- หน้าแรก
- ตัวอย่างเลวร้ายประจำสำนักน่ะหรือก็ข้าคนนี้นี่ไง
- บทที่ 28 ไม่อยากวิ่งก็ไม่ต้องวิ่ง
บทที่ 28 ไม่อยากวิ่งก็ไม่ต้องวิ่ง
บทที่ 28 ไม่อยากวิ่งก็ไม่ต้องวิ่ง
บทที่ 28 ไม่อยากวิ่งก็ไม่ต้องวิ่ง
หลานเชียนเชียนรับฟังประโยคนี้ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความถ่อมตน ทว่าภายในใจกลับอดไม่ได้ที่จะลอบยินดี
ช่างเป็นคนที่มีตาถึงเสียจริง
สวะอย่างซ่งอี่จือจะเอาอะไรมาเทียบกับนางได้? ไม่ช้าก็เร็วนางจะทำให้ผู้อาวุโสห้าได้เห็นว่านางนั้นโดดเด่นกว่าซ่งอี่จือ!
ศิษย์ใหม่จ้าวอี้อี้เอ่ยขึ้น "ใช่แล้วๆ โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นวัดกันที่พรสวรรค์และความพยายาม หลานเชียนเชียนมีทั้งพรสวรรค์และความพยายาม ซ้ำหน้าตายังไม่ได้ด้อยไปกว่าซ่งอี่จือเลย ข้าล่ะมองเห็นอนาคตที่สดใสในตัวหลานเชียนเชียนมากกว่าเสียอีก!"
บรรดาศิษย์หญิงหลายคนต่างรายล้อมหลานเชียนเชียน พากันเอ่ยปากชื่นชมนางประโยคแล้วประโยคเล่า
หลานเชียนเชียนแย้มยิ้มอย่างขวยเขิน "อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ศิษย์พี่หญิงซ่งยังคงเก่งกาจมากอยู่ดี เอ๊ะ จริงสิ พรุ่งนี้ข้าทำขนมมาฝากพวกเจ้าดีหรือไม่?"
"ดีเลยๆ ฝีมือทำขนมของหลานเชียนเชียนต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ"
"ข้าตั้งตารอเลยล่ะ"
...
กลุ่มศิษย์หญิงเดินตามหลานเชียนเชียนห่างออกไป พวกนางหัวเราะหยอกล้อกัน ก่อนที่บทสนทนาจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นเรื่องการบำเพ็ญเพียร จึงไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่ายังมีอีกคนนอนอยู่หลังต้นไม้
ซ่งอี่จือเพียงแค่แสร้งหลับเท่านั้น ดังนั้นนางจึงได้ยินคำพูดของหลานเชียนเชียนและเหล่าสหายคนสนิทอย่างชัดเจน ทว่าสิ่งที่นางทำเพื่อตอบโต้ก็เพียงแค่หันหน้าหนีแล้วหลับต่อไป
ยามบ่าย
เหล่าศิษย์มารวมตัวกันที่ลานกว้าง หรงเยวี่ยหยวนยืนอยู่ด้านหน้าและกล่าวว่า "นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ช่วงเช้าพวกเราจะเรียนหนังสือในห้องเรียน ส่วนช่วงบ่ายจะฝึกฝนทักษะพื้นฐาน"
บรรดาศิษย์ต่างขานรับ
หวยจู๋ตวัดมือเบาๆ ถุงทรายที่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบก็หล่นลงมาอยู่ด้านข้าง
"ทุกคนผูกถุงทรายไว้ที่ข้อเท้าแล้วออกวิ่งรอบลานกว้าง ขั้นกลั่นลมปราณสามรอบ ขั้นสร้างรากฐานหกรอบ ขั้นจินตันเก้ารอบ ขั้นหยวนอิงสิบแปดรอบ" น้ำเสียงที่อ่อนโยนของหรงเยวี่ยหยวนกลับฟังดูโหดร้ายอยู่บ้างภายใต้แสงแดดที่แผดเผา
ซ่งอี่จือยกมือขึ้นป้องหน้าผากเพื่อบังแดด
หกรอบ ข้าได้ตายแน่ๆ!
