- หน้าแรก
- ตัวอย่างเลวร้ายประจำสำนักน่ะหรือก็ข้าคนนี้นี่ไง
- บทที่ 26 กินบ่อยจนมีภูมิต้านทานไปแล้ว
บทที่ 26 กินบ่อยจนมีภูมิต้านทานไปแล้ว
บทที่ 26 กินบ่อยจนมีภูมิต้านทานไปแล้ว
บทที่ 26 กินบ่อยจนมีภูมิต้านทานไปแล้ว
เมื่อมองดูบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลที่เหี่ยวเฉา แล้วหันไปมองท่าทีอ้าปากค้างจนพูดไม่ออกของหรงอี้ ซ่งอี้จือก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลแล้วที่เขาจะรังเกียจดอกไม้ช้ำๆ ไม่กี่ดอกนี้
นางดึงมือกลับมาอย่างเงียบๆ "เอ่อ ดอกพวกนี้ข้าทำเละเทะไปหน่อย เอาไปให้ใครก็คงดูไม่จืด เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เดี๋ยวข้าไปถอน... อะแฮ่ม ไปเด็ดมาให้ใหม่"
หรงอี้เห็นซ่งอี้จือดึงมือกลับไปก็คิดว่านางเปลี่ยนใจ ใครจะไปคาดคิดว่าที่แท้ซ่งอี้จือกลับรู้สึกว่ามันดูไม่ดีพอที่จะเอาไปมอบให้ใครเนี่ยนะ!?
นี่มันพืชวิญญาณระดับหกเลยนะ!
เหตุใดนางถึงรู้สึกว่ามันดูไม่ดีพอที่จะเอาไปมอบให้ใครกัน?!
ใครหน้าไหนเป็นคนปลูกฝังความคิดผิดๆ แบบนี้ให้นางกันเนี่ย?!
"ไม่เป็นไรๆ แค่นี้ก็พอแล้ว!" หรงอี้รีบละล่ำละลักบอก พร้อมกับยื่นมือออกไปอย่างร้อนรนเล็กน้อย
ซ่งอี้จือหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาห่อมันไว้อย่างลวกๆ แล้วยื่นส่งให้หรงอี้ พร้อมกับเอ่ยเตือนว่า "ของสิ่งนี้มีพิษ ระวังด้วยล่ะ"
หรงอี้ประคองบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลไว้ด้วยสองมือ น้ำหนักที่สัมผัสได้ทำเอาเขาแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา
มีความหวังแล้ว หรงเหยียนเด็กรอดตายแล้ว!
หรงอี้เก็บรักษาบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลไว้อย่างดี จากนั้นเขาก็หยิบถุงมิติใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้ซ่งอี้จือ "นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ โปรดรับไว้เถิด"
ซ่งอี้จือตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของหรงอี้ นางก็กลัวว่าถ้าไม่รับไว้เขาคงจะไม่สบายใจ
ซ่งอี้จือจึงรับมันมา
หรงอี้ยื่นป้ายหยกให้ตามมาอีกชิ้น "นี่คือป้ายคำสั่งของตระกูลหรง หากวันหน้าแม่นางผู้บำเพ็ญเพียรเดินทางไปยังชิงโจว ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับแม่นางอย่างดีแน่นอน"
ซ่งอี้จือรับมาพลางคิดในใจว่านางคงไม่ไปหรอก หากนางไปแล้วแปลงเพาะปลูกจะเป็นอย่างไรเล่า?
"สรรพคุณทางยาของบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลสลายตัวได้ง่ายนัก พวกท่านไปหาผู้อาวุโสสองให้ช่วยสกัดเป็นโอสถเถิด" เมื่อได้รับของมาไม่น้อย ซ่งอี้จือก็อารมณ์ดีและเอ่ยเตือนพวกเขาอีกครั้ง
หรงอี้พยักหน้ารับคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นเขากับหรงเหยียนก็ขอตัวลากลับไป
หลังจากพวกเขากลับไป ซ่งอี้จือก็หันไปมองหรงเยว่หยวนด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังรอคอยคำชม "ผู้อาวุโสห้า ข้าจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ!"
หรงเยว่หยวนพยักหน้า เขายกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบาๆ เพื่อเป็นรางวัล
ซ่งอี้จือหันไปเก็บผักจากพื้นใส่ตะกร้าไม้ไผ่ แล้วนำพวกมันเข้าไปในห้องครัว
เมื่อซ่งอี้จือออกมาจากห้องครัว นางก็เห็นหรงเยว่หยวนนั่งอยู่ตรงนั้น
ซ่งอี้จือรินชาผลไม้ให้หรงเยว่หยวนหนึ่งจอก ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งและเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ผู้อาวุโสห้า ท่านต้องการบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลไปทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ?"
"ปรุงยา"
ปรุงยางั้นหรือ?
ซ่งอี้จือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
การนำบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลไปใช้เป็นยา ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับการถูกพิษ โดยเลือกใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง เอาพิษต้านพิษ ทว่าท่าทางของหรงเยว่หยวนไม่ได้ดูเหมือนคนถูกพิษเลยนี่นา?
เมื่อมองดูชายหนุ่มที่ดูอบอุ่นและสุขุมดุจหยกงาม ซ่งอี้จือก็เม้มริมฝีปาก ลังเลว่าสมควรจะถามคำถามต่อไปดีหรือไม่
"บนมือเจ้า มีน้ำหวานจากดอกไม้ติดอยู่นะ" หรงเยว่หยวนเอ่ยเตือน
ซ่งอี้จือยกมือขึ้น มองดูคราบน้ำหวานบางเบาบนมือ เมื่อเห็นแววตาเป็นห่วงและสงสัยของหรงเยว่หยวน นางจึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางกล่าวว่า "พิษของบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลทำอะไรข้าไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ"
ทำอะไรไม่ได้งั้นหรือ?
แม้แต่หรงเยว่หยวนก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าเขาจะต้านทานพิษของบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลได้ แต่ซ่งอี้จือกลับมีภูมิต้านทานต่อพิษของบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลอย่างนั้นหรือ?
เมื่อเห็นสายตาตั้งคำถามของหรงเยว่หยวน ซ่งอี้จือก็เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า "ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ข้ากินบ่อยจนมีภูมิต้านทานไปแล้ว"
อย่าทำเป็นเล่นไป รสสัมผัสของบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลจัดว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว คืนนี้ข้าจะนำไปผัดสักจานเพื่อสนองความอยากเสียหน่อย
???
หรงเยว่หยวนถึงกับชะงักงันไปครู่หนึ่ง หลังจากได้สติ เขาก็อดไม่ได้ที่จะพิจารณาซ่งอี้จือตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน "เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
"ข้าบอกว่า ข้ากินบ่อยจนมีภูมิต้านทานไปแล้ว บัวหยกโลหิตสีน้ำตาลผัดรสชาติดีทีเดียวนะเจ้าคะ" ซ่งอี้จือมองท่าทางเหม่อลอยของหรงเยว่หยวนอีกครั้ง ก่อนจะยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเขา
หรงเยว่หยวนได้สติ เขารีบคว้าข้อมือของซ่งอี้จือ แล้วพานางเหาะเหินทะยานไปในอากาศ
เด็กโชคร้ายคนนี้ บัวหยกโลหิตสีน้ำตาลใช่ของที่หยิบกินส่งเดชได้ซะที่ไหนเล่า!
...
ผู้อาวุโสสองกำลังสนทนาอยู่กับหรงอี้พอดี ตอนที่หรงเยว่หยวนพาซ่งอี้จือเหาะเหินลงมา
หรงเยว่หยวนเอื้อมมือไปดึงตัวซ่งอี้จือที่ยังคงมึนงงเข้ามา น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาแฝงไปด้วยความร้อนรน "ผู้อาวุโสสอง รบกวนท่านช่วยตรวจร่างกายซ่งอี้จือที ว่ามีสิ่งใดผิดปกติร้ายแรงหรือไม่"
นำบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลมากินเป็นกับข้าว ไม่ต้องพูดถึงเลยว่านางจะตัวระเบิดตายในทันทีหรือไม่ แค่พิษร้ายแรงของบัวหยกโลหิตสีน้ำตาล นางก็รนหาที่ตายชัดๆ!
ผู้อาวุโสสองมองดูซ่งอี้จือที่มีสีหน้าแดงระเรื่อและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต แม้จะไม่เข้าใจนัก แต่เขาก็ยอมตรวจดูอาการให้นาง
หรงอี้ที่อยู่ด้านข้างก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของหรงเยว่หยวน เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงซ่งอี้จือไปด้วย
"ร่างกายของซ่งอี้จือแข็งแรงดีมาก จุดตันเถียนและเส้นลมปราณของนางก็ปกติดี พลังวิญญาณไหลเวียนอย่างราบรื่น" ผู้อาวุโสสองกล่าว เมื่อมองดูความกังวลอย่างจริงจังของหรงเยว่หยวน เขาก็เอ่ยถามด้วยความงุนงง "จู่ๆ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?"
หรงเยว่หยวนผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยให้ผู้อาวุโสสอง "ไม่มีอะไรผิดปกติก็ดีแล้ว ขอบคุณผู้อาวุโสสองมาก"
ซ่งอี้จือมองดูชายหนุ่มข้างกาย ขนตาของนางกะพริบไหวราวกับปีกผีเสื้อ
นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าหรงเยว่หยวนจะลากนางมาหาผู้อาวุโสสองโดยตรงเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าหรงเยว่หยวนไม่พูดอะไรมาก ผู้อาวุโสสองจึงไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ ทว่าพอเห็นหน้าซ่งอี้จือ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"ซ่งอี้จือ ตกลงบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลพวกนี้มันอย่างไรกันแน่?" ผู้อาวุโสสองชี้ไปยังต้นบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลไม่กี่ต้นที่อยู่ใกล้ๆ
ซ่งอี้จือหันไปมองหรงเยว่หยวน พลางครุ่นคิดหาวิธีแก้ตัว
"นางปลูกเอง" หรงเยว่หยวนเอ่ยอย่างรัดกุม
ผู้อาวุโสสองปรายตามองหรงเยว่หยวน
เรื่องนั้นเขาย่อมรู้อยู่แล้ว หากซ่งอี้จือไม่ได้ปลูก ผีที่ไหนจะมาปลูกได้เล่า?
ปัญหาคือบัวหยกโลหิตสีน้ำตาลนั้นปลูกยากและตายง่ายหากไม่ดูแลให้ดีต่างหาก
ซ่งอี้จือทำอย่างไรจึงปลูกมันได้สำเร็จ? แล้วเหตุใดพวกมันถึงโตเต็มที่ได้เร็วขนาดนี้?
"ผู้อาวุโสสองอยากจะถามข้าว่าปลูกมันมาได้อย่างไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?" ซ่งอี้จือเอ่ยถาม ก่อนจะกล่าวต่อว่า "ก็แค่ทำอย่างนี้แล้วก็อย่างนั้น มันปลูกง่ายจะตายไป"
ผู้อาวุโสสอง "..."
พูดแบบนี้มันต่างจากการไม่พูดอะไรเลยตรงไหน?
"ช่างเถอะ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลามานั่งฟังเจ้าอธิบาย เมื่อข้าจัดการธุระเสร็จ ข้าจะไปที่ยอดเขาเจียวเยว่เพื่อขอคำชี้แนะจากเจ้าก็แล้วกัน" ผู้อาวุโสสองกล่าว
ซ่งอี้จือพยักหน้า จากนั้นนางกับหรงเยว่หยวนก็เดินทางกลับไป
เมื่อกลับมาถึงยอดเขาเจียวเยว่ ซ่งอี้จือมองหรงเยว่หยวนพลางขบคิดเรื่องราวบางอย่าง และไม่ได้ลงไปวุ่นวายกับแปลงเพาะปลูกแต่อย่างใด
หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ ในที่สุดซ่งอี้จือก็เอ่ยปากขึ้น "ผู้อาวุโสห้า เหตุใดท่านจึงต้องใช้บัวหยกโลหิตสีน้ำตาลมาเป็นยารักษาด้วยเล่าเจ้าคะ?"
ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจ หรงเยว่หยวนอุตส่าห์เป็นห่วงร่างกายของนาง ดังนั้นนางก็จะแสดงความห่วงใยต่อเขาบ้างเช่นกัน
หรงเยว่หยวนมองสบดวงตาดอกท้อที่เต็มไปด้วยความกังวลคู่นั้น ข้ออ้างที่เขาเตรียมไว้ถูกกลืนหายไปและแปรเปลี่ยนเป็นความจริง "เมื่อหลายร้อยปีก่อน ข้าออกไปฝึกฝนและถูกคนจากแดนมารลอบโจมตีจนติดพิษ แม้จะขจัดพิษออกไปได้ทันเวลา แต่ข้าเพิ่งจะมาตระหนักได้ว่ายังมีพิษตกค้างอยู่ในร่างกาย ก็ตอนที่รู้สึกถึงความผิดปกติเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง"
ซ่งอี้จือขมวดคิ้ว "ยื่นมือของท่านมาสิเจ้าคะ"
หรงเยว่หยวนมองดูใบหน้าจริงจังของซ่งอี้จือ และไม่ได้คิดว่านางกำลังทำอะไรเกินตัว เขายื่นมือออกไปตามที่นางบอก
"ผู้อาวุโสห้า ทำใจให้สบาย อย่าผลักไสพลังวิญญาณของข้านะเจ้าคะ" ซ่งอี้จือกล่าว
หรงเยว่หยวนพยักหน้า
ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของซ่งอี้จือ การผลีผลามใช้พลังวิญญาณเข้าไปตรวจดูเส้นลมปราณของหรงเยว่หยวนถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก หากหรงเยว่หยวนต่อต้าน ต่อให้นางไม่ตายก็ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส
หรงเยว่หยวนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ในตอนนั้นว่า เขาไม่ควรปล่อยให้ซ่งอี้จือทำอะไรบุ่มบ่าม ทว่ามันก็สายไปเสียแล้ว
ซ่งอี้จือยกมือขึ้นวางบนข้อมือของหรงเยว่หยวน พลังวิญญาณสายหนึ่งแทรกซึมเข้าไปในเส้นลมปราณของเขา นางหลับตาลงและจดจ่ออยู่กับการควบคุมพลังวิญญาณให้ไหลเวียนเข้าไปในร่างกายของเขา
เมื่อพลังวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายของหรงเยว่หยวน พลังวิญญาณอันมหาศาลก็แทบจะถูกส่งผ่านไปตามพลังวิญญาณสายเล็กๆ นั้น นางรวบรวมสมาธิให้มั่นคงและบังคับพลังวิญญาณให้โคจรไปตามเส้นลมปราณและจุดตันเถียนของเขา
สำหรับสัมผัสเทวะนั้น ซ่งอี้จือไม่กล้านำมาใช้ และนางก็ค้นพบต้นตอของปัญหาในจุดตันเถียนด้วยเช่นกัน
ภายในจุดตันเถียนของหรงเยว่หยวนมีร่างจำลองขนาดจิ๋วของเขาอยู่ ร่างเล็กๆ นั้นถูกพันธนาการไว้ด้วยเส้นด้ายสีดำบางๆ
ซ่งอี้จือรับรู้ได้ในทันทีว่าหรงเยว่หยวนไม่ได้ถูกพิษ แต่เขาต้องคำสาปกู่ต่างหาก
นั่นคือวิธีการที่คนจากแดนมารมักจะนิยมใช้กัน ซึ่งนางเองก็พอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง