เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ลูกอมกุ้ยฮวาที่ผิดแผกไปจากเดิม

บทที่ 21 ลูกอมกุ้ยฮวาที่ผิดแผกไปจากเดิม

บทที่ 21 ลูกอมกุ้ยฮวาที่ผิดแผกไปจากเดิม


บทที่ 21 ลูกอมกุ้ยฮวาที่ผิดแผกไปจากเดิม

"เรื่องนี้ไม่สมควรเอ่ยถึง" ต่อให้ม่อซีจะรู้อะไรบางอย่าง นางก็ไม่อาจบอกหลานเชียนเชียนได้ นางทำได้เพียงกล่าวว่า "เจ้าเพียงแค่รู้ไว้ว่ามารดาของศิษย์พี่ซ่งและซ่งอี้เยว่คือผู้อาวุโสใหญ่ ซึ่งเป็นยอดฝีมือขั้นตู้เจี๋ยก็พอแล้ว"

เมื่อก่อนนางก็เคยอยากรู้อยากเห็นเช่นเดียวกับหลานเชียนเชียน ถึงขั้นเคยไปเอ่ยถามอาจารย์ของตน ทว่าท่านอาจารย์กลับมีท่าทีบ่ายเบี่ยงและไม่ยอมปริปากพูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่คำเดียว

ในเวลาต่อมา นางจึงได้ล่วงรู้ว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อห้ามของสำนักฉางชิว

หลานเชียนเชียนทำตัวว่าง่ายโดยการไม่เซ้าซี้ถามต่อ ทว่าเมื่อเห็นท่าทางปิดบังของม่อซี เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเรียบง่ายถึงเพียงนั้น

เป็นไปได้ว่าบิดาบังเกิดเกล้าของซ่งอี้จือคงไม่ใช่ยอดฝีมือที่ยิ่งใหญ่อะไร มิเช่นนั้นแล้วเหตุใดเขาจึงไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นเลยตั้งแต่ต้นจนจบ? แม้แต่บรรดาศิษย์ของสำนักฉางชิวยังหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงราวกับเป็นโรคระบาด ไม่เคยมีใครหลุดปากพูดออกมาแม้แต่คำเดียว

นางน่าจะเริ่มสืบสาวราวเรื่องจากมุมนี้ได้ บางทีนี่อาจจะเป็นจุดด่างพร้อยของซ่งอี้จือก็เป็นได้!

ยอดเขาเจียวเยว่

หลังจากที่ซ่งอี้จือถูกวางลงบนพื้น นางก็สะบัดรองเท้าปักหลุดออกจากเท้าแล้วยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

"ซ่งอี้จือ เจ้านี่นะ..." ซ่งอี้เหิงมองดูรองเท้าปักที่วางระเกะระกะอยู่สองข้าง เมื่อเห็นใบหน้าใสซื่อของซ่งอี้จือ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา กล่าวด้วยความจนใจว่า "เจ้านี่น้า..."

ซ่งอี้จือใช้มือข้างหนึ่งจับชายกระโปรงขึ้นมา ส่วนมืออีกข้างก็หยิบรองเท้าปักขึ้นมาถือไว้ "รองเท้าคู่นี้ใส่ยากเกินไปแล้ว! ท่านพี่ รอข้าประเดี๋ยว ข้าจะกลับไปเปลี่ยนชุดก่อน!"

ซ่งอี้เหิงขานรับ

ไม่นานนัก ซ่งอี้จือก็เปลี่ยนกลับมาสวมชุดกระโปรงสีฟ้าหม่นของศิษย์สถานศึกษา นางสวมรองเท้าผ้าเปื้อนฝุ่นคู่หนึ่ง ส่วนปิ่นปักผมบนศีรษะก็ถูกถอดออกไปจนหมดสิ้น

"อายุยังน้อยแท้ๆ เหตุใดจึงแต่งกายเรียบง่ายปานนี้" ซ่งอี้เหิงเดินเข้าไปหา หยิบปิ่นประดับดอกไม้สองสามอันออกมาจากแหวนมิติ แล้วปักลงบนเรือนผมของน้องสาว

ซ่งอี้จือส่ายหน้า "ขี้เกียจนี่นา"

ซ่งอี้เหิงส่ายหน้า "เมื่อครู่ข้าสนทนากับผู้อาวุโสห้าเล็กน้อย พรุ่งนี้ข้าจะไปช่วยงานผู้อาวุโสห้าร่วมกับศิษย์พี่หญิงหวยจู"

ดวงตาของซ่งอี้จือทอประกายเจิดจ้า

มีท่านพี่อยู่ด้วยทั้งคน นางย่อมใช้เส้นสายได้สบายมาก!

ซ่งอี้เหิงยิ้มแล้วพยักหน้าเล็กน้อย

ซ่งอี้จือยิ่งรู้สึกเบิกบานใจมากขึ้นไปอีก

หรงเยว่หยวนซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้านข้าง เงยหน้าขึ้นมองซ่งอี้จือแล้วเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "อย่าลืมกฎของสถานศึกษาเล่า คัดสามจบ"

ซ่งอี้จือ "..."

เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ของซ่งอี้จือสลดลงในพริบตา ซ่งอี้เหิงก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะนาง แล้วกระซิบถามว่า "ข้าคัดแทนเจ้าดีหรือไม่?"

ซ่งอี้จือพยักหน้ารับ

หรงเยว่หยวน "..."

ระยะห่างแค่นี้ พวกเขาคิดว่าเขาจะไม่ได้ยินหรืออย่างไร?

นี่คงจะเป็นการหลอกตัวเองแบบเอามืออุดหูขโมยกระดิ่งสินะ?

"ท่องให้ฟังก่อนสักรอบสิ หากเจ้าท่องได้ ข้าถึงจะคัดให้" ซ่งอี้เหิงเองก็มีหลักการของเขาเช่นกัน แม้ว่าเขาจะตามใจนางมากเสียจนแทบไม่มีขอบเขตแล้วก็ตาม

ซ่งอี้จือกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังแปลงเพาะปลูกพลางท่องกฎของสถานศึกษาไปด้วย

น้ำเสียงที่ไม่ดังไม่เบาเกินไปนักลอยเข้าหูหรงเยว่หยวนและซ่งอี้เหิง

หลังจากซ่งอี้จือท่องจบ นางก็หันไปมองซ่งอี้เหิงด้วยสีหน้าที่กำลังรอคอยคำชม

ซ่งอี้เหิงเอ่ยด้วยความอ่อนโยน "ซ่งอี้จือของเราเก่งกาจเสียจริง!"

ซ่งอี้จือรู้สึกยินดีปรีดา นางหันกลับไปจัดการย้ายต้นพืชต่อ

เมื่อมองดูซ่งอี้เหิงที่นั่งอยู่ด้านข้างและลงมือคัดลอกกฎของสถานศึกษาให้ซ่งอี้จือ หรงเยว่หยวนก็เลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

ไม่อาจเรียกร้องอะไรจากซ่งอี้จือได้มากนัก การที่นางสามารถท่องจำได้ก็นับว่าดีมากแล้ว หากซ่งอี้เหิงจะคัดลอกแทนให้นาง ก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้นเถิด

ชั่วขณะหนึ่ง คนทั้งสามบนยอดเขาต่างก็แยกย้ายกันทำธุระของตนเอง บรรยากาศเงียบสงบและผ่อนคลาย

หรงเยว่หยวนอ่านหนังสือในมือจบแล้ว เขามองไปที่ซ่งอี้เหิงซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาคัดตำราอยู่ เมื่อนึกถึงอาการบาดเจ็บที่ซ่อนเร้นของเขา จึงเอ่ยถามอย่างนุ่มนวลว่า "ช่วงนี้การบำเพ็ญเพียรของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

ซ่งอี้เหิงนั้นแตกต่างจากซ่งอี้จือ หรงเยว่หยวนชื่นชมอัจฉริยะที่ขยันขันแข็งเช่นซ่งอี้เหิงโดยธรรมชาติ เมื่อพบกันเขาก็มักจะคอยชี้แนะให้คำปรึกษาอยู่บ้าง ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซ่งอี้เหิงจึงถือว่าดีทีเดียว

"ทุกอย่างราบรื่นดีขอรับ" ซ่งอี้เหิงตอบกลับ จากนั้นเขาก็วางพู่กันในมือลง เงยหน้าขึ้นมองหรงเยว่หยวนแล้วกล่าวอย่างนุ่มนวล "ศิษย์สัมผัสได้ถึงขอบเขตของการทะลวงขั้นแล้ว คิดว่าอีกไม่นานคงจะได้รับทัณฑ์สวรรค์ขอรับ"

เขาต้องหมั่นบำเพ็ญเพียรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้ปกป้องซ่งอี้จือ และช่วยแบ่งเบาภาระของมารดาได้บ้าง

หรงเยว่หยวนพยักหน้าและไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงแต่กล่าวว่า "หาเวลาไปที่ยอดเขาโอสถเพื่อพบผู้อาวุโสสองด้วยเล่า"

ซ่งอี้เหิงพยักหน้ารับ น้อมรับความห่วงใยจากหรงเยว่หยวนไว้ทั้งหมด

ซ่งอี้จือนำพืชวิญญาณในมือปลูกลงดิน และอดไม่ได้ที่จะเหม่อลอย

ตั้งแต่ก่อนที่นางจะเกิด การลอบทำร้ายอย่างโจ่งแจ้งและแอบแฝงเหล่านั้นล้วนมุ่งเป้าไปที่พี่ชายของนาง

ตอนที่พี่ชายอยู่ในขั้นจินตัน เขาเคยถูกลอบโจมตีครั้งหนึ่ง แม้ว่ามารดาจะรุดไปช่วยอย่างรวดเร็ว แต่รากฐานของพี่ชายก็ได้รับความเสียหาย ต่อมาพี่ชายก็ฟื้นตัวและเลื่อนระดับสู่ขั้นหยวนอิงได้สำเร็จ ทุกคนต่างคิดว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว รวมถึงตัวนางเองด้วย

ในระหว่างการรับทัณฑ์สวรรค์ขั้นหยวนอิง จังหวะที่ทุกคนคิดว่าพี่ชายจะสามารถข้ามผ่านด่านเคราะห์ไปได้อย่างราบรื่น พี่ชายกลับล้มเหลว

อาการบาดเจ็บที่ซ่อนเร้นจากครั้งก่อนกำเริบขึ้น ทำให้พี่ชายล้มเหลวในการข้ามผ่านด่านเคราะห์ ตบะการบำเพ็ญเพียรถดถอย และจุดตันเถียนก็ได้รับความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูได้ หลังจากนั้น ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็ไม่อาจก้าวหน้าไปได้อีกแม้แต่ครึ่งก้าว

อัจฉริยะในยุคสมัยหนึ่งต้องร่วงหล่นลงเช่นนี้

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนที่นางจะกลับชาติมาเกิด หลังจากกลับมาเกิดใหม่ นางก็เริ่มศึกษาทักษะทางการแพทย์อย่างขยันขันแข็ง ต้องใช้เวลาค้นคว้านานหลายภพหลายชาติกว่าจะค้นพบวิธีรักษา

แม้แต่ในตอนนี้ เมื่อเรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง ซ่งอี้จือก็ยังอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย

นางมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเต๋าสวรรค์เฮงซวยนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่นางเพียงคนเดียว แต่ยังรวมถึงคนที่นางห่วงใยอีกด้วย

ช่างเถอะ ชะตากรรมของนางเองไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ทว่าชะตากรรมของพี่ชาย ต่อให้มันจะถูกกำหนดไว้แล้ว นางก็จะฝืนลิขิตมันเอง!

นางตายได้ แต่พี่ชายจะต้องไม่เป็นอะไร!

ซ่งอี้จือโยนจอบขุดดินในมือทิ้ง ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปหาซ่งอี้เหิง "ท่านพี่ ท่านทานลูกอมกุ้ยฮวาหมดหรือยังเจ้าคะ?"

"ทานหมดแล้วล่ะ" ซ่งอี้เหิงหันไปมองน้องสาวที่เดินเข้ามาหา แล้วเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดีว่า "ซ่งอี้จือ ข้า... ไม่กินลูกอมพวกนั้นได้หรือไม่?"

ฝีมือทำอาหารของซ่งอี้จือนั้นยอดเยี่ยมอย่างไร้ข้อกังขา แต่เหตุใดลูกอมกุ้ยฮวาที่นางทำมาให้เขาถึงได้... ขมปี๋ขนาดนั้น!

การทำน้ำตาลให้กลายเป็นของขมได้ ฝีมือทำอาหารของน้องสาวเขาคงต้องถือว่า... ขั้นเทพแล้วล่ะ

ซ่งอี้เหิงคิดในใจ พยายามหาความสุขท่ามกลางความขื่นขม

"ไม่ได้เจ้าค่ะ!" ซ่งอี้จือเอ่ยอย่างแง่งอนพลางเท้าสะเอว "ข้ายังไม่หายโกรธเลยนะ!"

เมื่อมองดูเด็กสาวตัวน้อยที่ถูกตามใจจนเคยตัว ซ่งอี้เหิงก็ยกมือขึ้นประสานคารวะเพื่อขอความเมตตา "ตกลงๆ ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดเอง ข้าจะกินมันต่อไปนะ"

ซ่งอี้จือแค่นเสียงฮึดฮัด จากนั้นก็หยิบขวดโหลใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้ "ตอนเช้าหนึ่งเม็ด ตอนเย็นอีกหนึ่งเม็ดนะเจ้าคะ"

ซ่งอี้เหิงรับขวดโหลมา เมื่อนึกถึงรสขมปร่าที่พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังคงตอบรับอย่างอารมณ์ดี "ตกลง"

หรงเยว่หยวนปรายตามองโหลลูกอม ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหยุดที่ซ่งอี้จือ ประกายความสงสัยวูบผ่านนัยน์ตาของเขา

ปฏิกิริยาของซ่งอี้เหิงนั้นดูแปลกประหลาด และท่าทีของซ่งอี้จือก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก

ดูจากการที่ซ่งอี้เหิงตามใจซ่งอี้จือถึงเพียงนี้ เขาไม่ควรจะมีท่าทีฝืนใจที่จะรับลูกอมกุ้ยฮวาเหล่านั้นเลย

ปัญหาอยู่ที่ลูกอมกุ้ยฮวางั้นหรือ?

หรือว่าลูกอมกุ้ยฮวานี่จะกลืนลำบากเสียยิ่งกว่าหญ้าขมเสียอีก?

เมื่อเห็นแววตาตั้งคำถามของหรงเยว่หยวน ซ่งอี้เหิงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง โดยอาศัยข้อได้เปรียบที่ระดับการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาสูงกว่าซ่งอี้จือ เขาจึงใช้เคล็ดส่งเสียงผ่านปราณบอกกล่าวว่า "ผู้อาวุโสห้าอาจจะยังไม่ทราบ ลูกอมกุ้ยฮวานั่น... ขมยิ่งกว่าหญ้าขมเสียอีกขอรับ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หรงเยว่หยวนก็มองซ่งอี้เหิงด้วยความประหลาดใจ และส่งเสียงผ่านปราณกลับไป "นี่มันยังเรียกได้ว่าเป็นลูกอมกุ้ยฮวาอยู่อีกหรือ?"

ซ่งอี้เหิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง

หากจะว่ากันตามจริง สิ่งนั้นไม่อาจเรียกว่าเป็นลูกอมกุ้ยฮวาได้อีกต่อไป มันเป็นได้เพียงแค่... บางสิ่งที่ไม่รู้จักซึ่งแฝงตัวอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ของลูกอมกุ้ยฮวาเท่านั้น

หรงเยว่หยวนนึกย้อนไปถึงพฤติกรรมเอาแต่ใจและดื้อรั้นของซ่งอี้จือก่อนหน้านี้ และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจซ่งอี้เหิงขึ้นมาอีกเล็กน้อย

ไม่มีสิ่งใดที่เขาจะทำได้ ซ่งอี้จือคือหน่อเนื้อเชื้อไขที่เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขา เขาก็ควรจะยอมรับชะตากรรมของตัวเองไปเสียเถิด

ซ่งอี้จือไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าพวกเขาทั้งสองกำลังลอบส่งเสียงสนทนากันอย่างเปิดเผย นางยังคงก้มหน้าก้มตาย้ายพืชวิญญาณลงแปลงดินต่อไป

ซ่งอี้เหิงเก็บโหลลูกอมลงไปและลงมือคัดลอกตำราต่อ เมื่อคัดลอกเสร็จสิ้น เขาก็เอ่ยคำอำลา

เขากลับมาตั้งนานแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ไปพบมารดาเลยสักครั้ง หากเขาไม่รีบไป มารดาจะต้องโกรธเอาแน่ๆ

ทันทีที่ซ่งอี้เหิงจากไป บนยอดเขาเจียวเยว่ก็หลงเหลือเพียงหรงเยว่หยวนและซ่งอี้จือ

พืชวิญญาณของซ่งอี้จือเองก็ถูกย้ายลงดินใกล้จะเสร็จแล้วเช่นกัน

โดยไม่ต้องรอให้หรงเยว่หยวนเอ่ยปากเตือน ซ่งอี้จือก็โยนจอบเล็กในมือทิ้ง แล้วเดินไปฝึกกระบี่ต่อ

จบบทที่ บทที่ 21 ลูกอมกุ้ยฮวาที่ผิดแผกไปจากเดิม

คัดลอกลิงก์แล้ว