เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22: หญ้าล้ำค่า

บทที่ 22: หญ้าล้ำค่า

บทที่ 22: หญ้าล้ำค่า


บทที่ 22: หญ้าล้ำค่า

อู๋จิ้งหว่านรู้สึกคล้อยตามอยู่บ้างแล้ว เมื่อได้ยินคำสนับสนุนจากทุกคน นางจึงตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

ทว่าเรื่องนี้จะใจร้อนไม่ได้ นางวางแผนไว้ว่าอีกไม่กี่วันจะลองไปสำรวจดูทั้งในหมู่บ้านและในตัวเมืองเสียก่อน ว่าควรทำอาหารประเภทใดไปขายจึงจะสะดวกและทำกำไรเป็นมุกวิญญาณได้มากกว่ากัน

วันรุ่งขึ้น สมาชิกตระกูลหลี่ต่างตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่ และเด็กน้อยทั้ง 3 ก็ถูกส่งไปฝากไว้ที่บ้านของท่านอาสามหลี่อีกครั้ง

นั่นเพราะวันนี้คือวันแรกที่พวกเขาจะได้เห็นผลผลิต หลังจากที่ลงปลูกข้าววิญญาณชุดแรกไป

ไม่ใช่เพียงครอบครัวหลี่ซีเท่านั้นที่เตรียมพร้อมกันอย่างเต็มกำลัง แต่ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านต่างก็ตื่นมาเตรียมตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่เช่นกัน

หลี่ซีออกเดินทางพร้อมกับครอบครัว แต่ระหว่างทางได้แยกตัวออกไปยังนาวิญญาณขนาดเล็กของตนเอง

ก่อนจะมาถึงนาวิญญาณ นางก็แอบคิดอยู่ว่าหลิงเหนียงจะมาถึงหรือยัง และก็เป็นอย่างที่คิด ทันทีที่มาถึง นางก็ได้ยินเสียงทักทายของหลิงเหนียงดังขึ้น

"ซีเอ๋อร์ เจ้ามาแล้ว!" หลิงเหนียงวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหลี่ซี

หลี่ซีจึงเอ่ยทักทายกลับไป "ข้ามาแล้ว เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย? เช้ากว่าข้าเสียอีกหรือ?"

"ข้าตื่นเต้นที่จะได้มาทำนาด้วยกันกับเจ้า ก็เลยรีบมาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมารอเจ้ายังไงล่ะ!" หลิงเหนียงคล้องแขนหลี่ซีอย่างสนิทสนมพลางฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

"คราวก่อนฝนตกลงมากะทันหัน ข้าก็เลยลืมลืมนัดแนะเวลากับเจ้าไปเสียสนิท เอาไว้คราวหน้าพวกเรามาตกลงเวลากันก่อนดีกว่า" หลี่ซีกล่าวหลังจากชื่นชมรอยยิ้มอันร่าเริงของหลิงเหนียง

หลิงเหนียงยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีก นางรีบตอบรับ "ตกลงๆ!"

เมื่อคุยกันเสร็จ ทั้งสองก็หันไปมองนาวิญญาณของแต่ละคน

ในเวลานี้ ภายในนาวิญญาณไม่เพียงแต่มีต้นกล้าสีเขียวขนาดเล็กสูงประมาณ 3-4 นิ้วที่งอกมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าววิญญาณเท่านั้น แต่ข้างๆ ต้นข้าววิญญาณส่วนใหญ่ยังมีพืชวิญญาณต้นเล็กๆ งอกเงยขึ้นมาด้วย

พืชวิญญาณชนิดนี้มีความสูงไม่ถึง 1 นิ้ว ลำต้นเป็นสีน้ำเงินเข้ม ใบเรียวยาวส่องประกายแสงวิญญาณจางๆ ยามกระทบกับแสงแดดและพลิ้วไหวไปตามสายลม

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วัชพืชที่จะถอนทิ้งไปส่งๆ ได้ แต่เป็นหญ้าล้ำค่าชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการหล่อหลอมดวงตาของเด็กอายุ 6 ถึง 8 ขวบ มีชื่อเรียกว่า หญ้าสว่างเนตร

นางเคยฟังบิดาเล่าว่าแต่ก่อนในหมู่บ้านไม่มีพืชวิญญาณชนิดนี้ จนกระทั่งเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน สำนักเทียนเหยียนได้พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าววิญญาณระดับหนึ่งหมายเลข 5 ขึ้นมา พวกเขากล่าวว่าเมล็ดพันธุ์นี้ไม่เพียงแต่ไม่ต้องเพาะกล้าและให้ผลผลิตข้าววิญญาณที่ดีกว่าเท่านั้น แต่มันยังมีพืชวิญญาณระดับหนึ่งอย่างหญ้าสว่างเนตรงอกขึ้นมาเป็นพืชคู่แฝดอีกด้วย

เมื่อคนของสำนักเทียนเหยียนทราบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านดอกท้อและหมู่บ้านใกล้เคียงแทบทุกคนล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูก พวกเขาจึงมอบเมล็ดพันธุ์ข้าววิญญาณชนิดนี้ให้ชาวบ้านนำไปปลูก ทั้งยังรับปากว่าจะมีเจ้าหน้าที่มารับซื้อหญ้าสว่างเนตรโดยเฉพาะ แม้ราคารับซื้อจะแตกต่างกันไปตามคุณภาพ แต่มันก็ยังแลกเป็นมุกวิญญาณได้มากโขอยู่ดี

นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่สำคัญที่สุดคือสำนักเทียนเหยียนรับปากว่าหมู่บ้านใดที่ปลูกข้าววิญญาณชนิดนี้ สามารถเก็บพืชวิญญาณไว้ให้เพียงพอสำหรับเด็กวัย 6 ขวบในหมู่บ้านเพื่อใช้หล่อหลอมดวงตาได้ โดยท่านอาจารย์ในสถานศึกษาหมู่บ้านจะเป็นผู้มอบให้เด็กๆ ทันทีที่พวกเขาอายุครบ 6 ขวบและเข้าเรียนในสถานศึกษา

ยิ่งผู้ปลูกมีพรสวรรค์และทักษะการทำนามากเท่าใด หญ้าสว่างเนตรก็จะงอกขึ้นมาพร้อมกับข้าววิญญาณมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นในนาข้าววิญญาณของหลี่ซี หญ้าสว่างเนตรงอกขึ้นมาเคียงข้างต้นกล้าข้าววิญญาณแทบทุกต้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยืนต้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว ในทางกลับกัน ข้าววิญญาณในนาของหลิงเหนียงเกือบครึ่งกลับไม่มีหญ้าสว่างเนตรงอกขึ้นมาเลย

แม้ต้นข้าววิญญาณในนาของหลิงเหนียงจะเติบโตได้ไม่ดีเท่าของหลี่ซี แต่มันก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แสดงให้เห็นว่าพรสวรรค์ด้านการทำนาของหลิงเหนียงก็ไม่เลวเลย ทว่าหญ้าสว่างเนตรของนางกลับมีปริมาณไม่มากนัก

ทว่าหลิงเหนียงไม่ได้อิจฉาที่หลี่ซีมีพรสวรรค์เหนือกว่านาง กลับกันนางพูดด้วยความตื่นเต้นดีใจว่า "ซีเอ๋อร์ ดูสิ! หญ้าสว่างเนตรงอกในนาวิญญาณของเจ้าเยอะแยะเลย! เจ้านี่เก่งจริงๆ!"

หลี่ซีเองก็รู้สึกดีใจมากเช่นกัน เพราะมุกวิญญาณที่ได้จากการขายหญ้าสว่างเนตรเหล่านี้จะตกเป็นของในคลังส่วนตัวของนางเอง

"หลิงเหนียง รอเดี๋ยวนะ ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวหญ้าสว่างเนตร ข้าจะรีบใช้วิชาวิญญาณสีครามกับพวกมันอีกสักสองสามรอบก่อน!" หลี่ซีกล่าวอย่างอารมณ์ดี

ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าสว่างเนตรได้ การใช้วิชาวิญญาณสีครามในตอนนี้สามารถช่วยปรับปรุงรูปลักษณ์ของหญ้าชุดนี้ให้ดูดีขึ้น ทำให้ขายได้มุกวิญญาณมากขึ้นตามไปด้วย

หลิงเหนียงกล่าวอย่างตื่นเต้น "ได้เลย! นี่เป็นโอกาสดีที่ข้าจะได้เห็นว่าวิชาวิญญาณสีครามของจริงเป็นอย่างไร!"

จากนั้นทั้งสองจึงแยกกัน หลี่ซีเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงกึ่งกลางนาวิญญาณของตน

หลี่ซีสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังตื่นเต้น

การประสานอินด้วยมือเดียวของนางสำหรับวิชาวิญญาณสีครามนั้นยังอยู่ในระดับธรรมดา นางสามารถทำได้เพียงใช้นิ้วมือข้างเดียวประสานอินตามลำดับที่เคยต้องใช้สองมือเท่านั้น แม้จะพอมีความชำนาญอยู่บ้าง แต่ในตอนนี้มันก็ยังไม่รวดเร็วเท่ากับการประสานอินด้วยสองมือพร้อมกัน

ดังนั้น เพื่อให้วิชาวิญญาณสีครามสำแดงประสิทธิภาพสูงสุดในทุกๆ ครั้งที่ร่าย นางจึงยังคงเลือกใช้การประสานอินด้วยสองมือที่นางเชี่ยวชาญมานานแล้ว

เมื่อนางเริ่มร่ายวิชา แสงจางๆ ของวิชาวิญญาณสีครามก็แผ่กระจายออกไปโดยรอบอย่างสม่ำเสมอโดยมีนางเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมพื้นที่นาวิญญาณของนางทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหญ้าสว่างเนตรกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับวิชาวิญญาณสีคราม

พืชวิญญาณทั้งหมดดูเหมือนจะชูคอและยืดลำต้นขึ้น เผยให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาอย่างเต็มเปี่ยม

ใช่แล้ว นางสัมผัสได้ถึง 'จิตวิญญาณ' จากใบหญ้าจริงๆ

เมื่อมีกำลังใจ นางก็ยิ่งทุ่มเทความพยายามเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

เมื่อวิชาวิญญาณสีครามรอบที่ 2 สิ้นสุดลง หญ้าสว่างเนตรก็ยังคงพลิ้วไหวอย่างอ่อนโยนไปตามสายลม

จนกระทั่งจบรอบที่ 10 หญ้าสว่างเนตรก็ดูราวกับกำลังหายใจ โดยสั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะเฉพาะตัว

หลี่ซีปาดเหงื่อและนวดมือของตนเองเบาๆ

ด้วยความสามารถในตอนนี้ นางสามารถใช้วิชาวิญญาณสีครามได้เพียง 10 ครั้งเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยอดเยี่ยมมาก

เดิมทีหญ้าสว่างเนตรก็มีความสวยงามอยู่แล้ว แต่หลังจากได้รับวิชาวิญญาณสีครามของหลี่ซี พวกมันก็ถึงกับเปล่งประกายงดงามเจิดจรัส

นางแทบจะตัดใจถอนหญ้าสว่างเนตรขึ้นมาจากดินไม่ลง

เมื่อเห็นหลี่ซีหยุดมือ หลิงเหนียงก็รู้ได้ทันทีว่านางถึงขีดจำกัดแล้ว จึงรีบเข้าไปช่วยพยุง

"ซีเอ๋อร์ เจ้านี่เก่งชะมัด! เจ้าใช้วิชาวิญญาณสีครามได้คล่องแคล่วขนาดนี้เชียว!" นางเอ่ยชมอย่างตื่นเต้น

หลี่ซีหอบหายใจเล็กน้อย "ไม่เป็นไรหรอก รอให้เจ้าทะลวงระดับการบำเพ็ญเพียรได้เมื่อไหร่ พวกเราค่อยมาฝึกด้วยกัน ข้าจะสอนเจ้าเอง!"

"ซีเอ๋อร์ เจ้าดีกับข้าเหลือเกิน!" หลิงเหนียงดีใจจนแทบอยากจะหอมแก้มหลี่ซีฟอดใหญ่

เมื่อหลี่ซีได้พักจนหายเหนื่อย ก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวหญ้าสว่างเนตรพอดี

หลี่ซีก้มตัวลงแล้วใช้มือค่อยๆ ขุดหญ้าสว่างเนตรขึ้นมาจากดินอย่างเบามือ ด้วยกลัวว่าจะเผลอไปขูดขีดพื้นผิวแม้เพียงนิดเดียวจนทำให้รูปลักษณ์ของมันเสียหาย

ทันทีที่หญ้าสว่างเนตรหลุดพ้นจากผืนดิน สีของมันก็เข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ซีก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วจัดการเก็บมันใส่ลงในตะกร้าของตน

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้หมายความว่าหญ้าสว่างเนตรเริ่มมีความเหนียวทนทานขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ได้เปราะบางเหมือนตอนที่ยังอยู่ในนาวิญญาณ ดังนั้นการใส่มันลงไปในตะกร้าโดยตรงจึงไม่เป็นปัญหาอะไร

แม้การต้องก้มๆ เงยๆ ขุดหญ้าสว่างเนตรอย่างต่อเนื่องจะทำให้เหนื่อยล้า แต่หลี่ซีกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรง

นั่นก็เพราะหญ้าสว่างเนตรทุกๆ ต้น คือมุกวิญญาณอย่างไรล่ะ!

แต่ไม่ว่าหลี่ซีจะมีแรงฮึดมากแค่ไหน นาของนางก็มีพื้นที่เพียง 2 หมู่เท่านั้น ทันทีที่หญ้าสว่างเนตรถูกเก็บจนเต็มตะกร้า มันก็หมดเกลี้ยงไม่มีเหลืออีก

ทางด้านหลิงเหนียงเองก็ขุดเสร็จแล้วเช่นกัน ทั้งสองเดินกลับมาด้วยกันก่อนจะแยกย้ายกันไป

ระหว่างที่แยกทางกัน หลิงเหนียงเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงตะโกนไล่หลังหลี่ซีเสียงดังลั่น "ซีเอ๋อร์ อย่าลืมการบ้านของท่านอาจารย์ล่ะ! วันหยุดฤดูใบไม้ผลิใกล้จะหมดแล้วนะ!"

แผ่นหลังของหลี่ซีแข็งทื่อ การบ้านอะไรกัน?

"โอเค ขอบใจนะหลิงเหนียงที่เตือน! ว่าแต่ท่านอาจารย์สั่งการบ้านอะไรเอาไว้หรือ? ข้าจำไม่ได้เลยสักนิด"

นางหลงคิดว่าไม่มีการบ้าน ก็เลยปล่อยตัวปล่อยใจให้สนุกสนานไปกับการทำนาในช่วง 2 วันที่ผ่านมานี้เสียเต็มที่

"ซีเอ๋อร์ เจ้าลืมไปแล้วหรือ? ท่านอาจารย์สั่งให้พวกเราไปฝึกลองประสานอินวิชาลูกไฟไง!"

เอ๊ะ?

หลี่ซีสับสนเป็นอย่างมาก

ถ้าอย่างนั้น... ตอนที่นางไปเยี่ยมท่านอาจารย์วันก่อน แล้วเขาถามว่าช่วงนี้การฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง ที่แท้เขาก็หมายถึงวิชาลูกไฟงั้นหรือ?

หลิงเหนียงไม่มีทางโกหกนางแน่ๆ ท่านอาจารย์ต้องสั่งการบ้านเอาไว้ก่อนหยุดฤดูใบไม้ผลิจริงๆ!

แต่เวรกรรมอะไรเช่นนี้ ความทรงจำช่วงบ่ายก่อนวันหยุดฤดูใบไม้ผลิของนางเลือนรางมากจนนึกอะไรไม่ออกเลย พอหลิงเหนียงมาเตือน ความทรงจำตอนที่ท่านอาจารย์สอนประสานอินวิชาลูกไฟแล้วสั่งเป็นการบ้านจึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมา ทว่านางก็ยังคงนึกไม่ออกอยู่ดีว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นอีก

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ นางยังไม่ได้ฝึกเลยสักนิดเดียว!

ทำไมนางถึงลืมเรื่องนี้ไปได้!

หลี่ซีร้องตะโกนก้องฟ้า "ในอนาคต ข้าจะต้องเพาะปลูกพืชวิญญาณที่ช่วยเพิ่มความจำให้ได้!!!"

แต่คงต้องรอไปก่อน ตอนนี้นางไม่มีเวลาแล้ว นางต้องรีบกลับบ้านไปเก็บหญ้าสว่างเนตรให้เรียบร้อย แล้วตามไปช่วยงานที่นาวิญญาณของครอบครัว

นาข้าววิญญาณของครอบครัวกว้างใหญ่ขนาดนั้น ไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้เวลาขุดนานเท่าใด เพื่อป้องกันไม่ให้คุณภาพของหญ้าสว่างเนตรลดลงจากการใช้เวลาเก็บเกี่ยวนานเกินไป คนรับซื้อจะเดินทางมาในบ่ายวันนี้

ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน หลี่ซีรีบวางตะกร้าลงแล้ววิ่งตรงไปยังนาวิญญาณ

เมื่อไปถึงใกล้กับนาวิญญาณ ก็เป็นอย่างที่คาดไว้ ทุกคนยังคงง่วนอยู่กับการขุดหญ้าสว่างเนตร

หลี่ซีจึงรีบเข้าไปสมทบในทันที

จากนั้นหลี่ซีก็ค้นพบว่า แม้จะมีหญ้าสว่างเนตรขึ้นแซมอยู่ในนาข้าววิญญาณของครอบครัวมากมาย แต่สัดส่วนกลับดูเหมือนจะไม่สูงเท่านามิวิญญาณขนาดเล็กของนาง

น่าแปลกจริงๆ หรือว่าพรสวรรค์ในการทำนาของนางจะยอดเยี่ยมกว่าของท่านพ่อเสียอีก?

ถึงอย่างไร นางก็เพิ่งจะเริ่มทำนา เทคนิคของนางย่อมไม่อาจเทียบกับประสบการณ์ 30 ปีของบิดาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุดย่อมเห็นได้ชัดเจน

ช่างเถอะๆ คิดมากไปก็ป่วยการ ตอนนี้เรื่องสำคัญคือต้องรีบขุดหญ้าสว่างเนตรต่างหาก

หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน ในที่สุดทุกคนก็ขุดหญ้าสว่างเนตรในนาข้าววิญญาณทั้งสองแปลงจนเสร็จสิ้น หลังจากใส่ปุ๋ยอีกรอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเขาก็จะสามารถปล่อยน้ำเข้านาและปิดแปลงนาได้แล้ว

นาที่ปลูกข้าววิญญาณหมายเลข 5 จะยังไม่ปล่อยน้ำเข้าในช่วงแรกเพื่อให้หญ้าสว่างเนตรได้เจริญเติบโต และเมื่อเก็บเกี่ยวหญ้าสว่างเนตรเสร็จสิ้น ก็จะสามารถเริ่มปล่อยน้ำเข้านา ทั้งยังสามารถเลี้ยงปลาวิญญาณดอกข้าวไปพร้อมๆ กันได้อีกด้วย

จบบทที่ บทที่ 22: หญ้าล้ำค่า

คัดลอกลิงก์แล้ว