- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 8 คาถาอาคมระดับกลาง [วิชากระบี่น้ำแข็ง]
บทที่ 8 คาถาอาคมระดับกลาง [วิชากระบี่น้ำแข็ง]
บทที่ 8 คาถาอาคมระดับกลาง [วิชากระบี่น้ำแข็ง]
บทที่ 8 คาถาอาคมระดับกลาง [วิชากระบี่น้ำแข็ง]
"ไม่มีขอรับ..."
หวังอี้ส่ายหน้า
"เพื่อรับใช้นิกายศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทำงานให้ศิษย์สายตรงซู หวังอี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟหรือแหลกเป็นผุยผง ข้าน้อยก็พร้อมอุทิศตัวให้ขอรับ!"
"ดีมาก ข้าเห็นว่าเจ้ามีตบะระดับหลอมปราณขั้นสองแล้ว เพียงพอที่จะฝึกฝนคาถาอาคมได้ [วิชากระบี่น้ำแข็ง] เล่มนี้ข้าขอมอบให้เจ้า เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์ตอนไปดึงคนเข้ากลุ่ม"
หวังอี้รีบรับสมุดเล่มหนามา ภายในไม่เพียงแต่อธิบายถึงความลึกล้ำของวิชา แต่ยังแนะนำความรู้พื้นฐานและระดับของคาถาอาคมไว้อย่างคร่าวๆ ด้วย
เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้กิน ‘ฝันก้อนโต’ ที่ถูกวาดไว้จริงๆ รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าผู้ดูแลต้วนไม่มีท่าทีจะพูดอะไรต่อ เขาก็รู้ความและขอตัวลาออกมา
รอจนกลับมาถึงบ้านหินจึงเริ่มศึกษาค้นคว้า
ในระดับหลอมปราณจะสามารถใช้คาถาอาคมระดับหนึ่งได้ โดยแบ่งออกเป็นสามขั้น คือ ขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับระดับตบะขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย
ระดับสร้างรากฐานสอดคล้องกับคาถาอาคมระดับสอง ระดับแก่นทองคำสอดคล้องกับระดับสาม ไล่เรียงกันไปเช่นนี้
ส่วนเคล็ดวิชาลับและวิชาลับนั้นไม่ได้ถูกจัดอยู่ในระดับทั่วไป แต่จะวัดความแข็งแกร่งจากผลลัพธ์ของมัน
นอกจากคาถาอาคมแล้ว ยังมีหมวดหมู่ที่แตกต่างกันออกไปอีก เช่น "วิชาล้ำค่า" "ฤทธิ์เทวะ" "วิชาพิสดาร" ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความรู้พื้นฐาน จึงไม่ได้มีการอธิบายไว้โดยละเอียด
วิชากระบี่น้ำแข็งที่ผู้ดูแลต้วนให้มานั้นเหนือความคาดหมายของหวังอี้ไปบ้าง ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นถึงคาถาอาคมระดับกลาง หากฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ จะสามารถควบแน่นกระบี่น้ำแข็งได้ถึงสิบเล่มเพื่อใช้รับมือศัตรู อานุภาพทัดเทียมกับคาถาอาคมระดับสูงเลยทีเดียว
แต่หวังอี้กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นดีใจแต่อย่างใด ของที่เป็นความรู้พวกนี้ล้วนสามารถคัดลอกกันได้ สำหรับพวกชนชั้นสูงแล้วมันก็มีค่าแหละ แต่ไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้น
ทว่าสำหรับเขาแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับบันไดเปลี่ยนชะตาชีวิต ถือเป็นของล้ำค่าหาใดเปรียบ
นี่ก็เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่า หากเขาทำตามความต้องการของผู้ดูแลต้วนไม่ได้ล่ะก็ เขาต้องตายสถานเดียว!
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
หวังอี้ก็ถอดวิชาผลาญโลหิตออกจากช่องที่สอง แล้วนำวิชากระบี่น้ำแข็งจัดวางลงไปแทน
[ช่องจัดวางที่สอง: วิชากระบี่น้ำแข็ง]
[วิชากระบี่น้ำแข็ง (0/100): ฝึกฝนวันละ 144 รอบ 30 วันจึงสำเร็จผล]
หวังอี้ "......... 144 รอบ เฉลี่ยแล้วตกสิบนาทีต่อหนึ่งรอบงั้นหรือ?"
คำว่า 'วัวควาย' จุกอยู่ที่คอกระเดือก เขาพยายามฝืนไม่คิดถึงมัน
เมื่อนักพรตฝึกฝนคาถาอาคมหรือเคล็ดวิชา หากสอดคล้องกับธาตุของรากวิญญาณก็จะส่งผลให้ได้รับผลลัพธ์เป็นทวีคูณ แต่หากฝืนฝึกฝนในสิ่งที่ไม่ตรงกับธาตุของรากวิญญาณ ประสิทธิภาพที่ได้ก็จะอยู่ในระดับธรรมดาทั่วไป
รากวิญญาณมีธาตุทั้งห้าเป็นพื้นฐาน จากนั้นจึงค่อยวิวัฒนาการไปสู่สรรพสิ่ง แม้รากวิญญาณขยะจะห่วยแตกสิ้นดี แต่มันก็สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาหรือคาถาอาคมธาตุใดก็ได้ อย่างแย่ที่สุดก็แค่มีความเร็วในระดับปกติ ไม่ถึงกับเป็นตัวถ่วง
พรสวรรค์ของรากวิญญาณสวรรค์แม้จะเลิศเลอ แต่เส้นทางมักจะถูกกำหนดไว้ตายตัวแล้ว น้อยนักที่จะมีการเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าการฝึกฝนคาถาอาคมที่ไม่ตรงกับธาตุรากวิญญาณก็ไม่ใช่ปัญหา ยังสามารถเรียนรู้ได้เช่นกัน
ก็แค่ปัญหาว่าเร็วหรือช้าเท่านั้นแหละ
"วิชากระบี่น้ำแข็ง สามสิบวันสำเร็จผล นั่นก็คือสี่พันสามร้อยยี่สิบรอบ ดูท่าสติปัญญาความเข้าใจของข้าจะดีกว่าพรสวรรค์รากวิญญาณเยอะเลย"
นักพรตปกติเวลาฝึกฝนคาถาอาคม การทำความเข้าใจเป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น ยังจำเป็นต้องร่ายอาคมออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อซึมซับความรู้สึก
นักพรตระดับหลอมปราณมีพลังวิญญาณจำกัด ความแข็งแกร่งของเส้นลมปราณก็มีขีดจำกัดเช่นกัน ไม่มีใครสามารถฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนหวังอี้ได้หรอก แบบนี้ไม่ใช่พวกนักพรตบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว แต่มันคือการทำซ้ำๆ เหมือนเครื่องจักรชัดๆ!
ทุกๆ สิบนาที ในหัวของเขาจะปรากฏความเข้าใจและประสบการณ์การใช้วิชากระบี่น้ำแข็งขึ้นมาหนึ่งชุด แม้กระทั่งความเคยชินของกล้ามเนื้อในการประสานมุทราก็ยังมีมาให้ ช่างลึกล้ำพิสดารและแปลกประหลาดเสียจริง
อย่างไรเสียในระยะสั้นนี้ ตบะก็ไม่มีหวังจะทะลวงผ่านระดับหลอมปราณขั้นสามได้อยู่แล้ว หวังอี้จึงเตรียมตัวจะวางวิชากระบี่น้ำแข็งทิ้งไว้จนกว่าจะถึงขั้นสมบูรณ์ นี่คือวิธีการโจมตีเพียงหนึ่งเดียวที่เขามี จำเป็นต้องเชี่ยวชาญให้มากพอ
วันที่ยี่สิบของชีวิตทาสวิญญาณ
หลังจากที่หวังอี้ไม่ได้ใช้ "มุทราผลาญอายุขัย" ของวิชาผลาญโลหิตอีก ภายในร่างกายก็หลงเหลือพลังวิญญาณผลาญโลหิตอยู่เพียงสิบสาย ในช่วงแปดวันที่ผ่านมา ช่องจัดวางได้ให้กำเนิดพลังวิญญาณบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นมาอีกสี่สาย ทำให้ระดับตบะของเขายกระดับขึ้นมาอีกนิดหน่อย
ยามนี้ภายในบ้านหิน
หวังอี้เปลี่ยนมุทราในมือทั้งสองข้าง อุณหภูมิในรัศมีหนึ่งจั้งรอบตัวลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว สามลมหายใจให้หลัง กระบี่น้ำแข็งไร้ด้ามความยาวสี่ฉื่อหนึ่งเล่มก็ถูกควบแน่นออกมา
ฟุ่บ…
กระบี่น้ำแข็งพุ่งเสียบทะลุพื้นดินของบ้านหินอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงหมอกขาวที่เกิดจากไอเย็นเยือกแข็งระเหยขึ้นมาบางๆ
อานุภาพของมันมากพอที่จะตัดทองหั่นหยก ความเร็วไม่ด้อยไปกว่าลูกธนูเลยแม้แต่น้อย เสียก็แต่ใช้เวลาเตรียมตัวนานไปสักนิด แถมยังสิ้นเปลืองพลังวิญญาณค่อนข้างมาก ใช้ได้แค่ครั้งเดียวก็ถูกสูบพลังไปจนเกือบหมดก๊อก
"ถ้าจะเอาไปใช้สู้จริงยังถือว่าขาดไปอีกนิด รออีกสักสองวันก็น่าจะเอามาใช้เป็นไพ่ตายได้แล้ว"
เมื่อประเมินสถานการณ์ในใจเสร็จ หวังอี้ก็โคจรวิชาผลาญโลหิตเงียบๆ เพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณ หากต้องการใช้ได้หลายครั้งเพื่อรองรับการต่อสู้แบบเต็มรูปแบบ อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องทะลวงผ่านระดับหลอมปราณขั้นสามให้ได้เสียก่อน
วันต่อมา ณ ช่วงเวลาบรรยายยามเหม่า
หวังอี้เริ่มลงมืออย่างเป็นทางการ เขาไปหาคนบ้านเดียวกันจากเมืองสือหู สองคนนี้จงใจไม่เรียนหนังสือตั้งแต่แรก ทำให้ต้องมานั่งหดหัวอยู่ตรงมุมมืดเป็นแค่คนดูมาโดยตลอด
พฤติกรรมแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการรอความตาย รอจนถึงเวลาที่ถูกบังคับให้ส่งมอบทรายวิญญาณ นั่นแหละคือเวลาคิดบัญชี การจะเกลี้ยกล่อมให้พวกเขายอมเข้าร่วมกลุ่มของผู้ดูแลต้วน คงต้องเหนื่อยหน่อย
ก็แหงล่ะ ขนาดหนังสือยังไม่อยากจะเรียน ก็เพราะไม่อยากจะฝึกวิชาจนกลายสภาพเป็นเหมือนผีดิบอย่างทาสวิญญาณคนอื่นๆ ยังไงล่ะ
การที่หวังอี้ไปชักชวนพวกเขานั้น ความจริงก็เพื่อปูทางให้ตัวเอง สถานการณ์ของเขาแม้ดูเหมือนจะดีกว่า แต่ก็เป็นเพียงความสงบสุขชั่วคราวที่แลกมาด้วยอายุขัย
หากต้องการหลุดพ้นจากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ จะยอมสวมบทเป็นคนเลวสักครั้งแล้วมันจะทำไม? สหายเต๋าตายดีกว่าข้าตาย!
"สหายทั้งสอง รู้จักข้าหรือไม่"
ชาวบ้านเมืองสือหูทั้งสองคนที่มีสีหน้าระแวดระวัง อายุอานามก็ราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปี พอได้เห็นรูปลักษณ์ของหวังอี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขาไม่ได้จำเขาได้จากเค้าโครงหน้า แต่จำได้จากการที่ผู้ดูแลต้วนประกาศชื่นชมอย่างออกหน้าออกตาเมื่อคราวก่อนต่างหาก
ซึ่งความหมายของทั้งสองอย่างนี้มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"ท่าน... ท่านคือคุณชายหวังอี้ แห่งตระกูลหวังเมืองสือหูงั้นหรือ?"
"ข้าเอง"
หวังอี้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตบบ่าหนึ่งในนั้น แล้วเอ่ยเสียงกระซิบ
"ข้าสังเกตเห็นพวกเจ้ามาตั้งนานแล้วล่ะ"
ทั้งสองคนเกิดอาการเกร็งขึ้นมาทันที เดาไม่ออกเลยว่าเขาคิดจะทำอะไร
"ที่นี่คือนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ตั้งอยู่ในดินแดนมารฉื่อเหวียน เลิกคิดเรื่องหนีไปได้เลย นอกเสียจากว่าพรุ่งนี้นิกายมารจะล่มสลายไปเอง ไม่อย่างนั้นก็รีบยอมรับชะตากรรมเสียแต่เนิ่นๆ เถอะ"
พูดจบประโยคนี้ หวังอี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขา
การที่ทั้งสองคนกล้าเสี่ยงทำตัวแบบนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีทิฐิค่อนข้างสูง ไม่ยอมก้มหัวรับชะตากรรมง่ายๆ แต่ขาดวิสัยทัศน์และความรู้ความเข้าใจ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นพวกที่หลอกง่ายพอสมควร
ตระกูลหวังของเขามีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองสือหูไม่เบา ต้องขอบคุณไอ้พวกลูกหลานเสเพลสายหลักพวกนั้น ทำให้เขามีชื่อเสียงด้านความดีงามลือกระฉ่อนไปทั่วเมืองสือหูเช่นกัน
ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษหรอก ก็แค่มุมมองความคิดแบบคนยุคปัจจุบัน บวกกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยเพียงพอ ก็เลยรักษาความดีงามนั้นไว้ได้มาตลอด
ทว่าตอนนี้กลายมาเป็นทาสวิญญาณแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของหวังอี้ก็เปลี่ยนไปวันละแบบ บนบ่าแบกรับวิกฤตการเอาชีวิตรอดอันแสนโหดร้าย คนเราเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ มักจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่ายที่สุด
ทาสวิญญาณในเขตบ้านหินแห่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง มีเพียงกลุ่มเมืองสือหูกลุ่มนี้เท่านั้นที่เป็นเด็กใหม่ จำนวนคนก็ถึงเกณฑ์ ตรงตามความต้องการของหวังอี้พอดี
ส่วนพวกทาสวิญญาณ "รุ่นเก่า" พวกนั้น โดยพื้นฐานแล้วก็ไปสวามิภักดิ์กับผู้ดูแลทั้งสามคนกันหมดแล้ว เขาไม่มีปัญญาไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้
จำนวนที่ผู้ดูแลต้วนกำหนดมาดันบังเอิญไปตรงกับจำนวนคนในกลุ่มเมืองสือหูพอดีเป๊ะ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่เป็นความจงใจล้วนๆ
ก็ต้องมาดูกันว่า เขาจะสามารถรวบคนกลุ่มนี้มาไว้ในกำมือได้หรือไม่
ในการคบหาสมาคมกับผู้คน ข้อห้ามที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘สนิทกันน้อยแต่พูดจาลึกซึ้ง’ ดังนั้นหวังอี้จึงไม่พูดอะไรให้มากความ หลังจากแทงใจดำเปิดโปงความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาไปแล้ว เขาก็เดินหน้าโยนความกดดันใส่อีกระลอก
"พวกเจ้ามีเวลาอย่างมากสุดแค่สองเดือนเท่านั้น
“เดือนนี้เรียนรู้ความหมายของตัวอักษรในวิชาผลาญโลหิตให้เข้าใจถึงหลักการบำเพ็ญเพียร หากเดือนหน้าไม่สามารถใช้สิ่งนี้ทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณได้ จุดจบของพวกเจ้าก็คือ…”