เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 หงายไพ่เปิดตัว

บทที่ 7 หงายไพ่เปิดตัว

บทที่ 7 หงายไพ่เปิดตัว


บทที่ 7 หงายไพ่เปิดตัว

ถึงอย่างไรก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ! พละกำลังไม่ด้อยไปกว่าพวกมีพลังมหาศาลมาตั้งแต่เกิดเลย เทียบกับตอนที่เป็นปุถุชนแล้วถือว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว

ทาสวิญญาณย่อมมีระดับของตัวเอง ระดับหลอมปราณขั้นสองถือว่าอยู่ในกลุ่มหัวกะทิแล้ว กวาดสายตามองไปทั่วเขตบ้านหินก็ยังไม่เห็นทาสวิญญาณคนไหนก้าวถึงระดับหลอมปราณขั้นสามเลย

อาจจะพูดได้ว่าพวกเขารักตัวกลัวตาย หรือไม่ก็อาจจะมีเหตุผลอื่น

หากต้องการทะลวงระดับอีกครั้ง จำเป็นต้องขยายขีดจำกัดพลังวิญญาณในร่างกายให้ถึงหนึ่งร้อยสาย ในขั้นตอนนี้หวังอี้ไม่มีทางยอมเผาผลาญอายุขัยอีกเด็ดขาด ดังนั้นหากพึ่งพาแค่ช่องจัดวางเพียงอย่างเดียว เขาก็ต้องใช้เวลาถึงเก้าสิบวัน หรือเกือบสามเดือน

ส่วนเรื่องร่างต้นบำเพ็ญเพียรน่ะหรือ ให้เวลาสามเดือนฝึกจนได้พลังวิญญาณสักสายก็ถือว่าจุดธูปกราบไหว้บรรพบุรุษแล้ว แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าการบำเพ็ญเพียรยังจะดีกว่า

สิ่งที่ทำให้หวังอี้รู้สึกเสียดายหลังจากทะลวงระดับก็คือ ช่องจัดวางไม่ได้โผล่ช่องที่สามออกมาให้ชื่นใจ ข้อสันนิษฐานถูกปัดตกไปหนึ่งข้อ ยังเหลือความเป็นไปได้อีกสองทาง

นั่นคืออาจจะต้องรอให้เขาทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นกลาง หรือไม่ก็ทะลวงถึงระดับสร้างรากฐานเสียก่อน ถึงจะเกิดความเปลี่ยนแปลง

วันต่อมา

หวังอี้ก้าวออกจากบ้านหินในรอบหลายวัน นอกจากจะไปฟังการบรรยายที่ลานหินเขียวแล้ว เขายังตั้งใจจะสอดส่องหาตัวผู้ดูแลต้วนด้วย เขาตัดสินใจที่จะเปิดเผยตัวตนเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์จากผู้ดูแลต้วน

ช่างแตกต่างจากเมื่อสิบสองวันก่อนอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เรือนผมสีดำขลับของหวังอี้กลายเป็นสีขาวโพลนดุจหิมะ ใบหน้าที่เคยหล่อเหลากลับกลายเป็นน่าเกลียดน่ากลัวเพราะเลือดลมเหือดแห้ง

ร่างกายที่เคยกำยำบึกบึนก็ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แถมยังมีอาการหลังค่อมอีกต่างหาก

มองดูยังไงก็เหมือนตาแก่หงำเหงือกคนหนึ่ง ต่อให้อยู่ท่ามกลางทาสวิญญาณนับพันคนก็ยังดู "โดดเด่น" เป็นพิเศษ นี่แหละคือผลพวงจากการสูญเสียอายุขัยปริมาณมหาศาลในช่วงเวลาสั้นๆ จนส่งผลให้รูปลักษณ์ภายนอกแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว

ความจริงหวังอี้แค่สูญเสียอายุขัยไปสิบปีเท่านั้น อาการแก่ชราเหล่านี้สามารถฟื้นฟูกลับมาได้เมื่อตบะสูงขึ้น หรือใช้เวลาบำรุงรักษาสักระยะหนึ่ง

แค่ตอนนี้เขายังไม่ต้องการเท่านั้น เขาตั้งใจจะรักษาภาพลักษณ์นี้ไว้จนกว่าจะสามารถเลื่อนสถานะเป็นศิษย์สายนอกได้สำเร็จ

