้สูบพลังวิญญาณของเขาไปจนเกลี้ยงแล้ว หากไม่ใช่เพราะเขามีความเข้าใจในคาถาอาคมอย่างลึกซึ้ง และควบคุมพลังวิญญาณได้ดีเยี่ยมล่ะก็ คงไม่มีทางร่ายมันออกมาได้แต่แรก
ความโอหังของผู้ดูแลหลิวผู้นี้ แตกต่างจากที่หวังอี้คาดการณ์ไว้ลิบลับ ไม่รู้เลยว่ามีอะไรผิดพลาดตรงไหน
สีหน้าของผู้ดูแลต้วนเปลี่ยนไปอย่างหนัก รีบพุ่งเข้าไปขัดขวางทันที
ทว่าสุดท้ายก็ช้าไปก้าวหนึ่ง
หวังอี้หลบได้ทันท่วงที รังสีดาบจึงไม่โดนลำตัว แต่แขนซ้ายกลับหนีไม่พ้น ราวกับภาพฉายซ้ำ แขนข้างหนึ่งร่วงหล่นลงพื้น ก่อนจะถูกแรงปะทะจากรังสีดาบสับจนเละละเอียด
หมดหนทางจะต่อคืนได้อีก!
รังสีดาบที่พาดผ่าน กรีดลานหินเขียวจนเป็นรอยลึก สภาพแวดล้อมพังพินาศยับเยิน
ผู้ดูแลหลิวแค่นเสียงเย็นชา
"เกลือจิ้มเกลือ"
"เรื่องในวันนี้ จงถือเป็นอุทาหรณ์!"
สีหน้าของหวังอี้ย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาจ้องมองกองเศษเนื้อปนกระดูกเละๆ บนพื้นด้วยสายตาเคียดแค้น แทบอยากจะถลกหนังเลาะกระดูกไอ้แซ่หลิวนั่น แล้วกินเนื้อสดๆ ของมันเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ผู้ดูแลต้วนยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดมาโดยตลอด เขารู้สึกว่าสถานการณ์มันแปลกๆ ปกติไอ้แซ่หลิวไม่เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวขนาดนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงมือต่อหน้าเขาเลย!
เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ หวังอี้ถูกลงโทษหนักเกินไป บารมีที่สั่งสมมาก็ป่นปี้ไม่มีเหลือ ความพยายามในช่วงที่ผ่านมาแทบจะสูญเปล่า สำหรับผู้ดูแลต้วนแล้ว หวังอี้หมดประโยชน์อย่างสิ้นเชิง
เขาจึงไม่รั้งอยู่อีกต่อไป รีบก้าวฉับๆ ออกจากเขตบ้านหินไปทันที
เขาต้องขึ้นไปยังยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง เพื่อสืบข่าวให้กระจ่างเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที
ณ ลานหินเขียว
เหล่าทาสวิญญาณต่างพากันมองด้วยสายตาเย็นชา ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หวังอี้อีกต่อไป ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ผู้ดูแลหลิวแข็งแกร่งกว่าผู้ดูแลต้วนอย่างเห็นได้ชัด ควรจะเลือกอยู่ข้างไหนก็คงไม่ต้องเดากันแล้ว
หวังอี้ใช้พลังวิญญาณสกัดบาดแผลเอาไว้ เขาฝืนรีดเค้นพลังวิญญาณที่เหลืออยู่ออกมา แม้จะควบแน่นกระบี่น้ำแข็งไม่ได้แล้ว แต่ก็สามารถใช้มันแช่แข็ง "เศษซากแขน" ของตัวเองเอาไว้ได้ เขาใช้แขนขวาที่เหลืออยู่โอบอุ้มมันไว้แนบอก แล้วนำกลับไปทำลายทิ้งที่บ้านหิน
ความรู้สึกในใจหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
เหตุการณ์พลิกผันไปมาในครั้งนี้ ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของความแข็งแกร่งอย่างถ่องแท้ นี่สินะ... วิถีมาร...
