เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 อายุขัยสิบปีมอดไหม้ในพริบตา

บทที่ 6 อายุขัยสิบปีมอดไหม้ในพริบตา

บทที่ 6 อายุขัยสิบปีมอดไหม้ในพริบตา


บทที่ 6 อายุขัยสิบปีมอดไหม้ในพริบตา

ขอเพียงเวลาครึ่งปี เคล็ดวิชานี้ก็จะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์

แน่นอนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าขอเพียงครึ่งปีเขาจะสามารถทะลวงผ่านระดับหลอมปราณขั้นเก้าได้ ระดับเคล็ดวิชาก็คล้ายคลึงกับคาถาอาคม ยิ่งระดับสูงก็ยิ่งหมายถึงการควบคุมพลังวิญญาณ และการรีดเร้นศักยภาพเส้นลมปราณในร่างกายได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

การฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นสมบูรณ์ จะช่วยแก้ไขปัญหาพรสวรรค์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของหวังอี้ได้อย่างมหาศาล โดยใช้ทักษะและประสบการณ์มาหักล้างกับปัญหาการดูดซับปราณวิญญาณได้น้อยเกินไป

พูดง่ายๆ ก็คือการเปลี่ยนวิธีเพื่อเร่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียรนั่นแหละ

โดยทั่วไปแล้ว เคล็ดวิชาที่สมบูรณ์มักจะมาพร้อมกับคาถาอาคม วิชาลับ หรือแม้แต่สูตรโอสถและแบบแปลนของวิเศษที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ทว่าวิชาผลาญโลหิตกลับมีเพียง "วิชาลับผลาญอายุขัย" เท่านั้น เมื่อวิชานี้ผสานเข้ากับเคล็ดวิชาหลัก จะช่วยยกระดับความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน หากหวังอี้ต้องการจะใช้ ก็ไม่มีเงื่อนไขยุ่งยากอะไรให้ต้องกังวล

เมื่อช่องจัดวางทั้งสองช่องออกแรงพร้อมกัน ในแต่ละวันเขาจะสามารถกลั่นพลังวิญญาณได้หนึ่งสาย อย่างมากสิบวันเขาก็จะทะลวงผ่านระดับหลอมปราณขั้นสองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ร่างต้นของเขาจึงจำเป็นต้องรีบฝึกวิชาลับผลาญอายุขัยเพื่อปกปิดความผิดปกติเสียแต่เนิ่นๆ

ตามแผนที่วางไว้ หวังอี้ต้องเผาผลาญอายุขัยสิบปีภายในระยะเวลาอันสั้นที่สุด เพื่อให้การสูญเสียแก่นแท้อย่างรวดเร็วส่งผลให้รูปลักษณ์ภายนอกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

เขายังเด็กเกินไป จะมามัวเผาผลาญแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้ ต้องจัดหนักรวดเดียวให้จบๆ ไป

"นักพรตหลอมปราณมีอายุขัยร้อยห้าสิบปี ต่อให้ต้องเผาทิ้งไปสักห้าสิบปีก็ถือว่าคุ้มค่าล่ะ"

เมื่อปลอบใจตัวเองเสร็จ หวังอี้ก็กัดฟันกรอด สองมือประสาน [มุทราผลาญอายุขัย] แล้วโคจรพลังวิชาผลาญโลหิตอย่างเต็มกำลัง

หมอกสีแดงจางๆ ระเหยออกจากรูขุมขน ปกคลุมร่างของเขาไว้จนมิด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบ้านหิน ร่างกายสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแปลบปลาบเป็นระลอก แต่ก็ยังอยู่ในจุดที่พอทนได้

หากจะพูดให้ถูก นี่คือการทดลองครั้งแรกที่เขาใช้พรสวรรค์รากวิญญาณขยะของร่างต้น ริเริ่มบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเอง

แม้เมื่อวานจะลองดูแล้ว แต่ก็มาตกม้าตายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างการสัมผัสปราณวิญญาณ การที่เขาก้าวข้ามธรณีประตูแห่งวิถีบำเพ็ญมาได้ ล้วนเป็นเพราะพึ่งพาช่องจัดวางล้วนๆ

ทว่าความรู้สึกของการเผาผลาญอายุขัยในครั้งนี้ กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ในอากาศคล้ายกับมีจุดแสงวิญญาณห้าสีส่องประกายระยิบระยับ หมอกสีเลือดที่เกิดจากการเผาผลาญอายุขัยทำหน้าที่ราวกับตาข่าย ดักจับปราณวิญญาณในรัศมีหนึ่งจั้งรอบตัวเอาไว้จนหมดสิ้น ก่อนจะค่อยๆ ดูดซับพวกมันเข้าสู่ร่างกาย

เส้นทางการโคจรครบรอบใหญ่ของวิชาผลาญโลหิตก็ถูกเคลือบด้วยสีเลือดเช่นกัน หลังจากทะลวงผ่านระดับหลอมปราณขั้นหนึ่งแล้ว หวังอี้ก็สามารถมองเห็นภายในร่างกายของตนเองได้ ซึ่งนี่ถือเป็นความสามารถในการรับรู้ที่แสนจะพิลึกพิลั่น

แสงสีเลือดเหล่านั้นล้วนแปรสภาพมาจากอายุขัยของเขา มันช่วยหนุนเสริมประสิทธิภาพในการกลั่นปราณวิญญาณได้สูงมาก ต่อให้จะมีส่วนที่หลุดรอดหนีไปได้เกินครึ่งเพราะผลพวงจากพรสวรรค์อันห่วยแตก แต่ก็ยังมีอีกส่วนน้อยที่ถูกหวังอี้ดักจับไว้ได้อย่างเด็ดขาด

ผ่านไปไม่นาน

ภายในตันเถียนก็บังเกิดพลังวิญญาณสีแดงเลือดสายใหม่ขึ้นมา นี่คือลักษณะเฉพาะหลังจากใช้วิชาลับของ <<วิชาผลาญโลหิต>> ซึ่งมันแบ่งแยกกับพลังวิญญาณสายปกติในตอนแรกอย่างชัดเจน

ทั้งสองสายไม่ได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน

พลังวิญญาณผลาญโลหิตชนิดนี้ เวลาใช้คาถาอาคมจะมีภาพนิมิตแสงสีเลือดอันเป็นเอกลักษณ์ปรากฏให้เห็น พลังวิญญาณจะพวยพุ่งเดือดพล่าน และจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดยามที่ใช้แรงกดดันทางระดับพลังเข้าปะทะกัน ซึ่งนี่ก็คือหลักฐานที่หวังอี้จงใจทิ้งไว้ให้ตัวเอง

ความหมายก็ประมาณว่า: ข้าอุตส่าห์ยอมเผาผลาญอายุขัยบำเพ็ญเพียรจนได้พลังวิญญาณมา พวกเจ้ายังกล้ามาสงสัยข้าอีก แบบนี้มันไม่ถูกต้องแล้วนะเว้ย

เมื่อได้สติกลับมาจากการโคจรพลังวิชา หวังอี้ก็ลูบใบหน้าตัวเองโดยสัญชาตญาณ ท่ามกลางเรือนผมยาวสยายที่ปรกบ่า มีผมสีขาวกระจุกหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างเด่นชัด ชวนให้รู้สึกแปลกตาพิลึก

"อายุขัยหนึ่งปีแลกกับพลังวิญญาณหนึ่งสายงั้นหรือ..."

อัตราการผลาญที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ทำให้สีหน้าของเขายิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่ ตามที่สมุดเล่มบางบันทึกไว้ ระดับหลอมปราณขั้นหนึ่งขอแค่มีพลังวิญญาณก็พอแล้ว ขั้นสองต้องใช้สิบสาย ส่วนขั้นสามต้องใช้ถึงหนึ่งร้อยสาย

หากอิงจากประสิทธิภาพในตอนนี้ ต่อให้เขาเผาตัวเองจนกลายเป็นซากศพแห้งกรัง ก็คงไปถึงแค่ระดับหลอมปราณขั้นสามเท่านั้น ช่างเหมาะสมกับพรสวรรค์รากวิญญาณขยะของเขาแบบไร้ที่ติจริงๆ

"เฮ้อ..."

"พรสวรรค์รากวิญญาณไม่ได้เรื่อง ถึงขั้นทำให้ผลลัพธ์ของวิชามารสายที่เป็นทางลัดอ่อนด้อยลงไปด้วยงั้นหรือ? บัดซบ!"