หลังจากการบรรยายหนึ่งชั่วยามสิ้นสุดลง เมื่อเข้าสู่ช่วงไขข้อข้องใจ หวังอี้ก็ฝืนเบียดตัวเองเข้าไปอยู่แถวหน้า การกระทำของเขาทำให้ทาสวิญญาณหลายคนไม่พอใจและจ้องมองด้วยสายตาขุ่นเคือง ทว่าพอได้เห็นใบหน้าของเขา ต่างคนต่างก็เบือนหน้าหนีและหุบปากเงียบ

ไม่มีอะไรมาก… ก็แค่ไอ้หมอนี่มันเป็นคนจริง!

"ใต้เท้า ข้าน้อยต้องการพบผู้ดูแลต้วน ไม่ทราบว่าจะหาท่านผู้ดูแลได้ที่ไหนหรือขอรับ"

ศิษย์สายนอกที่รับหน้าที่บรรยาย มองดูใบหน้าที่แก่ชราผิดปกติของหวังอี้แล้วก็อดรู้สึกขนลุกไม่ได้ เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับรากวิญญาณสามสาย ไม่จำเป็นต้องมาพึ่งพาวิชามารที่หวังผลทางลัดเช่นนี้ ก็ยังมีความหวังที่จะได้แตะขอบเขตสร้างรากฐาน

เขารีบชี้ไปที่เรือนสองชั้นหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างลานหินเขียว "ผู้ดูแลต้วนประจำการอยู่ที่นั่น เข้าไปก็เจอแล้ว"

หวังอี้ประสานมือกล่าวขอบคุณ ก่อนจะปลีกตัวจากไป

เมื่อเห็นเช่นนั้น ศิษย์สายนอกก็อดไม่ได้ที่จะหันไปพูดกับศิษย์ร่วมสำนักว่า

"ไอ้หมอนี่ สงสัยจะเผาอายุขัยตัวเองไปครึ่งค่อนชีวิตแล้วมั้ง กลิ่นอายถึงได้พุ่งไปถึงระดับหลอมปราณขั้นสองแล้ว เป็นพวกทะเยอทะยานที่ไม่ยอมทนอยู่อย่างคนธรรมดาอีกคนแล้วสินะ"

สหายร่วมสำนักทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่แยแส

"แล้วไงล่ะ? วิชามารอย่างวิชาผลาญโลหิต เดิมทีมันก็เป็นเคล็ดวิชาทางลัดที่เตรียมไว้ให้พวกทาสวิญญาณอยู่แล้ว ทำลายเนื้อหนังมังสา เลือดลมก็ยากจะฟื้นฟู ชาตินี้อย่าหวังว่าจะทะลวงระดับสร้างรากฐานได้เลย"

"นั่นก็จริง..."

ณ เรือนสองชั้น

หวังอี้เคาะประตู เพียงไม่นานก็มีเสียงคุ้นหูดังแว่วออกมาจากข้างใน

"มีธุระอะไร"

"ข้าน้อยหวังอี้ ผู้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นทาสวิญญาณของนิกายศักดิ์สิทธิ์เมื่อสิบสองวันก่อน วันนี้มาส่งมอบทรายวิญญาณของเดือนนี้ขอรับ"

"หืม?"

เพียงชั่วพริบตา ประตูเรือนก็ถูกเปิดอ้าออก ผู้ดูแลต้วนลูบหนวดเคราหรอมแหรมสองสามเส้นที่ปลายคาง พลางจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ

"เด็กใหม่ที่เพิ่งมาเมื่อสิบสองวันก่อนงั้นหรือ? นี่เจ้า…"

หวังอี้ฉีกยิ้มกว้าง ซึ่งมันยิ่งทำให้ใบหน้าของเขาดูสยดสยองเข้าไปใหญ่

"การได้รับใช้ปรนนิบัตินิกายศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับหวังอี้ ข้าน้อยจึงทุ่มเทฝึกฝนวิชาผลาญโลหิตอย่างสุดกำลัง หวังเพียงจะได้เข้าร่วมเป็นศิษย์สายนอกของนิกายศักดิ์สิทธิ์ให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้สร้างคุณงามความดีให้นิกายศักดิ์สิทธิ์ได้มากขึ้นขอรับ"

"หวังอี้ใช่ไหม ดี ดีมาก!"

