- หน้าแรก
- ผู้ฝึกตนฝึกหัดที่ไหนกัน ข้าคือยอดอัจฉริยะนักปลูกผักต่างหาก
- บทที่ 12: เหวินเจ๋อกับนาวิญญาณ
บทที่ 12: เหวินเจ๋อกับนาวิญญาณ
บทที่ 12: เหวินเจ๋อกับนาวิญญาณ
บทที่ 12: เหวินเจ๋อกับนาวิญญาณ
ขณะเดินอยู่ใกล้บ้าน หลี่ซีก็ได้ยินเสียงขลุ่ยอันกังวานและไพเราะเพราะพริ้ง
นางเงยหน้าขึ้นมองต้นไม้เก่าแก่หน้าบ้านเพื่อนบ้านทันที และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ
นางเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางกิ่งก้านสีเขียวสดใสของต้นไม้ใหญ่ที่ผลิใบรับฤดูใบไม้ผลิ เด็กหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลา ทว่าแววตากลับดูห่างเหิน เขากุมขลุ่ยไม้ไผ่ไว้ด้วยสองมือ เสียงขลุ่ยแผ่วเบาล่องลอยไปตามจังหวะการเป่า ทะยานข้ามกิ่งก้านสาขาขึ้นสู่หมู่เมฆ
"พี่เหวินเจ๋อ วันนี้อารมณ์ดีหรือเจ้าคะ?" หลี่ซีตะโกนถาม
เด็กหนุ่มหยุดเป่าขลุ่ย กระโดดลงจากต้นไม้อย่างคล่องแคล่วในคราวเดียว แล้วเดินตรงมาหาหลี่ซี
"ท่านลุงซาน" เขากล่าวทักทายหลี่ซานก่อนจะหันไปตอบหลี่ซี
"ดีทีเดียวล่ะ ปีนี้ในที่สุดข้าก็จะได้จดจ่อกับการฝึกกระบี่เสียที" เด็กหนุ่มผู้นี้คือสหายรู้ใจของพี่รองของหลี่ซี ทั้งยังเป็นเพื่อนบ้านของนาง นามว่า หลี่เหวินเจ๋อ
อย่าเพิ่งคิดว่าการที่พี่รองของหลี่ซียกให้หลี่เหวินเจ๋อเป็นสหายรู้ใจ และการที่เขาเป็นคนประดิษฐ์ปั๊มน้ำมือโยกขึ้นมา จะแปลว่าเขามีอายุมากแล้ว อันที่จริงเขาไม่ได้แก่เลยสักนิด อาจเรียกได้ว่ายังเด็กมากด้วยซ้ำไป
พูดก็พูดเถอะ ปีที่แล้วเขาเพิ่งจะอายุครบสิบหนาวและได้รับจัดสรรนาวิญญาณมาสองหมู่ หลังจากทำนาไปได้เพียงไม่กี่เดือน เขาก็ส่งคืนให้ตระกูลไป
นั่นหมายความว่าปีนี้เขาอายุสิบเอ็ดปี แก่กว่าหลี่ซีเพียงหนึ่งปีเท่านั้น
หลี่ซีหันไปบอกหลี่ซาน "ท่านพ่อกลับบ้านไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าขอคุยกับพี่เหวินเจ๋อสักประเดี๋ยว"
"ถ้าอย่างนั้นพ่อกลับก่อนนะ อย่ากลับให้ดึกนักล่ะ" หลี่ซานหมุนตัวเดินกลับบ้านไป
"พี่เหวินเจ๋อ ท่านรู้หรือไม่ว่าปีนี้ข้าได้นาวิญญาณของใครมา?" หลี่ซีเผยอรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เมื่อเห็นรอยยิ้มเช่นนั้นของหลี่ซี หลี่เหวินเจ๋อก็บังเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที
"คงไม่ใช่ว่า... เป็นนาวิญญาณสองหมู่ของข้าหรอกนะ?" น้ำเสียงของหลี่เหวินเจ๋อเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"ท่านทายถูกแล้ว นาวิญญาณสองหมู่ของท่านนั่นแหละ!" หลี่ซียืนยัน
หลี่เหวินเจ๋อนึกย้อนไปถึงประสบการณ์ทำนาวิญญาณของตนเมื่อปีที่แล้ว มันเป็นความทรงจำที่เลวร้ายจนแทบไม่อยากจะทน เขาทำนาสองหมู่นั้นได้เพียงสามเดือนก่อนจะยอมแพ้และทิ้งขว้างมันไป ท้ายที่สุดก็ส่งคืนให้ตระกูลโดยตรง
แน่นอนว่าทางตระกูลก็ไม่ได้สนใจจะส่งใครไปดูแลนาวิญญาณสองหมู่นั้นเช่นกัน แต่ดินตรงนั้นได้รับการใส่ปุ๋ยบำรุงมาแล้ว เมื่อไม่มีใครคอยดูแล วัชพืชจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าป่านนี้ที่ดินแปลงนั้นจะรกร้างพงหญ้าขึ้นสูงเพียงใด
นาวิญญาณแปลงนี้จะตกเป็นของใครก็ได้ แต่ทำไมต้องมาตกเป็นของน้องสาวข้างบ้านคนนี้ด้วย
จะซวยใครไม่ซวย ดันมาซวยคนที่เขารู้จักเสียได้
หากมองในมุมของสภาพจิตใจ เขาถือเป็นผู้ใหญ่ในวัยยี่สิบกว่าปีแล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้สึกผิดจากใจจริงที่ทำให้เด็กน้อยข้างบ้านต้องมารับเคราะห์เช่นนี้
เมื่อนึกภาพเด็กผู้หญิงวัยสิบขวบอย่างหลี่ซี ที่แก้มยังยุ้ยเป็นเด็กเล็ก ต้องมาก้มๆ เงยๆ หอบแฮกๆ ถอนวัชพืชในนาวิญญาณที่รกชัฏ เขาก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นสัตว์ประหลาดใจร้าย!
ความรู้สึกผิดในใจของหลี่เหวินเจ๋อถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่นในมหาสมุทร
แม้เขาจะรู้ดีว่าเด็กวัยสิบขวบในโลกนี้ผ่านการฝึกฝนบ่มเพาะมาแล้วถึงสี่ปี และมีสภาพร่างกายแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ทั่วไป แต่นางก็ยังดูเหมือนเด็กสิบขวบอยู่ดี!
ในชาติที่แล้ว เด็กประถมวัยสิบขวบในยุคปัจจุบันยังคงวิ่งเล่นสนุกสนานไปวันๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้พวกเขามารับหน้าที่ทำไร่ไถนาเช่นนี้
คุณธรรมในใจเขามักจะสลับไปมาระหว่างสองโลกอยู่เสมอ และวันนี้ เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับหลี่ซี บรรทัดฐานจากชีวิตที่แล้วของเขาก็กลับมาเป็นฝ่ายชนะเสียอย่างนั้น
"น้องซีเอ๋อร์ เจ้าเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับตัวข้าเมื่อปีที่แล้วบ้างหรือไม่?" หลี่เหวินเจ๋อตัดสินใจหยั่งเชิงดูก่อน
"เคยได้ยินสิเจ้าคะ!" หลี่ซีพยักหน้า
"เรื่องอะไรบ้างล่ะ?" หลี่เหวินเจ๋อถามอย่างระมัดระวัง
"ก็อย่างเช่น... ตอนฝึกกระบี่แล้วเผลอฟันบานประตูพัง หรือตอนที่ถูกสัตว์อสูรวิ่งไล่กวดไปไกลถึงสิบลี้" หลี่ซีไล่นับนิ้ว
"หยุดๆๆ! เรื่องพวกนั้นเจ้าไม่ต้องพูดถึงหรอก ที่ข้าหมายถึงคือเรื่องนาวิญญาณต่างหาก!" ใบหน้าของหลี่เหวินเจ๋อแดงก่ำขึ้นมาทันที
แม่หนูน้อยคนนี้จดจำประวัติศาสตร์มืดมนของเขาได้แม่นยำขนาดนี้เชียว!
เมื่อเห็นใบหน้าที่แดงซ่านและลุกลี้ลุกลนของหลี่เหวินเจ๋อ หลี่ซีก็แอบรู้สึกขบขันอยู่ลึกๆ
หน้าแดงๆ ของพี่เหวินเจ๋อนี่น่าดูชมชะมัดเลย~
"ก็พี่เหวินเจ๋อพูดไม่เคลียร์เองนี่นา~"
"เรื่องนาวิญญาณ ใช่เรื่องที่ว่าท่านปลูกอะไรก็ตายหมดหรือเปล่าเจ้าคะ?" หลี่ซีเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตจ้องมองหลี่เหวินเจ๋ออย่างใสซื่อ "อย่าใส่ใจเลยเจ้าค่ะพี่เหวินเจ๋อ พวกนั้นคงเป็นแค่ข่าวลือ คนเราจะปลูกอะไรแล้วตายตลอดได้อย่างไร? ต้องมีคนอิจฉาท่านแล้วเอาไปพูดจาใส่ร้ายป้ายสีแน่ๆ!"
ขณะที่พูด หลี่ซีก็ทำท่าทางไม่พอใจแทนเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในใจของนางกำลังเบิกบานอย่างถึงที่สุด
ความร้อนพวยพุ่งขึ้นสู่ใบหน้าของหลี่เหวินเจ๋ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำราวกับผลมะเขือเทศ
"เจ้า... เลิกพูดเถอะ เรื่องพวกนั้นเป็นความจริงทั้งหมดนั่นแหละ" เสียงของเขาค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ จนเบาหวิวราวกับเสียงยุงบิน
มันน่าอับอายเกินไปจริงๆ ในชาติที่แล้ว เขาคือชาวจงฮว๋าผู้ได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานของเสินหนง เทพแห่งกสิกรรม ในชาตินี้ ตระกูลหลี่ที่เขาสังกัดอยู่ก็เป็นถึงตระกูลใหญ่ที่ทำเกษตรกรรมเป็นหลัก แล้วเหตุใดตัวเขาถึงไม่มีพรสวรรค์ด้านการเพาะปลูกเลยแม้แต่น้อย?
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ!
"เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะเนี่ย? ข้าขอโทษด้วยนะเจ้าคะพี่เหวินเจ๋อ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ~" หลี่ซีแสร้งทำหน้ารู้สึกผิดอย่างหนัก
"ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อเจ้าเคยได้ยินเรื่องความล้มเหลวในการทำนาของข้าแล้ว เจ้าก็คงจะเคยได้ยินด้วยสินะว่าข้าคืนนาวิญญาณให้ตระกูลไปก่อนกำหนด?" หลี่เหวินเจ๋อพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด
"ข้าคุ้นๆ ว่าเคยได้ยินมาบ้างเจ้าค่ะ พอจะจำได้ลางๆ" หลี่ซีทำท่าครุ่นคิด
"ข้าขอพูดตรงๆ เลยแล้วกัน ข้าส่งนาวิญญาณพวกนั้นคืนตระกูลก่อนกำหนด แล้วก็ไม่มีใครเข้าไปดูแลเลย ป่านนี้หญ้าคงขึ้นรกทึบจนดูไม่จืดแล้วล่ะ!" เมื่อเห็นว่าหลี่ซียังดูไม่ค่อยเข้าใจ หลี่เหวินเจ๋อจึงตัดสินใจพูดออกมาตามตรง
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เหวินเจ๋อ หลี่ซีก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ
"หญ้าขึ้นรกทึบจนดูไม่จืดหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องไปถางวัชพืชพวกนั้นออกให้หมดก่อนน่ะสิ?"
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อาการสงบเสงี่ยมของหลี่ซีก็พังทลายลงในทันที
"พี่เหวินเจ๋อ ท่านทำข้าซวยขนาดนี้ได้อย่างไรเนี่ย!"
"อะแฮ่มๆ ในเมื่อเจ้าเข้าใจแล้ว และข้าเห็นว่าวันนี้ยังพอมีเวลาเหลือ ข้าคงปล่อยให้เจ้าไปถางหญ้าคนเดียวในวันพรุ่งนี้ไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเราลองไปดูที่นาวิญญาณกันหน่อยไหม? บางทีมันอาจจะไม่ได้รกอย่างที่คิดก็ได้นะ!" หลี่เหวินเจ๋อไอแก้เก้อเมื่อได้ยินคำบ่นของหลี่ซี
เมื่อได้ยินว่าหลี่เหวินเจ๋ออาสาจะช่วย หลี่ซีก็ส่งยิ้มหวานเจี๊ยบให้ทันทีพร้อมกับปฏิเสธไปตามมารยาทว่า "ขอบคุณมากเจ้าค่ะพี่เหวินเจ๋อ! แต่ตามหลักแล้ว ในเมื่อนาวิญญาณแปลงนี้จัดสรรมาให้ข้า ไม่ว่าสภาพมันจะเป็นอย่างไร ข้าก็ควรจะต้องรับผิดชอบเอง น้ำใจของพี่เหวินเจ๋อ ข้าขอรับไว้ด้วยใจก็พอเจ้าค่ะ!"
แต่ในความเป็นจริงแล้ว นางกลับคิดในใจว่า: ถ้าท่านกล้าไม่ช่วยข้าจริงๆ ล่ะก็ ฮึ่ม!
แม้หลี่เหวินเจ๋อจะไม่รู้ว่าหลี่ซีเพียงแค่ปฏิเสธตามมารยาท แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เมื่อเขามองดูรอยยิ้มอันอ่อนหวานนุ่มนวลของนาง สันหลังของเขาก็วาบขึ้นมา เขาซึ้งถึงสัจธรรมเลยว่า ถ้าเขากล้าเออออแล้วไม่ยอมช่วยนางล่ะก็ ชีวิตเขาต้องจบสิ้นแน่!
ดังนั้นเขาจึงรีบพูดละล่ำละลัก "ข้าเป็นสหายรักของพี่รองเจ้านะ จะทนดูเจ้าทำงานหนักอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไร? ข้าต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว!" เขาพูดรัวเร็วด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับกลัวว่าหากพูดช้าไปกว่านี้ อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก็เป็นได้
"ถ้าเช่นนั้น ซีเอ๋อร์ต้องขอขอบคุณพี่เหวินเจ๋อมากเลยเจ้าค่ะ" หลี่ซีกล่าวเสียงหวาน
————
ที่ตั้งของนาวิญญาณที่ตระกูลจัดสรรให้นั้นรวมอยู่เป็นผืนเดียวกัน บริเวณใกล้กับแม่น้ำชิงซีซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก
เมื่อทั้งสองมาถึงและได้เห็นสภาพนาวิญญาณตรงหน้า พวกเขาก็แทบจะเป็นลม
ที่นี่มีนาวิญญาณทั้งหมดสิบหมู่ และสองหมู่ที่อยู่ฝั่งตะวันออกสุดคือแปลงที่จัดสรรให้กับหลี่ซี
แม้ว่านาวิญญาณอีกแปดหมู่ที่เหลือจะมีวัชพืชขึ้นอยู่บ้าง แต่มันก็เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะงอกในฤดูใบไม้ผลินี้ และยังมีอยู่ประปรายเท่านั้น
ทว่าในนาวิญญาณสองหมู่ฝั่งตะวันออกสุดกลับเต็มไปด้วยดงวัชพืชกอใหญ่ หญ้าเหล่านี้มีพลังชีวิตที่ทรหดอดทนอย่างยิ่ง พวกมันไม่ยักจะหนาวตายตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ลากยาวผ่านฤดูหนาวมาจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ซ้ำยังเจริญงอกงามมากยิ่งขึ้นเมื่ออุณหภูมิในฤดูใบไม้ผลิสูงขึ้น
โชคดีที่ก่อนที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้จะพัดมาในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ทางหมู่บ้านได้ใช้เครื่องมือวิเศษกางอาณาเขตคลุมนาวิญญาณเอาไว้ มิเช่นนั้น ไม่เพียงแต่จะมีแค่วัชพืชขึ้นในนาวิญญาณเท่านั้น แต่เมล็ดพันธุ์ที่ลอยมากับลมมรสุมก็คงจะหยั่งรากฝังลึก และเติบโตกลายเป็นพืชวิญญาณประหลาดๆ เต็มไปหมดอย่างแน่นอน