ในใจบังเกิดความหงุดหงิดฉุนเฉียว หวังอี้รู้ดีว่านี่เป็นเพราะเขาเผาผลาญอายุขัยเร็วเกินไป แม้จะดักจับปราณวิญญาณมาได้มาก แต่ก็ยากที่จะกลั่นกรองได้หมด

ควรจะลดปริมาณการเผาผลาญอายุขัยในแต่ละครั้งลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเปล่า ทว่าสิ่งที่เขาต้องการก็คือการปล่อยให้อายุขัยไหลทะลักออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้รูปลักษณ์ภายนอกเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างหาก

แบบนี้ถึงจะทำให้เขาดูเหมือนว่าได้เผาผลาญอายุขัยไปมหาศาลแล้ว!

หลังจากนั้นหวังอี้ก็ไม่ได้ฝึก <<วิชาผลาญโลหิต>> ต่อ การสูญเสียอายุขัยมากเกินไปในวันเดียว จะส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายพังทลายลงอย่างฮวบฮาบ

ต่อให้จะมีอายุยืนถึงร้อยห้าสิบปี แต่ถ้าเล่นเผารวดเดียวสามสิบปี ก็มีสิทธิ์ใหลตายได้เหมือนกัน

นี่คืออาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากร่างกายสูญเสียสมดุลอย่างรวดเร็ว เขาศึกษา <<ยอดม้วนตำราแพทย์ฉีหวง>> มาตั้งแต่เด็ก ย่อมมีความรู้ความเข้าใจในด้านนี้อย่างลึกซึ้ง เขาไม่มีทางยอมเสี่ยงเด็ดขาด

เมื่อภายในร่างกายมีพลังวิญญาณสองสายแล้ว หวังอี้ก็ทดลองนำตบะที่ช่องจัดวางมอบให้มาควบแน่นเป็นทรายวิญญาณ วิชาควบแน่นนี้ไม่ได้ลึกล้ำพิสดารอะไรเลย ดูเหมือนสัญชาตญาณดิบของผู้บำเพ็ญเพียรเสียมากกว่า

การควบแน่นทรายวิญญาณจำเป็นต้องมีสื่อกลาง นักพรตหลอมปราณยังไม่มีความสามารถในการควบคุมพลังวิญญาณให้กลายเป็นของแข็งได้ โดยทั่วไปแล้วสื่อกลางที่ว่านี้ก็คือหินวิญญาณที่ถูกสูบพลังออกไปจนหมดเกลี้ยง แล้วนำมาบดเป็นผงหรือเศษเล็กเศษน้อย

ในถุงผ้าที่ถูกส่งมาให้ตั้งแต่วันแรก ก็มีของพวกนี้ให้มาหนึ่งตำลึงแล้ว

ปริมาณราวๆ เท่าไข่ไก่ขนาดกลางหนึ่งฟองถูกห่อไว้ในถุง หวังอี้แบ่งออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วยอมลดทอนตบะของตัวเองเพื่อถ่ายเทพลังลงไป

ท้ายที่สุดเขาก็ได้ทรายวิญญาณมาสองเฉียน

หนึ่งตำลึงเท่ากับสิบเฉียน พลังวิญญาณหนึ่งสายควบแน่นทรายวิญญาณได้แค่สองเฉียน นั่นหมายความว่าทาสวิญญาณแต่ละคนต้องบำเพ็ญเพียรให้ได้พลังวิญญาณถึงห้าสายต่อเดือน ถึงจะสามารถควบแน่นทรายวิญญาณให้ได้ครบหนึ่งตำลึงตามเกณฑ์มาตรฐาน

เรื่องนี้สำหรับพวกรากวิญญาณสามสายหรือรากวิญญาณคู่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย แต่สำหรับพวกรากวิญญาณคละกับรากวิญญาณขยะล่ะก็ ยากพอกับปีนขึ้นสวรรค์!