เฟิงอี้อันขยับตัว ศิษย์จากแดนมารคนอื่นๆ จึงขยับตามนายน้อยของพวกตนไปด้วย
คนอื่นๆ ที่เหลือก็ไม่อาจยืนนิ่งเฉยได้ พวกเขาจึงทยอยเดินไปผูกถุงทรายทีละคน
แต่ซ่งอี่จือยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
ปลายนิ้วของหรงเยวี่ยหยวนขยับเพียงเล็กน้อย ถุงทรายสองใบก็ถูกมัดเข้าที่น่องของซ่งอี่จือเรียบร้อยแล้ว
ซ่งอี่จือพยายามยกขาขึ้น แต่นางก็ยังประเมินน้ำหนักของถุงทรายต่ำเกินไป
หลังจากออกแรงฮึดสู้ตั้งนาน ร่างกายของซ่งอี่จือก็โงนเงนไปมา ทว่านางกลับก้าวไม่ออกเลยแม้แต่ก้าวเดียว
เฉินเหยาเหลือบไปเห็น และในจังหวะที่กำลังจะอ้าปากเยาะเย้ยซ่งอี่จือสักสองสามคำ นางก็เห็นศิษย์หญิงข้างกายเสียหลักล้มคะมำลงกับพื้นเพราะออกแรงมากเกินไป
"เหตุใดมันถึงได้หนักเยี่ยงนี้?!" ศิษย์หญิงที่ล้มลงไปไม่อาจยันตัวลุกขึ้นมาได้ในทันที
หวยจู๋ปรายตามองหรงเยวี่ยหยวน ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยและตะโกนบอกเหล่าศิษย์เสียงดัง "พวกเจ้าทุกคนยังจำเคล็ดวิชาพื้นฐานกันได้ใช่หรือไม่?"
เหล่าศิษย์พยักหน้า แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลก็ตาม
หวยจู๋กล่าวต่อ "นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จงเริ่มเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาของพวกเจ้าซะ วิ่งไปพร้อมกับเดินลมปราณ ใครวิ่งเสร็จก็ถือว่าเลิกเรียนได้!"
!!
บรรดาศิษย์ใหม่ต่างมีสีหน้าสิ้นหวัง
ซ่งอี่จือแอบเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาอย่างเงียบๆ นางดูดซับพลังวิญญาณให้ไหลเวียนไปทั่วร่างหนึ่งรอบ ก่อนจะให้มันหวนคืนสู่จุดตันเถียน
เมื่อพลังวิญญาณไหลเวียน ถุงทรายที่มัดอยู่ตรงน่องก็ดูเหมือนจะเบาลงเล็กน้อย
ซ่งอี่จือลองขยับเท้าดู ทว่าในขณะที่เคล็ดวิชาเริ่มทำงาน พลังวิญญาณที่สะสมอยู่ในร่างของนางก็เริ่มส่งสัญญาณเลือนรางว่ากำลังจะทะลวงผ่านขั้นสร้างรากฐานตอนปลาย
ซ่งอี่จือหยุดเดินลมปราณทันที นางค่อยๆ ยื่นขาออกไปและขยับไปได้ครึ่งก้าวด้วยท่าทางที่ดูยากลำบากแสนเข็ญ
ศิษย์คนอื่นๆ ที่เริ่มเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาและดูดซับพลังวิญญาณค่อยๆ ปรับตัวได้ ในทางกลับกัน ซ่งอี่จือจึงดูโดดเด่นสะดุดตาที่สุดในกลุ่ม
สายตาของหรงเยวี่ยหยวนทอดมองไปยังซ่งอี่จือ
ไม่มีความผันผวนของพลังวิญญาณ นางไม่ได้กำลังเดินลมปราณ
เพียงแค่พึ่งพาพละกำลังของตนเอง นางก็สามารถขยับเท้าได้ ร่างกายของซ่งอี่จือนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
หรงเยวี่ยหยวนคิดในใจ เขายังคงประเมินซ่งอี่จือต่ำเกินไป
เมื่อเหล่าศิษย์เริ่มปรับตัวกันได้แล้ว หวยจู๋ก็ส่งเสียงสั่งให้พวกเขาเริ่มออกวิ่ง
ศิษย์ทั้งสามสิบเก้าคนในชั้นเรียนกำลังวิ่งไปรอบลานกว้างที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวหนึ่งร้อยเมตร
ซ่งอี่จือไม่สนใจสิ่งใด นางขยับตัวเชื่องช้าราวกับหอยทากตามใจชอบ
หวยจู๋มองดูศิษย์น้องหญิงที่เดินทอดน่องอ้อยอิ่งจนสะดุดตาเกินพอดีแล้วก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
ศิษย์น้องหญิงของข้ายังมีทางเยียวยาได้อีกหรือไม่เนี่ย?
ซ่งอี่จือแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอยู่เบื้องบน จากนั้นนางก็ขยับตัวทีละก้าวตรงไปยังขอบริมสุด ก่อนจะเดินอย่างอ้อยอิ่งเข้าไปในร่มเงาไม้ภายใต้สายตาของหรงเยวี่ยหยวน
หากนางไม่โดดเรียนในเวลาเช่นนี้ นางก็ไม่ใช่ซ่งอี่จือน่ะสิ!
เมื่อเห็นซ่งอี่จือแอบอู้ไปนั่งอยู่ใต้ต้นไม้อย่างเปิดเผย หลายคนก็เบิกตากว้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหรงเยวี่ยหยวนที่อยู่ด้านบน พวกเขาลดความเร็วลงโดยสัญชาตญาณเพราะอยากรู้ว่าซ่งอี่จือจะถูกลงโทษเช่นไร
แม้ท่านอาจารย์จะเคยกล่าวว่าซ่งอี่จือนั้นเป็นท่อนไม้ผุพังและถอดใจกับนางไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งความปรารถนาที่อยากจะเห็นซ่งอี่จือถูกลงโทษของพวกเขาได้!
หวยจู๋แหงนหน้ามองฟ้า แม้ในใจจะรู้สึกเหมือนกำลังรับมือกับคนที่หมดหนทางเยียวยา แต่นางก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา
โดดเรียนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ หากท่านอาจารย์รู้เข้า ซ่งอี่จือโดนตีแน่ๆ
"มานี่สิ" เสียงที่นุ่มนวลและราบเรียบของหรงเยวี่ยหยวนดังขึ้น
เมื่อมองดูหรงเยวี่ยหยวนที่ดูน่าเกรงขาม ศิษย์หลายคนก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันเงียบงัน
พวกเขาจำต้องเร่งฝีเท้าขึ้น
ซ่งอี่จือลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้และค่อยๆ เดินกระเถิบเข้าไปหา
"ไม่อยากวิ่งงั้นหรือ?" หรงเยวี่ยหยวนมองเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังหน้ามุ่ย และไม่ได้รู้สึกว่ากำลังรับมือกับคนที่หมดหนทางเยียวยาแต่อย่างใด
หากซ่งอี่จือยอมวิ่งจนครบหกรอบอย่างว่าง่าย เขานี่แหละที่จะคิดว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ
ซ่งอี่จือทิ้งตัวลงนั่งด้านข้างทันที นางบ่นอุบ "ใครจะไปอยากวิ่งกันเล่า? มัดถุงทรายไว้แบบนี้ แค่เท้าก็ยกไม่ขึ้นแล้ว แถมแดดยังเปรี้ยงขนาดนี้ ข้าจะละลายอยู่แล้วนะ!"
หรงเยวี่ยหยวนมองใบหน้าเล็กๆ ที่ย่นเข้าหากันของซ่งอี่จือ พลางจ้องมองนางเงียบๆ
"ใครอยากวิ่งก็วิ่งไปเถอะ อย่างไรเสียข้าก็ไม่วิ่งเด็ดขาด!" ซ่งอี่จือเตะขาไปมาแล้วเอนหลังลงจนแทบจะนอนราบไปกับพื้น
"นั่งให้เรียบร้อย" หรงเยวี่ยหยวนเอ่ยดุ
ซ่งอี่จือฝืนใจลุกขึ้นนั่ง ภายใต้สายตาของหรงเยวี่ยหยวน นางหดขากลับและวางมือทั้งสองข้างไว้บนเข่า
"หากไม่อยากวิ่งก็ไม่ต้องวิ่ง" หรงเยวี่ยหยวนไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง
เพียงแค่พึ่งพากำลังของตนเองนางก็สามารถเดินได้ ย่อมไม่ต้องคิดเลยว่ารากฐานของซ่งอี่จือนั้นแข็งแกร่งเพียงใด ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากนางไม่อยากวิ่ง ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่ง
หวยจู๋อดไม่ได้ที่จะปรายตามองหรงเยวี่ยหยวน นางลังเลที่จะเอ่ยปาก แต่ท้ายที่สุดก็กล่าวว่า "ผู้อาวุโสห้า แบบนี้จะไม่ดูไม่ค่อยดีนักหรือเจ้าคะ?"
ถ้าซ่งอี่จือไม่อยากวิ่ง นางก็ไม่ต้องวิ่ง ผู้อาวุโสห้าจะตามใจซ่งอี่จือมากเกินไปแล้วหรือไม่?
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าศิษย์เหล่านั้นจะกลับไปบ่นว่าผู้อาวุโสห้าลำเอียงอีกหรือไม่ หากท่านอาจารย์รู้เรื่องนี้เข้า ผู้อาวุโสห้าคงโดนท่านอาจารย์เทศนาสักสองสามยกเป็นแน่
หรงเยวี่ยหยวนเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน "เจ้าคิดว่าซ่งอี่จือจะเอามีดจ่อคอตัวเองแล้วขู่พวกเราว่า หากบังคับให้นางวิ่ง นางจะยอมตายเสียดีกว่า หรือไม่ล่ะ?"
หวยจู๋ "..."
ผู้อาวุโสห้า ท่านจำเป็นต้องรู้ใจซ่งอี่จือดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
"นางไม่กลัวเสียหน้า แต่สำนักฉางชิวกลัว" หรงเยวี่ยหยวนกล่าวอย่างเนิบนาบ
นั่นก็จริง
อย่างไรเสีย สำนักฉางชิวก็เป็นสำนักใหญ่ หากซ่งอี่จือก่อเรื่องงิ้วขึ้นมาก็คงดูไม่งามจริงๆ การพิจารณาของผู้อาวุโสห้านั้นรอบคอบยิ่งนัก
และแล้วหวยจู๋ก็ถูกโน้มน้าวใจได้สำเร็จ
ซ่งอี่จือเหลือบมองหรงเยวี่ยหยวน นางหลุบตาลงและลอบรำพึงในใจ 'คนผู้นี้ช่างเหมือนรากบัวเสียจริง เต็มไปด้วยรูพรุนแห่งเล่ห์เหลี่ยม'
ศิษย์พี่หญิงหวยจู๋ยังอ่อนหัดเกินไป นางถูกหลอกล่อด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำเท่านั้น
"รักษาระดับความเร็วของพวกเจ้าให้สม่ำเสมอ ไม่เร็วจนเกินไปและไม่ช้าจนเกินไป" น้ำเสียงที่อ่อนโยนทว่าแฝงความน่าเกรงขามของหรงเยวี่ยหยวนดังขึ้น "เว่ยหลิง หากเจ้าช้าก็อย่าเกียจคร้าน เฉียวหยวนหยวน ปรับลมหายใจของเจ้าซะ อย่าใจร้อนรีบเร่งจนเกินไป หลานเชียนเชียน..."
ศิษย์ใหม่เกือบทุกคนล้วนถูกหรงเยวี่ยหยวนขานชื่อ
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ศิษย์ใหม่คนสุดท้ายวิ่งเข้าเส้นชัย และการเรียนภาคบ่ายก็ถือเป็นอันสิ้นสุดลง
บรรดาศิษย์ใหม่ต่างทรุดตัวลงกองกับพื้นด้วยขาสั่นเทา แม้แต่หลานเชียนเชียนก็ไม่มีข้อยกเว้น
ศิษย์คนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันนัก แต่ละคนดูราวกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากน้ำ มีสภาพทุลักทุเลสุดขีด แม้แต่ศิษย์เอกอย่างลู่หลี่และเป่ยเสียนเยวี่ยก็ไม่ได้รับการยกเว้น
ซ่งอี่จือที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้านสดชื่นจึงดูขัดแย้งกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
ซ่งอี่จือคร้านเกินกว่าจะสนใจว่าศิษย์เหล่านั้นจะคิดกับนางเช่นไร นางเดินเหยาะย่างตามหรงเยวี่ยหยวนกลับไปอย่างเบิกบานใจ