เมื่อกลับมาถึงบ้านหิน หวังอี้ก็นั่งขัดสมาธิโคจรพลังฟื้นฟูพลังวิญญาณ ก่อนจะใช้วิชากระบี่น้ำแข็งค่อยๆ จัดการ "เศษซากแขน" ทีละนิ้วๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
จนกว่ามันจะกลายเป็นผุยผงไปอย่างสมบูรณ์!
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสิบกว่าวัน วันนี้คือวันที่สี่สิบสามของชีวิตทาสวิญญาณ
[ช่องจัดวางที่สอง: วิชากระบี่น้ำแข็ง (ขั้นสมบูรณ์)]
[วิชากระบี่น้ำแข็ง (100/100): ฝึกฝนวันละ 144 รอบ สามปีจึงสำเร็จผล]
ข้อมูลคำอธิบายในช่องจัดวางเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่บอกว่า 30 วันสำเร็จผล หลังจากบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว ก็เปลี่ยนเป็น 3 ปีสำเร็จผลแทน
ทว่าคาถาอาคมบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว ขอเพียงมีพลังวิญญาณเพียงพอ เขาจะสามารถร่ายกระบี่น้ำแข็งออกมาพร้อมกันได้ถึงสิบเล่ม พลังทำลายล้างเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ
ความเปลี่ยนแปลงใหม่นี้ เป็นไปได้สูงว่าวิชากระบี่น้ำแข็งอาจจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของมัน จนยกระดับกลายเป็นคาถาอาคมระดับสูงก็เป็นได้
"สามปีงั้นหรือ..."
นี่เป็นข่าวดี ทว่าหวังอี้กลับไม่ได้รู้สึกดีใจอย่างที่คิด หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ตัดสินใจถอดวิชากระบี่น้ำแข็งออก แล้วนำวิชาผลาญโลหิตกลับมาใส่ไว้ดังเดิม
วิชากระบี่น้ำแข็งในขั้นตอนนี้เพียงพอต่อการใช้งานของเขาแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำมาวางไว้ให้เสียเวลาอีก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรคือระดับตบะต่างหาก
สูญเสียเวลาไปเปล่าๆ หนึ่งเดือนเต็ม ตอนนี้ช่องจัดวางช่องที่หนึ่งตอบแทนพลังวิญญาณกลับมาให้ 15 สาย ปัจจุบันขีดจำกัดสูงสุดของตันเถียนเขาขยายได้ถึง 21 สายแล้ว ความคืบหน้าถือว่าเชื่องช้าเอาการ
สาเหตุเป็นเพราะต้องหักออกไป 5 สายเพื่อใช้ควบแน่นทรายวิญญาณ
แม้เขาจะถูกผู้ดูแลต้วนทอดทิ้งไปแล้ว แต่หน้าที่หลักของทาสวิญญาณก็ยังต้องทำต่อไป ตอนนี้เขามีช่องจัดวางสองช่องช่วยบำเพ็ญเพียรเต็มกำลัง ประสิทธิภาพจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
"สามเดือนกับอีกสี่วัน"
โดยไม่นำความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของร่างต้นมาคำนวณ นี่คือระยะเวลาที่เขาต้องใช้เพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นสาม
แต่นี่ยังห่างไกลจากความเพียงพอมากนัก เมื่อไม่มีผู้มีบารมีคอยหนุนหลัง โอกาสที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ในระยะเวลาอันสั้นแทบจะเป็นศูนย์
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะสามารถทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นสี่ และทิ้งห่างจากทาสวิญญาณคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง ส่วนเรื่องความลับจะถูกเปิดโปงงั้นหรือ? จะเปิดโปงยังไงล่ะ?
ช่องจัดวางไม่มีตัวตน ไม่มีรูปธรรม เขาก็ไม่มีถุงเก็บของ แถมยังอาศัยอยู่ในเขตบ้านหินที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือความลับใดๆ เลย
อย่างมากก็คงสงสัยว่าเขามีกายวิเศษ หรือไม่ก็คงแอบใช้ "วิชาลับผลาญอายุขัย" เพื่อบำเพ็ญเพียรตลอดเวลา ส่วนเรื่องวิชาค้นวิญญาณน่ะหรือ เลิกเพ้อเจ้อไปได้เลย นั่นมันหนึ่งในวิชาลับระดับตำนานของวิถีมาร ผู้ที่ฝึกฝนได้ต้องเป็นระดับปรมาจารย์แก่นทองคำขึ้นไปเท่านั้น
เขามันก็แค่ทาสวิญญาณระดับหลอมปราณกระจอกๆ คนหนึ่ง ไม่มีทางไปเตะตาผู้ยิ่งใหญ่ระดับนั้นได้หรอก ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาตั้งแต่รากฐานได้ก็คือระดับตบะเท่านั้น
วันนั้นเอง เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ผู้ดูแลต้วนที่เคยทอดทิ้งหวังอี้ไปแล้ว จู่ๆ ก็ส่งคนมาตามตัวเขา
ณ เรือนสองชั้นข้างลานหินเขียว
ผู้ดูแลต้วนร่างท้วมกำลังจ้องมองหวังอี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"มีความแค้นเคืองสินะ?"
หวังอี้รีบโค้งกายคำนับ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวว่า
"อี้ เป็นเพียงทาสวิญญาณตัวเล็กๆ มอบกายถวายชีวิตให้นิกายศักดิ์สิทธิ์และใต้เท้าไปนานแล้ว จะกล้ามีความแค้นเคืองใดๆ ได้อย่างไรขอรับ"
"ข้าไม่เชื่อหรอก"
สีหน้าของผู้ดูแลต้วนแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขาเคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อกดดันอย่างต่อเนื่อง หวังอี้จึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
"หากจะพูดถึงความแค้นเคือง หวังอี้ก็มีความแค้นเคืองต่อผู้ดูแลหลิวเพียงคนเดียวเท่านั้น ความแค้นที่ถูกตัดแขน ข้าน้อยสลักมันไว้ลึกสุดใจเลยขอรับ"
"ต้องแบบนี้สิ"
ผู้ดูแลต้วนหัวเราะร่วน พลางพยุงเขาให้ลุกขึ้น
"แขนขาไม่ครบ ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเจ้าเท่านั้น แต่ในวันข้างหน้า หากเจ้าต้องการทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน แล้วไม่สามารถก้าวข้ามด่านเลือดลมไปได้ ร้อยทั้งเก้าสิบก็เป็นเพราะแขนข้างที่ขาดไปนี่แหละ นี่มันความแค้นระดับทำลายเส้นทางบำเพ็ญเพียร หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าความแค้นฆ่าบิดาชิงภรรยาเสียอีก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังอี้ก็เกิดความสนใจใคร่รู้ อยากจะสอบถามเคล็ดลับเกี่ยวกับระดับสร้างรากฐานใจจะขาด แต่ก็รู้ตัวดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาถามเรื่องแบบนี้
"หวังอี้เป็นเพียงทาสวิญญาณต่ำต้อย พรสวรรค์ก็แสนจะย่ำแย่ ไม่กล้ามักใหญ่ใฝ่สูงถึงระดับสร้างรากฐานหรอกขอรับ"
"ฝันให้ไกลไปให้ถึงสิ เป็นคนทั้งทีก็ต้องมีความทะเยอทะยานกันบ้าง"
ผู้ดูแลต้วนเปลี่ยนเรื่อง ไม่เน้นย้ำถึงความแค้นระหว่างหวังอี้กับผู้ดูแลหลิวอีก
"เรื่องที่เกิดขึ้นคราวก่อน ถือเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ข้าบอกเจ้าได้เลยนะว่า ข้ามีวิธีช่วยเจ้าต่อแขนข้างนี้กลับคืนมาได้ด้วยซ้ำ"
หวังอี้ใจกระตุกวูบ
"ข้าน้อยต้องทำอย่างไรบ้างขอรับ?"
"ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ คุยกันไป"
ผู้ดูแลต้วนรินน้ำชาให้ตัวเอง ก่อนจะยกขึ้นจิบเบาๆ
นับตั้งแต่เขาขึ้นไปยังยอดเขาโลหิตเยือกแข็งเพื่อเข้าพบศิษย์สายตรงซู และถูกด่าเปิงกลับมา ทัศนคติที่เขามีต่อหวังอี้ก็เปลี่ยนไปเพราะเหตุนี้แหละ