นั่นหมายความว่า จำเป็นต้องยอมสูญเสียอายุขัยเท่านั้นถึงจะทำตามเกณฑ์ขั้นต่ำได้ และหากหลงเชื่อคำล่อลวงของผู้ดูแล ก็ต้องควบแน่นทรายวิญญาณเพิ่มขึ้นมาอีกสี่เฉียนจากเกณฑ์เดิม

และถ้าอยากจะยกระดับตบะตัวเองให้สูงขึ้น ก็ต้องเผาผลาญอายุขัยให้มากกว่าเดิมเข้าไปอีก

ถูกขูดรีดกันทุกทิศทุกทางแบบนี้ อายุขัยก็มีแต่จะสั้นลงเรื่อยๆ ในขณะที่มูลค่าที่สร้างได้กลับเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จนกว่าจะตายตกไปนั่นแหละถึงจะจบสิ้น

"ช่างเป็นลูกไม้ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!"

เขาลองโยนทรายวิญญาณในมือเล่นเพื่อกะน้ำหนักดู ในเมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็ไม่มีปัญญาจะไปแก้ไขอะไรได้ จึงล้มตัวลงนอนหลับไป

ช่องจัดวางทั้งสองช่องให้ความรู้สึกเหมือนเป็น "ร่างแยก" ของเขา ที่คอยหมกตัวบำเพ็ญเพียรแทนเขาอยู่ในที่ที่เขามองไม่เห็น ฝึกฝนกันแบบไม่มีหยุดพักตลอดสิบสองชั่วยาม

นั่นทำให้จำนวนรอบในการฝึกฝนของเขาในแต่ละวันพุ่งสูงถึงเก้าสิบหกรอบ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังกลั่นพลังวิญญาณบริสุทธิ์ได้เพียงแค่สายเดียวเท่านั้น

พรสวรรค์รากวิญญาณขยะ ช่างน่ารันทดเสียนี่กระไร!

วันต่อมา หวังอี้ไม่ได้ไปร่วมฟังการบรรยายในยามเหม่า เขาหมกมุ่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มรูปแบบ โดยทำตามจังหวะเดิมของเมื่อวานซ้ำอีกรอบตั้งแต่ต้นจนจบ

ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ห้าเขาก็สามารถรวบรวมทรายวิญญาณได้ครบหนึ่งตำลึง เขาตั้งใจใช้พลังวิญญาณผลาญโลหิตมาทดลองดู และพบว่าหลังจากพลังวิญญาณที่ได้จากการเผาผลาญอายุขัยถูกควบแน่นเป็นทรายวิญญาณแล้ว ขอเพียงแค่ปล่อยทิ้งไว้สักพัก กลิ่นอายที่บ่งบอกว่าเป็นของหวังอี้ที่อยู่ภายในนั้นก็จะค่อยๆ สลายหายไปเอง

เปลี่ยนจากสภาพที่เปล่งประกายแสงสีเลือด กลายมาเป็นทรายวิญญาณบริสุทธิ์ผุดผ่อง

เรื่องนี้ทำให้เขาหมดกังวลว่าทรายวิญญาณจะมีพิรุธ นอกจากผู้ดูแลต้วนแล้ว ผู้ดูแลอีกสองคนก็แอบส่งกระดาษมาให้หวังอี้เช่นกัน เบื้องหลังของพวกมันย่อมต้องมีขุมอำนาจที่ลึกล้ำกว่าหนุนหลังอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย

ทว่าสิ่งที่เปิดเผยออกมาในตอนนี้ ก็คือศิษย์สายตรงระดับสร้างรากฐานสามคนที่สังกัดยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ความแตกต่างทางสถานะของทั้งสองฝ่ายนั้น ห่างชั้นกันราวกับก้อนดินโคลนกับทองคำ เขาแค่ทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวแล้วปล่อยให้เป็นไปตามน้ำก็พอแล้ว

วันที่สิบสองของการมาเยือนนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน

หวังอี้ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในบ้านหิน จู่ๆ กลิ่นอายบนร่างก็เกิดการสั่นกระเพื่อม พลังวิญญาณผลาญโลหิตอันเข้มข้นระเหยเป็นไออยู่รอบกาย ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้นอย่างฉับพลัน

"ระดับหลอมปราณขั้นสอง!"

หวังอี้กำหมัดแน่น ในดวงตามีประกายแห่งความคิดพาดผ่าน แม้จะบอกว่าการยกระดับตบะ มีผลหลักๆ คือการเพิ่มปริมาณพลังวิญญาณ ทว่าความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน

จบบทที่ บทที่ 6 อายุขัยสิบปีมอดไหม้ในพริบตา

คัดลอกลิงก์แล้ว