เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 ข้ามีพี่ชายคนเดียวก็พอแล้ว

บทที่ 22 ข้ามีพี่ชายคนเดียวก็พอแล้ว

บทที่ 22 ข้ามีพี่ชายคนเดียวก็พอแล้ว


บทที่ 22 ข้ามีพี่ชายคนเดียวก็พอแล้ว

วันรุ่งขึ้น

ซ่งอี้จือเดินตามหรงเยว่หยวนมาปรากฏตัวที่ห้องเรียน ทว่ากลับพบว่าภายในห้องมีโต๊ะเรียนเพิ่มขึ้นมาอีกยี่สิบตัว

บรรดาศิษย์จากสำนักว่านหมัวและสำนักเหอฮวนต่างสวมชุดศิษย์สีฟ้าควันบุหรี่ของสำนักฉางชิว พวกเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งด้วยท่วงท่าที่สำรวม

เมื่อหรงเยว่หยวนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูห้อง เสียงกระซิบกระซาบภายในห้องเรียนก็พลันเงียบสงบลงในพริบตา เงียบกริบเสียจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกหล่นพื้น

หรงเยว่หยวนมองดูห้องเรียนที่มีศิษย์เพิ่มขึ้นมายี่สิบคน แล้วก็เกิดความรู้สึกไม่อยากก้าวเท้าเข้าไปในทันที

หรงเยว่หยวนหยุดเดินกะทันหันเสียจนซ่งอี้จือเบรกไม่ทัน ชนเข้ากับแผ่นหลังที่ตั้งตรงดั่งต้นสนของชายหนุ่มเข้าอย่างจัง

เมื่อได้ยินเสียงสูดปากของเด็กสาวด้านหลัง หรงเยว่หยวนจึงหันกลับไปมอง และเห็นซ่งอี้จือกำลังกุมหน้าผากของตนเอง น้ำตารื้นคลอเบ้า

ซ่งอี้จือกุมหน้าผากพลางเอ่ยอย่างหงุดหงิด "เหตุใดเดินๆ อยู่ท่านก็หยุดเสียล่ะเจ้าคะ!"

"ขอโทษที" หรงเยว่หยวนเอ่ย

ซ่งอี้จือโบกมือปัดไปมา ก่อนจะเดินเลี่ยงหรงเยว่หยวนตรงไปยังที่นั่งของตนเอง

บรรดาศิษย์ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่างพากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

พวกเขาเห็นสิ่งใดกัน?!

นี่ นี่ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักฉางชิวอารมณ์ดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!

เขาถึงกับเอ่ยปากขอโทษศิษย์เนี่ยนะ?!

นี่มันท่านอาจารย์เทพบุตรแบบใดกัน!

รู้อย่างนี้ พวกเขาน่าจะพยายามให้หนักขึ้นเพื่อจะได้เข้าสำนักฉางชิวแต่แรก!

หลานเชียนเชียนหลุบตาลง ตื่นกลัวว่าผู้อื่นจะสังเกตเห็นความอิจษาริษยาในดวงตาของตน

ซ่งอี้จือเดินไปที่โต๊ะ ค้อมตัวลงแล้วทรุดตัวนั่ง

หรงเยว่หยวนเดินไปที่โต๊ะด้านหน้า นั่งลง เอ่ยทักทายสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ แล้วจึงเริ่มทำการสอน

หลังจากชั้นเรียนช่วงเช้าสิ้นสุดลง ซ่งอี้จือก็ยืดตัวตรง สะบัดศีรษะไปมา เตรียมตัวสลัดความง่วงงุนทิ้งไปเพื่อกลับไปทำอาหาร

"เมื่อเช้านี้ท่านอาจารย์มองมาทางนี้ตั้งหลายรอบ เจ้าคงถูกท่านอาจารย์หมายหัวเข้าให้แล้วกระมัง" เฟิงอี้อันเอี้ยวตัวมากล่าวกับซ่งอี้จือ

ซ่งอี้จือไหวไหล่ บิดขี้เกียจไปมา ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ "ไม่เป็นไรหรอก อย่างมากก็แค่ถูกทำโทษให้ไปยืนข้างนอก"

นางคุ้นชินกับการถูกลงโทษให้ยืนเสียแล้ว เลวร้ายที่สุดก็แค่ขายหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยเท่านั้น

เฟิงอี้อันส่ายหน้า และในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ซ่งอี้เหิงในชุดเสื้อแขนแคบสีฟ้าก็เดินถือปิ่นโตอาหารเข้ามา

อาภรณ์สีฟ้าช่วยขับเน้นให้ชายหนุ่มดูอ่อนโยนยิ่งขึ้น เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งวัยเยาว์และมีกลิ่นอายดั่งเซียน ง่างามเสียจนผู้คนไม่อาจละสายตา

เหล่าศิษย์ที่ยังไม่ได้ออกจากห้องเรียนต่างเบนสายตาไปมองซ่งอี้เหิง

ศิษย์หญิงหลายคนจ้องมองซ่งอี้เหิงผู้มีกลิ่นอายดั่งเซียนด้วยความเหม่อลอย แววตาเผยให้เห็นถึงความชื่นชมโดยไม่รู้ตัว

ซ่งอี้เหิงเดินเข้ามาใกล้และเห็นเฟิงอี้อันที่กำลังยิ้มแย้ม เขาหรี่ตาลง ซ่อนประกายความเย็นเยียบที่พาดผ่านดวงตาไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเบนสายตาไปทางซ่งอี้จือและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ซ่งอี้จือ"

"ท่านพี่ ท่านทำของอร่อยอะไรมาให้ข้าหรือ?" ซ่งอี้จือร้องทัก ก่อนจะเอื้อมมือไปรับปิ่นโตอาหาร

ซ่งอี้เหิงวางปิ่นโตลงบนโต๊ะ

"ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน" ซ่งอี้เหิงเอื้อมมือไปเปิดฝาปิ่นโต กลิ่นหอมกรุ่นก็ลอยแตะจมูก

บรรดาศิษย์ที่ยังไม่ออกไปไหนต่างถูกยั่วน้ำลายจนรู้สึกได้ถึงเสียงท้องร้องจ๊อกๆ

โธ่เอ๊ย ทำไมถึงไม่มีใครเอาอาหารมาส่งพวกเขากันบ้างนะ!

เฟิงอี้อันปรายตามองซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานในปิ่นโตที่ดูสมบูรณ์แบบทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติ "ศิษย์พี่ซ่งทำอาหารเป็นด้วยหรือ?"

ซ่งอี้เหิงปรายตามองเฟิงอี้อันอย่างหวงแหน ก่อนจะหันไปมองซ่งอี้จือ แล้วตอบเฟิงอี้อันกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์

ตอนที่ซ่งอี้จือยังเด็ก เขาไม่วางใจที่จะให้ซ่งอี้จือเข้าครัวทำอาหาร เขาจึงไปฝึกทำเสียเอง เมื่อเวลาผ่านไป ฝีมือการทำอาหารของเขาก็เข้าขั้นดีเยี่ยม

เฟิงอี้อันส่งเสียงตอบรับคล้ายกับประหลาดใจ ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะของซ่งอี้จือ "ซ่งอี้จือ ข้าร่วมวงกินด้วยคนได้หรือไม่?"

ก่อนที่ซ่งอี้จือจะได้เอ่ยปาก ซ่งอี้เหิงก็ปฏิเสธเสียงแข็ง "อาหารที่ข้าทำมามีพอสำหรับซ่งอี้จือแค่คนเดียว หากเจ้าอยากกิน ก็ไปที่โรงอาหารนู่น"

ซ่งอี้จือเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มสองคนที่ดูราวกับกำลังปีนเกลียวกันอยู่

ทั้งสองต่างเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผ่าเผย คนหนึ่งหล่อเหลาเจ้าเสน่ห์ อีกคนหนึ่งก็มีกลิ่นอายดั่งเซียนชั้นฟ้า ทว่าไม่ว่าจะมองอย่างไร... พวกเขาก็ดูคล้ายคลึงกันเหลือเกิน!

ซ่งอี้จือเอนหลังพิงพนักอย่างมีชั้นเชิง

ให้ตายเถอะ!

ปกติแล้วนางไม่ได้สังเกตเลย แต่พอทั้งสองมายืนอยู่ด้วยกัน นางก็พบว่าพวกเขาหน้าตาคล้ายกันมากจริงๆ!

มิน่าเล่านางถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเฟิงอี้อันอย่างน่าประหลาด ใบหน้าของเขาคล้ายกับพี่ชายแท้ๆ ของนางถึงเจ็ดแปดส่วน!

เดี๋ยวนะ ไม่ถูกสิ!

เหตุใดนายน้อยแดนมารจึงดูคล้ายกับท่านพี่มากขนาดนี้?!

ซ่งอี้จือลูบปลายคาง มองคนนี้ที มองคนนั้นที แล้วก็รู้สึกว่าสมองของนางเริ่มประมวลผลไม่ทันเสียแล้ว

ซ่งอี้เหิงยกมือขึ้นลูบศีรษะของซ่งอี้จือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "กินสิ"

"ท่านพี่" ซ่งอี้จือกระตุกแขนเสื้อของซ่งอี้เหิง แล้วลองหยั่งเชิงถามดู "เป็นไปได้ไหมว่า... แค่สมมตินะเจ้าคะ... ท่านแม่อาจจะคลอดพี่ชายให้ข้าอีกคนหนึ่ง?"

หากสองคนนี้ไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน ก็คงผิดต่อใบหน้าของพวกเขาแล้ว!

เฟิงอี้อันหรี่ตาลง และในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก เขาก็ประสานเข้ากับสายตาที่เย็นชาเล็กน้อยของซ่งอี้เหิง

เฟิงอี้อันลอบไม่สบอารมณ์อยู่ลึกๆ

"ซ่งอี้จืออยากให้ข้าเป็นพี่ชายอย่างนั้นหรือ?" เฟิงอี้อันหันไปหาซ่งอี้จือพร้อมกับกล่าว รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของเขา น้ำเสียงที่เปล่งออกมาราวกับกำลังล่อลวง "ซ่งอี้จือ ข้าจะเป็นพี่ชายที่แสนดีมากๆ เลยล่ะ!"

ซ่งอี้จืออ้าปากค้าง ชั่วขณะหนึ่งนางไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดดี

เขาเสียสติไปแล้วหรือไร?!

จอมมารจะหักขาเขาหรือไม่ถ้ารู้เรื่องนี้?

อย่างไรก็ตาม นางไม่รู้หรอกว่าเฟิงอี้อันจะถูกจอมมารลงไม้ลงมือหรือไม่ แต่นางเนี่ยแหละที่จะโดนซ้อมอย่างแน่นอน

นางไม่อยากโดนไม้เรียวหวดจนเนื้อลายหรอกนะ!

ซ่งอี้เหิงมองเฟิงอี้อันที่กำลังยิ้มเรียกร้องความสนใจ น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา "ซ่งอี้จือมีข้าเป็นพี่ชายแค่คนเดียวก็พอแล้ว"

หึ

เฟิงอี้อันปรายตามองซ่งอี้เหิงอย่างมีความนัย ก่อนจะเอ่ยกับซ่งอี้จือเพียงว่า "ข้าไปกินข้าวล่ะ ซ่งอี้จือ ไว้เจอกันตอนบ่ายนะ"

ซ่งอี้จือพยักหน้ารับ

เฟิงอี้อันเดินจากไป ศิษย์หลายคนก็ทยอยออกไปกินอาหารที่โรงอาหารเช่นกัน

"ซ่งอี้จือ" ซ่งอี้เหิงเอ่ยเรียก

ซ่งอี้จือเงยหน้ามองชายหนุ่มผู้มีสีหน้าอ่อนโยนทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดัน นางรีบนั่งตัวตรงและเอ่ยอย่างว่าง่ายทันที "ข้ามีท่านพี่คนเดียวก็พอแล้วเจ้าค่ะ!"

ท่านพี่ก็แค่คนขี้หวง!

ก่อนหน้านี้ ตอนที่มีศิษย์พี่คนหนึ่งหลอกให้นางเรียกเขาว่าพี่ชาย แล้วท่านพี่จับได้ เขาก็ใช้ข้ออ้างในการประลองลงไม้ลงมือซ้อมศิษย์พี่คนนั้นจนลุกไม่ขึ้นไปถึงสามวัน

หากหมอนั่นไม่ใช่นายน้อยแดนมาร ด้วยนิสัยของท่านพี่ เขาคงกระชับมิตรด้วยการประลองกับเฟิงอี้อันไปนานแล้ว

ซ่งอี้เหิงตอบรับเบาๆ

ซ่งอี้จือคีบอาหาร กินเนื้อคู่กับข้าวสวยคำโต "ท่านพี่ ท่านกับเฟิงอี้อันหน้าตาคล้ายกันอยู่บ้างนะเจ้าคะ..."

"หืม?" ซ่งอี้เหิงส่งเสียงครางรับในลำคออย่างอ่อนโยน

ซ่งอี้จือก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองเงียบๆ

แม้แต่ความจริงก็ยังพูดไม่ได้ ท่านพี่นี่เกินไปแล้ว!

หลังกินข้าวเสร็จ ซ่งอี้เหิงก็ถือปิ่นโตออกจากห้องเรียนไป ส่วนซ่งอี้จือก็ฟุบหลับงีบอยู่บนโต๊ะ

...

ชั้นเรียนช่วงบ่ายก็ยังคงเรียนอยู่ในห้อง

หลังจากวันอันแสนสงบและน่าเบื่อหน่ายจบลง ซ่งอี้จือและหรงเยว่หยวนก็เดินตามกันกลับไป

เมื่อกลับมาถึงยอดเขา ซ่งอี้จือก็พุ่งตรงไปที่แปลงสมุนไพรทันที ในขณะที่หรงเยว่หยวนนั่งอยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ลู่หลีแห่งสำนักว่านหมัว เป่ยเซียนเยว่แห่งสำนักเหอฮวน สองคนนี้ไม่ใช่ศิษย์เอกของแต่ละสำนักหรอกหรือ?"

ศิษย์เอกของแต่ละสำนักอย่างน้อยก็ต้องอยู่ขั้นหยวนอิง การส่งศิษย์ระดับนี้มาที่สำนักฉางชิว สองสำนักนั้นแสดงเจตนาร้ายออกมาอย่างชัดเจน

ซ่งอี้จือขานรับ ก่อนจะเงยหน้ามองหรงเยว่หยวนที่นั่งอยู่ข้างๆ "ไม่ต้องคิดให้มากความเลยเจ้าค่ะ พวกเขามีเจตนาแอบแฝงอย่างแน่นอน"

หรงเยว่หยวนไม่ได้กล่าวสิ่งใด

ซ่งอี้จือเดินออกมาจากแปลงสมุนไพร ล้างมือให้สะอาด แล้วจึงไปชงชามาให้หรงเยว่หยวนหนึ่งป้าน

หรงเยว่หยวนรับจอกชาที่ซ่งอี้จือส่งให้ ยกขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น "ชาดอกไม้หรือ?"

ดูเหมือนจะมีทั้งกลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นหอมของผลไม้ รสชาติหวานหอมชื่นใจ ดีมากทีเดียว

"ชาผลไม้เจ้าค่ะ" ซ่งอี้จือเอ่ย

หรงเยว่หยวนรับคำ ก้มหน้าลงและจิบชาอีกอึกหนึ่ง

ผ่านไปครู่หนึ่ง หรงเยว่หยวนก็เงยหน้าขึ้นมาพบกับซ่งอี้จือที่กำลังจ้องเป๋งมาที่เขา กว่าเขาจะตระหนักได้ว่านี่คือสถานการณ์ประเภทมีเรื่องให้ช่วยถึงมาเอาอกเอาใจ ก็สายไปเสียแล้ว

จบบทที่ บทที่ 22 ข้ามีพี่ชายคนเดียวก็พอแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว