- หน้าแรก
- ตัวอย่างเลวร้ายประจำสำนักน่ะหรือก็ข้าคนนี้นี่ไง
- บทที่ 19 รีดไถ
บทที่ 19 รีดไถ
บทที่ 19 รีดไถ
บทที่ 19 รีดไถ
สายตาของผู้อาวุโสม่อและผู้อาวุโสชิงหยาจับจ้องไปที่หรงเยวี่ยหยวน
หรงเยวี่ยหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอ่ยเบาๆ "ผู้อาวุโสหลายท่านล้วนมีภาระงานรัดตัว หน้าที่ในการสั่งสอนศิษย์จึงตกอยู่ที่ข้า ศิษย์จากแดนมารนั้นไม่เหมือนกับศิษย์ของสำนักเรา ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ข้าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มากยิ่งขึ้น"
เมื่อมองดูหรงเยวี่ยหยวนที่เออออไปกับคำพูดของซ่งอี้จืออย่างแนบเนียน ภายในใจของผู้อาวุโสทั้งสองก็พลันปั่นป่วนวุ่นวาย
ดูจากรูปการณ์แล้ว ศิษย์จากแดนมารพวกนั้นคงเป็นตัวปัญหาไม่น้อย!
"ตามหลักแล้ว สำนักของเราไม่สามารถรับศิษย์จากแดนมารเข้ามาศึกษาได้ แต่ในเมื่อตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างโลกบำเพ็ญเพียรและแดนมารผ่อนคลายลงมาก หากสำนักของเราปฏิเสธ เกรงว่าทางแดนมารคงจะไม่พอใจนัก" พูดจบ ซ่งอี้จือก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้งด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจ
"เพื่อความสงบสุขระหว่างแดนมารและโลกบำเพ็ญเพียร สำนักของเราจึงจำต้องรับเผือกร้อนชิ้นนี้มาประคองไว้" ซ่งอี้จือกล่าวเสริม นางมองไปยังผู้อาวุโสม่อและผู้อาวุโสชิงหยาด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง "ในเมื่อตอนนี้ทั้งสองสำนักก็มาอยู่ที่นี่แล้ว พวกท่านอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของสำนักเราบ้างหรือไม่?"
จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!
ปล่อยให้สำนักฉางชิวถือเผือกร้อนชิ้นนี้ไปเองเถอะ พวกเขาไม่อยากเข้าไปข้องแวะด้วยหรอก!
ในยามนี้ ผู้อาวุโสทั้งสองเพิ่งจะรู้สึกตัว
พวกเขาถูกซ่งอี้จือจูงจมูกมาตั้งแต่ต้น!
ซ่งอี้จืออายุยังน้อย แต่อารมณ์ขันและฝีปากของนางนี่มันช่าง...
"สำนักของเราไม่ได้เข้มงวดและมีระเบียบวินัยเทียบเท่ากับสำนักฉางชิว ปล่อยให้ศิษย์จากแดนมารตั้งใจศึกษาอยู่ที่สำนักฉางชิวน่าจะดีกว่า" ผู้อาวุโสม่อเอ่ยชมอย่างฝืนๆ
ผู้อาวุโสชิงหยายิ้มและกล่าวอย่างมีวาทศิลป์ "วิถีการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญมารแตกต่างจากวิถีของสำนักเรามากเกินไป สำนักฉางชิวนั้นเปิดกว้างครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นสำนักฉางชิวจึงเหมาะสมกว่า"
ซ่งอี้จือมีสีหน้าเสียดาย ก่อนจะคลี่ยิ้มแล้ววกเข้าประเด็นทันที "เช่นนั้น การที่ผู้อาวุโสทั้งสองเดินทางมาที่นี่ในวันนี้ มีธุระอันใดหรือ?"
"สำนักฉางชิวมีชื่อเสียงโด่งดังด้านการสั่งสอนศิษย์ในโลกบำเพ็ญเพียร ศิษย์จากแดนมารยังดั้นด้นมาเมื่อได้ยินชื่อเสียง เจ้าสำนักของเราเองก็ต้องการให้ศิษย์ของสำนักเรามาเช่นกัน ประการแรกคือเพื่อรบกวนให้สำนักฉางชิวช่วยสั่งสอนศิษย์ที่ไม่เอาไหนเหล่านั้น และประการที่สองคือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองสำนัก" ผู้อาวุโสม่อกล่าวอย่างมีเหตุมีผล ทำให้ซ่งอี้จือหาข้ออ้างปฏิเสธไม่ได้
ผู้อาวุโสชิงหยาเอ่ยเสริม "สำนักของเราและสำนักฉางชิวต่างก็เป็นสำนักใหญ่ในโลกบำเพ็ญเพียร เราควรส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสำนักให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ดังนั้น สำนักของเราจึงวางแผนที่จะส่งศิษย์มาจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่าหากสำนักฉางชิวยินดี ก็สามารถส่งศิษย์ไปที่สำนักของเราได้เช่นกัน"
ซ่งอี้จือมองทั้งสองคนที่ในที่สุดก็ยอมเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา นางเอ่ยอย่างอารมณ์ดี "ในเมื่อผู้อาวุโสทั้งสองกล่าวเช่นนี้ สำนักของเราก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธ ทว่า..."
เมื่อได้ยินน้ำเสียงของซ่งอี้จือที่เริ่มจากแผ่วเบาแล้วค่อยๆ สูงขึ้น หรงเยวี่ยหยวนก็ไม่จำเป็นต้องมองสีหน้านางก็รู้ได้ทันทีว่าแม่หนูน้อยคนนี้กำลังจะก่อเรื่องอีกแล้ว
"ตอนที่จอมมารส่งศิษย์มา ท่านได้มอบหินวิญญาณมาให้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยบอกว่าเป็นค่าเล่าเรียนสำหรับศิษย์เหล่านั้น อีกทั้งยังกำชับว่าให้ผู้อาวุโสห้าอบรมสั่งสอนพวกเขาให้ดีโดยไม่ต้องเกรงใจ" ซ่งอี้จือกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มเจิดจ้า
สำนักฉางชิวไม่มีทางทำเรื่องเหนื่อยเปล่าโดยไม่ได้อะไรตอบแทนหรอก!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสำนักที่แฝงเจตนาอื่นเหล่านี้!
หากไม่รีดไถอะไรมาบ้าง ก็เท่ากับปล่อยให้ความตั้งใจร้ายของพวกเขาลอยนวลไปน่ะสิ!
หรงเยวี่ยหยวนหันหน้าไปมองซ่งอี้จือเล็กน้อย
จอมมารส่งหินวิญญาณมาให้ด้วยงั้นหรือ?
หรงเยวี่ยหยวนอดสงสัยไม่ได้ว่า ตอนนั้นเขาพลาดอะไรไปหรือเปล่า?
จากนั้น หรงเยวี่ยหยวนก็ตระหนักขึ้นมาได้
นี่นางกำลัง... กรรโชกทรัพย์อยู่งั้นหรือ?
คนทั้งสองเองก็รู้ตัวแล้วเช่นกัน พวกเขาลอบด่าทอเสิ่นปู้อยู่ในใจว่าช่างเจ้าเล่ห์นัก ถึงกับปล่อยให้ศิษย์อย่างซ่งอี้จือเป็นคนเอ่ยปากเรื่องแบบนี้ออกมา!
เสิ่นปู้ต้องกลายเป็นแพะรับบาปแทนซ่งอี้จือไปโดยปริยาย
ในที่สุด หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างฉันมิตร ซ่งอี้จือก็เป็นตัวแทนของสำนักฉางชิวรับหินวิญญาณก้อนโตมาสองยอด และผู้อาวุโสทั้งสองยังกล่าวด้วยว่าให้หรงเยวี่ยหยวนลงโทษสั่งสอนศิษย์ของพวกเขาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องยั้งมือ
หลังจากรับหินวิญญาณมาแล้ว เหล่าศิษย์ที่สำนักว่านหมัวและสำนักเหอฮวนพามาก็ถูกเชิญให้เข้าไปในสถานศึกษา
เมื่อภารกิจลุล่วง ผู้อาวุโสทั้งสองที่ต้องสูญเสียหินวิญญาณก้อนโตไปอย่างเจ็บปวดก็ไม่อยู่รั้งรออีกต่อไป
หลังจากส่งผู้อาวุโสทั้งสองกลับไปแล้ว ซ่งอี้จือก็อดไม่ได้ที่จะบิดขี้เกียจ
เมื่อมองดูซ่งอี้จือที่หลุดจากมาดอันสำรวมในพริบตา หรงเยวี่ยหยวนก็กล่าวขึ้น "ข้าจะไปหาท่านเจ้าสำนักสักหน่อย"
เมื่อมองดูถุงเก็บของในมือ น้ำเสียงของหรงเยวี่ยหยวนก็เจือไปด้วยความประหลาดใจ "มิน่าเล่าผู้อาวุโสใหญ่ถึงบอกให้ข้าพาเจ้ามาด้วย ข้าคิดถูกจริงๆ ที่พาเจ้ามา"
เพียงแค่พูดคุยหัวเราะร่วน นางก็จูงจมูกผู้อาวุโสทั้งสองได้สำเร็จ แถมยังกอบโกยหินวิญญาณก้อนโตมาเป็นเงินทุนสนับสนุนได้อีกต่างหาก
"ใช่ไหมล่ะ? ใช่ไหมล่ะ?" ซ่งอี้จือดวงตาโค้งเป็นรูปสระอิ นางยกมือขึ้นเท้าสะเอวอย่างภาคภูมิใจและกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อมว่า "ข้าเคยเรียนศิลปะการพูดมานะ!"
เมื่อก่อนนางเคยลำบากเพราะเรื่องนี้มาไม่น้อย แต่ภายหลังนางก็ทุ่มเทความพยายามและเรียนรู้มันจนได้
เมื่อมองดูแม่หนูน้อยที่กำลังยืดอกอย่างภาคภูมิใจ หรงเยวี่ยหยวนก็หัวเราะเบาๆ
"ไม่เลวเลย" เสิ่นปู้ปรากฏตัวขึ้นถูกจังหวะพอดี ไม่รู้ว่าเขาคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่นี่มาตลอดเลยหรือไม่
หรงเยวี่ยหยวนยื่นถุงเก็บของให้เสิ่นปู้
เสิ่นปู้แบ่งเอาไว้เพียงสองส่วน และคืนส่วนที่เหลือให้หรงเยวี่ยหยวนนำไปจัดการเอง
หรงเยวี่ยหยวนหันกลับมาและมอบหินวิญญาณที่เหลือให้ซ่งอี้จือ
"ผู้อาวุโสห้า ท่านเก็บไว้ก่อนเถิด ไว้ข้าขัดสนเมื่อไหร่จะไปขอจากท่านเอง" ซ่งอี้จือกล่าว
หากนางพกเงินก้อนโตนี้ติดตัวไว้แล้วเกิดพลาดท่าตายด้วยน้ำมือของหลานเชียนเชียนขึ้นมา นั่นไม่เท่ากับทำผลประโยชน์ให้หลานเชียนเชียนหรอกหรือ!
นางยอมให้ผลประโยชน์ตกเป็นของหรงเยวี่ยหยวนดีกว่าตกไปอยู่ในมือของหลานเชียนเชียน!
หรงเยวี่ยหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปเก็บถุงเก็บของไว้ แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางยอดเขาซ่งหนิงพร้อมกับซ่งอี้จือ
แม้ชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าจะงดงาม แต่มันก็เหยียบชายกระโปรงจนสะดุดล้มได้ง่าย ซ่งอี้จือจึงต้องคอยถลกกระโปรงขึ้นและก้าวเดินให้ช้าลง
หลังจากเดินไปได้เพียงสองก้าว ซ่งอี้จือก็เอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของหรงเยวี่ยหยวน เมื่อเห็นเขาหยุดชะงักและหันกลับมามอง นางก็ทำหน้าย่นแล้วกล่าวว่า "ผู้อาวุโสห้า ทำไมท่านไม่พาข้าเหาะกลับไปเลยล่ะ?"
นางไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่นางรู้สึกไม่ชอบชุดกระโปรงที่รุ่มร่ามพวกนี้เอาเสียเลย อาจเป็นเพราะมันไม่สะดวกเวลาต้องหนีเอาชีวิตรอดกระมัง
หรงเยวี่ยหยวนไม่คาดคิดว่าซ่งอี้จือจะไม่ชินกับการสวมใส่เสื้อผ้าเช่นนี้ เขายื่นแขนให้นางจับประคอง "หอไป่ซื่อมีผู้คนพลุกพล่านเดินเข้าออกขวักไขว่ จึงมีกฎห้ามโบยบิน เจ้าจะรอข้าอยู่ที่นี่ก่อนดีหรือไม่?"
"ท่านจะไปหอไป่ซื่อทำไมหรือ?" ซ่งอี้จือถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะโบกมือปฏิเสธสองครั้ง "ไม่เป็นไร ข้ายังทนไหว แค่รองเท้าปักพวกนี้มันใส่ไม่สบาย เดินแค่สองก้าวก็ปวดเท้าแล้ว ไม่รู้ว่า 'ปรมาจารย์' คนไหนเป็นคนทำ!"
เมื่อเทียบกับอาการปวดเท้าแล้ว นางยังคงรู้สึกว่าการใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมน่าจะดีกว่า
หากนางให้หรงเยวี่ยหยวนช่วยพยุงจริงๆ พรุ่งนี้ทั้งสำนักฉางชิวอาจจะมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าซ่งอี้จือกำลังยั่วยวนผู้อาวุโสห้าอย่างหน้าไม่อายก็เป็นได้
นางยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหลายๆ ปีนะ!
เมื่อฟังเสียงบ่นกระปอดกระแปดของซ่งอี้จือแต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมรับความช่วยเหลือ หรงเยวี่ยหยวนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
ความเข้มแข็ง ไม่สิ ความพึ่งพาตัวเองมากเกินไปในเรื่องแบบนี้ ช่างเหมือนกับผู้อาวุโสใหญ่ไม่มีผิดเพี้ยน
"ข้ายังไม่ได้ไปรับเบี้ยหวัดของเดือนนี้เลย" หรงเยวี่ยหยวนเอ่ยอย่างอ่อนโยน โดยไม่คะยั้นคะยออีกต่อไป
เมื่อมองดูซ่งอี้จือที่กำลังทำหน้าง้ำหน้างอด้วยท่าทีขุ่นเคืองสุดขีด ท่าทางสงบนิ่งและสดใสยามที่นางพูดคุยหัวเราะเมื่อครู่หายไปไหนเสียแล้ว?
แม้จะรู้สึกขบขัน แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่ามันช่างดูน่าเอ็นดู
พอหรงเยวี่ยหยวนพูดเช่นนั้น ซ่งอี้จือก็เพิ่งนึกขึ้นได้ "ข้าเองก็ยังไม่ได้รับเบี้ยหวัดเหมือนกันนี่นา! ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ ข้าจะแวะไปรับด้วยเลย"
เมื่อมองดูซ่งอี้จือที่นึกจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ หรงเยวี่ยหยวนก็เอ่ยอย่างขำขัน "ไหนเจ้าบอกว่าเดินแค่สองก้าวก็ปวดเท้าแล้วไม่ใช่หรือ?"
"ข้ายังทนไหว! ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ เร็วเข้า!" ซ่งอี้จือเร่งเร้า
อาการปวดเท้ามันจะไปสำคัญเท่ากับหินวิญญาณได้อย่างไร?
หากนางลังเลแม้แต่เพียงวินาทีเดียว นั่นถือเป็นการลบหลู่หินวิญญาณชัดๆ!
หรงเยวี่ยหยวนส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างจนใจ
หอไป่ซื่อ
เมื่อเห็นหรงเยวี่ยหยวนมาถึง ผู้ดูแลหอไป่ซื่อก็รีบออกมาต้อนรับ นางประสานมือทำความเคารพแล้วกล่าวว่า "ผู้อาวุโสห้า ท่านมีข้อสั่งการใดหรือไม่เจ้าคะ?"
บรรดาศิษย์ที่อยู่บริเวณหอไป่ซื่อต่างก็ค้อมคารวะเมื่อพบเห็นหรงเยวี่ยหยวนเช่นกัน
"ข้ามารับเบี้ยหวัดรายเดือนน่ะ" หรงเยวี่ยหยวนเอ่ยอย่างสุภาพ
ผู้ดูแลเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเบี้ยหวัดของเดือนนี้ยังไม่ได้ให้ศิษย์นำไปส่งที่ยอดเขาเจียวเยวี่ยเลย