ผู้ดูแลต้วนเดินวนรอบตัวหวังอี้สองสามรอบด้วยสีหน้าพึงพอใจ ก่อนจะแบมือออกไปตรงหน้า

"ทรายวิญญาณล่ะ?"

หวังอี้ประคองส่งให้อย่างนอบน้อม ผู้ดูแลต้วนกะน้ำหนักดูคร่าวๆ แล้วหลุดปากออกมาว่า "แค่หนึ่งตำลึง... ก็นะ เจ้าเพิ่งจะเข้ามาได้ไม่ถึงเดือนนี่นา"

ผู้ดูแลต้วนตบมือฉาดหนึ่ง ก่อนจะล้วงถุงผ้าใบใหญ่ใบหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของข้างเอว แล้วยัดใส่มือหวังอี้

"ข้างในคือหินวิญญาณเปล่าที่บดเป็นทรายวิญญาณแล้วจำนวนสามชั่ง เจ้าค่อยๆ ควบแน่นไปก็แล้วกัน ตามข้ามา"

ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็ดึงตัวหวังอี้เดินออกไปที่ลานกว้าง ผู้ดูแลต้วนกระแอมเบาๆ แต่ด้วยพลังวิญญาณที่แฝงอยู่ เสียงนั้นจึงดังสะท้อนไปทั่วลานกว้างจนทุกคนเงียบกริบ

เขาดึงหวังอี้มายืนข้างกาย ก่อนจะชี้มือไปที่เขาแล้วป่าวประกาศเสียงดังลั่น

"คนผู้นี้มีนามว่าหวังอี้ เพิ่งจะเข้ามาเป็นทาสวิญญาณได้ไม่ถึงเดือน ก็สามารถส่งมอบทรายวิญญาณครบหนึ่งตำลึงตามเกณฑ์แล้ว พวกเจ้าสมควรเอาเขาเป็นเยี่ยงอย่าง นี่แหละคือแบบอย่างที่ดี และเป็นศิษย์ที่ดีของสำนัก!

"หากพูดถึงการเลื่อนสถานะเป็นศิษย์สายนอกล่ะก็ หวังอี้จะต้องเป็นคนแรกของรุ่นนี้อย่างแน่นอน ข้าขอเอาเกียรติของผู้ดูแลเป็นประกัน!"

ทุ่มเงินแสนซื้อกระดูกม้า! (ยอมจ่ายหนักเพื่อซื้อใจคน)

จะเป็นจริงได้หรือไม่ ไม่ใช่คำพูดของเขาคนเดียวที่จะตัดสินใจได้ ผู้ดูแลทาสวิญญาณกระจอกๆ คนหนึ่งไม่มีอำนาจมากขนาดนั้น แต่ศิษย์สายตรงระดับสร้างรากฐานแห่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็งที่อยู่เบื้องหลังเขานั้น... มี

ท่ามกลางเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าทาสวิญญาณ หวังอี้ที่ตกเป็นเป้าสายตาอันบ้าคลั่งของทุกคนก็อดรู้สึกขนลุกซู่ไม่ได้ เขาโด่งดังเป็นพลุแตกเสียแล้ว

ผู้ดูแลต้วนพึงพอใจกับปฏิกิริยาของทาสวิญญาณอย่างมาก ก่อนจะลากหวังอี้กลับมาที่เรือนอีกครั้ง และคราวนี้ก็เชิญเขาเข้าไปข้างในด้วย

เขานั่งลงบนเก้าอี้กลางห้องโถงชั้นล่าง

ผู้ดูแลต้วนหงายไพ่เปิดตัวพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเล่นเล่ห์เหลี่ยมซ่อนเร้นใดๆ หรือบางทีเขาอาจจะไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเล่นลิ้น?

"เจ้ายอมทุ่มเท ข้าก็พร้อมรับความดีความชอบนั้น ความทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี เพียงแต่กฎเกณฑ์ของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันมันออกจะแตกต่างไปสักหน่อย

"ศิษย์จากสายการสืบทอดของยอดเขาทั้งเก้าจะไม่ก้าวก่ายกัน ต่างฝ่ายต่างก็ปกครองขั้วอำนาจของตนเองอย่างเป็นเอกเทศ นอกจากนี้ยังมีสายการสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักแห่งตำหนักมารโลหิตอีก รวมเป็นสิบสาย ทุกสายล้วนเปิดรับศิษย์ตามแต่ใจปรารถนา"

ในเขตแดนวิญญาณไท่หู เจ้าสำนักโดยทั่วไปมักจะเป็นผู้ที่เก่งกาจด้านการบริหารจัดการและเป็นสายเลือดแท้ของสำนัก ไม่จำเป็นต้องมีตบะสูงส่งมากนักก็สามารถดำรงตำแหน่งได้ อำนาจตัดสินใจที่แท้จริงจะตกเป็นของสภาผู้อาวุโส

ทว่าในดินแดนมารฉื่อเหวียน เจ้าสำนักมักจะเป็นผู้ที่มีตบะสูงสุดและแข็งแกร่งที่สุด มีอำนาจล้นฟ้า สามารถโยกย้ายทรัพยากรทุกอย่างได้ตามใจชอบ การผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ความแตกต่างระหว่างธรรมะกับอธรรมนั้นมีให้เห็นในทุกแง่มุม

ฝ่ายธรรมะ หากเจ้าสำนักตาย สำนักก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ รากฐานไม่สั่นคลอน

แต่ถ้าเป็นฝ่ายอธรรมล่ะก็ ไม่ต้องสืบเลย ไม่เกินหกสิบปีขุมอำนาจนั้นก็ต้องมีอันเป็นไป ไม่ว่าจะเป็นการถูกศัตรูถล่ม เกิดกบฏภายใน แตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย... สารพัดปัญหาที่จะถาโถมเข้ามา

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมขุมอำนาจของวิถีมาร ถึงได้มีอัตราการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนและเกิดใหม่รวดเร็วนัก

แน่นอนว่า ขุมกำลังระดับแนวหน้าย่อมอยู่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์เหล่านั้น วิถีมารเองก็มีสำนักโบราณนับหมื่นปีเช่นกัน

นิกายโลหิตวิญญาณผกผันมีปรมาจารย์ระดับวิญญาณแรกกำเนิดอยู่หลายคน ถือเป็นขุมกำลังระดับสูงของดินแดนมารฉื่อเหวียน ส่วนยอดเขาโลหิตเยือกแข็งก็คือสถานที่บำเพ็ญเพียรของปรมาจารย์วิถีมารท่านหนึ่ง

ศิษย์สายตรงที่อยู่ใต้สังกัดล้วนมีอำนาจล้นเหลือ อย่าว่าแต่ศิษย์สายในเลย แม้แต่ศิษย์สายนอกก็ยังมีสิทธิ์แต่งตั้งและปั้นให้เป็นคนสนิทได้

ผู้ดูแลต้วนอธิบายเพียงไม่กี่ประโยค

ก็วกเข้าประเด็นหลัก---ผลประโยชน์!

"ทรายวิญญาณหนึ่งตำลึงนี้ เป็นของยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ส่วนอีกสี่ตำลึงที่เกินมาถึงจะเป็นของศิษย์พี่ซู ลำพังเจ้าคนเดียว ต่อให้ทำจนตัวตาย ก็ไม่มีทางหามาได้พอแลกสิทธิเข้าเป็นศิษย์สายนอกหรอก

"เจ้าต้องไปดึงคนมาร่วมกลุ่มของข้าให้ได้สักร้อยคน เมื่อใดที่ทำสำเร็จ เมื่อนั้นเจ้าก็จะได้เป็นศิษย์สายนอกของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งคนแรกของรุ่นนี้ทันที"

หวังอี้ก้มหน้าเงียบ เรื่องนี้มันไม่หมูอย่างที่คิดจริงๆ นี่ขนาดเขาลงทุนออกโรงมาสร้างผลงานให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วนะ ไม่งั้นผู้ดูแลต้วนคงไม่ปริปากพูดเรื่องพวกนี้กับเขาหรอก

"มีข้อสงสัยหรือ?"

จบบทที่ บทที่ 7 หงายไพ่เปิดตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว