เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17: หลอกล่อผู้อาวุโสห้า

บทที่ 17: หลอกล่อผู้อาวุโสห้า

บทที่ 17: หลอกล่อผู้อาวุโสห้า


บทที่ 17: หลอกล่อผู้อาวุโสห้า

ยอดเขาเจียวเยว่

เมื่อซ่งอี้จือและเฟิงอี้อันมาถึงยอดเขา พวกเขาก็เห็นหรงเยว่หยวนกับซ่งลั่วนั่งหารือธุระกันอยู่ที่โต๊ะไม้

ซ่งอี้จือลูบปลายคางพลางทอดมองหรงเยว่หยวนด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์เล็กน้อย

แปลกจริง ทำไมท่านแม่ถึงชอบมาหาผู้อาวุโสห้าเวลาเกิดเรื่องอยู่เรื่อยเลยนะ หรือว่า...

ความคิดของซ่งอี้จือเริ่มล่องลอยไปไกล

บางทีอาจเป็นเพราะสายตาของซ่งอี้จือนั้นจาบจ้วงจนเกินไป หรงเยว่หยวนจึงปรายตามองมาที่นาง

ซ่งอี้จือสงวนท่าทีลงเล็กน้อย จากนั้นก็ขยับไปแอบฟังอยู่วงนอกอย่างเปิดเผย

เมื่อรู้ว่าเรื่องที่ท่านแม่กำลังหารืออยู่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับตน ซ่งอี้จือจึงหมุนตัวเดินไปที่แปลงสมุนไพร

เฟิงอี้อันไม่อาจทำตามใจชอบได้เช่นนั้น เขายืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้าง และหลังจากซ่งลั่วกับหรงเยว่หยวนสนทนากันจบ เขาก็ยกมือขึ้นทาบอกแล้วเอ่ยทักทายคนทั้งสอง

ซ่งลั่วโบกมือ น้ำเสียงเย็นชาของนางอ่อนลงเล็กน้อย "ช่วงหลายวันนี้เจ้ายังปรับตัวได้ดีอยู่หรือไม่?"

"ขอบพระคุณผู้อาวุโสใหญ่ที่ห่วงใย ศิษย์สบายดีมากขอรับ" เฟิงอี้อันเผยรอยยิ้มเบิกบานอย่างจริงใจ "และอาหารที่ซ่งอี้จือทำก็อร่อยมากด้วย"

"นั่นคงเป็นเรื่องเดียวที่นางทำได้ดี" ซ่งลั่วเอ่ย ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงขึ้นจมูก

ทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนไม่เอาไหน ทว่าฝีมือการทำอาหารกลับยอดเยี่ยมเสียจนแม้แต่ผู้อาวุโสที่เขาหลังยังต้องน้ำลายสอ หากเพียงนางแบ่งความตั้งใจในการทำอาหารมาใส่ใจการบำเพ็ญเพียรเพียงสักเสี้ยวหนึ่ง ป่านนี้นางคงสร้างแก่นทองคำสำเร็จไปนานแล้ว

เฟิงอี้อันระบายยิ้ม

แม้ผู้บำเพ็ญวิถีโภชนาจะหาได้ยากยิ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่ซ่งอี้จือจะกลายเป็นผู้บำเพ็ญวิถีโภชนา

ซ่งอี้จือแกล้งตายเงียบๆ

การสงบปากสงบคำในเวลานี้คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด!

ซ่งลั่วหันไปหาหรงเยว่หยวนแล้วกล่าวว่า "บรรดาผู้อาวุโสจากสำนักว่านหมัวและสำนักเหอฮวนจะมาถึงในช่วงบ่ายนี้ ท่านเจ้าสำนักสะบัดมือไม่ขอรับรู้ ข้าเองก็มีธุระรัดตัวมากมาย เรื่องนี้จึงต้องรบกวนท่านแล้ว หากท่านรับมือตามลำพังไม่ไหว ก็พาซ่งอี้จือไปด้วยเถิด นางอาจจะไม่เอาไหนเรื่องอื่น แต่ฝีปากของนางนั้นนับว่าใช้การได้ทีเดียว"

เด็กคนนี้ ผู้อาวุโสห้าน่ะ ใช่ ถึงแม้เด็กอย่างผู้อาวุโสห้าจะพอรู้มารยาททางสังคมอยู่บ้าง แต่เขาไม่ใช่คู่ต่อกรของพวกตาเฒ่านั่นอย่างแน่นอน หากเขาไปคนเดียว เกรงว่าสนทนากันไม่ทันพ้นสามประโยคก็คงได้ลงไม้ลงมือกันแล้ว

หากเกิดการต่อสู้ขึ้น ย่อมทำลายความสงบสุขของสามสำนักลงอย่างแน่นอน ดังนั้นผู้อาวุโสห้าจะเผชิญหน้ากับพวกจิ้งจอกเฒ่าเหล่านั้นตามลำพังไม่ได้เด็ดขาด

แต่ซ่งอี้จือนั้นต่างออกไป นางเลือกที่จะใช้ฝีปากมากกว่าการลงไม้ลงมือ ตั้งแต่เล็กจนโต มีแต่นางเท่านั้นที่ทำให้ผู้อื่นโมโหจนแทบคลั่ง ไม่เคยมีใครทำให้นางโมโหได้เลย

สรุปก็คือ หากมีเด็กคนนี้คอยติดตามไปด้วย ผู้อาวุโสห้าก็น่าจะรับมือกับพวกจิ้งจอกเฒ่าเหล่านั้นได้

ซ่งอี้จือ "..."

ท่านแม่ นั่นถือเป็นคำชมหรือเปล่าเจ้าคะ?

ใช่ไหม?

หรงเยว่หยวนอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นคลึงหว่างคิ้ว ใบหน้าที่มักจะดูอ่อนโยนอยู่เป็นนิจปรากฏร่องรอยของความต่อต้านและเย็นชาขึ้นมาสายหนึ่ง

นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ว่าจะพาซ่งอี้จือไปด้วยหรือไม่แล้ว

เขาไม่ใช่คนเข้าสังคมไม่เก่ง แต่เขาไม่ชอบต่างหาก ดังนั้นโดยปกติแล้วผู้อาวุโสท่านอื่นจึงเป็นผู้จัดการเรื่องพรรค์นี้ ตอนนี้ถึงคราวของเขาแล้ว ช่าง...

ซ่งลั่วเองก็ปวดหัวเช่นกัน

ทางฝั่งแดนมารนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ ตั้งแต่วันที่ศิษย์เผ่ามารตบเท้าเข้ามาเรียนในสถานศึกษา นางก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องมีวันนี้

แต่นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าท้ายที่สุดแล้วภาระนี้จะตกไปอยู่ในมือของผู้อาวุโสห้า

ผู้อาวุโสห้าดูราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิอันอ่อนโยน แต่อารมณ์ของผู้บำเพ็ญกระบี่นั้น อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าไม่ค่อยจะดีนัก

สามสำนักดูเหมือนจะสมานฉันท์ แต่แท้จริงแล้วต่างฝ่ายต่างก็ซ่อนเร้นความนัย เบื้องหน้าปรองดองทว่าเบื้องหลังกลับไม่เป็นเช่นนั้น พวกจิ้งจอกเฒ่าเหล่านั้นชอบพูดจาอ้อมค้อม หลายครั้งที่เสียเวลาไปเป็นชั่วยามก็ยังไม่เข้าเรื่องเสียที

จากความเข้าใจที่นางมีต่อผู้อาวุโสห้า เขาอาจจะชักกระบี่ออกมาตั้งแต่ยังสนทนากันไม่พ้นสามประโยคด้วยซ้ำ

ปวดหัว!

ปวดหัวเสียจริง!

ขณะที่กำลังปลูกสมุนไพร ความคิดของซ่งอี้จือก็แล่นปรู๊ดปร๊าด

ในเมื่อเผ่ามารส่งศิษย์มาศึกษาที่สำนักฉางชิว สำนักว่านหมัวและสำนักเหอฮวนย่อมไม่ยอมนั่งอยู่เฉยๆ แน่ พวกเขาคงอยากจะส่งศิษย์มาศึกษาด้วยเช่นกัน

ส่วนจะมาศึกษาจริงๆ หรือไม่นั้น ย่อมไม่มีใครรู้

มิน่าเล่าท่านแม่กับผู้อาวุโสห้าถึงได้มีสีหน้าปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นนั้น สามสำนักมักจะปรองดองกันแค่เปลือกนอกมาแต่ไหนแต่ไร การมีศิษย์ที่แอบแฝงเจตนาเข้ามาในสำนักเพิ่มขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่ชวนให้ปวดหัวจริงๆ

"ปฏิเสธไม่ได้หรือเจ้าคะ?" ซ่งอี้จือภูมิใจในตัวเองที่เปรียบดั่งเสื้อกันหนาวตัวน้อยแสนรู้ใจ และพร้อมที่จะช่วยแบ่งเบาความกังวลของท่านแม่

"เรื่องนี้ปฏิเสธได้หรือ?" ซ่งลั่วปรายตามองซ่งอี้จือ

เมื่อเห็นว่าเส้นผมที่ปล่อยสยายอยู่ด้านหลังของบุตรสาวร่วงหล่นลงมาปรกหน้าปรกตาจนเกะกะ ซ่งลั่วจึงยกมือขึ้น ใช้มนตราดึงผ้ามัดผมมารวบเรือนผมอันงดงามของนางขึ้นไป

หากพวกเขาปฏิเสธ สำนักว่านหมัวและสำนักเหอฮวนย่อมครหาว่าสำนักฉางชิวของพวกเขาลำเอียง ทั้งยังดูแคลนศิษย์จากทั้งสองสำนัก

ถึงตอนนั้น สำนักฉางชิวก็คงกลายเป็นเหมือนตือโป๊ยก่ายส่องกระจก ที่มองมุมไหนก็ดูไม่จืด

เมื่อนึกถึงบรรดาผู้อาวุโสที่รับมือยากเหล่านั้น ซ่งลั่วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา

หากไม่ได้ติดที่ฐานะค้ำคออยู่ นางอยากจะจับพวกจิ้งจอกเฒ่าเหล่านั้นคลุมถุงชนแล้วซ้อมให้หนำใจจริงๆ!

"ก็จริงนะเจ้าคะ" ซ่งอี้จือขยับตัวและก้มหน้าก้มตาปลูกพืชวิญญาณต่อไป "ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้ ก็แค่ตอบรับไปสิเจ้าคะ"

ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ!

"..." หรงเยว่หยวนยกมือขึ้นคลึงหว่างคิ้วอีกครั้ง ก่อนจะถ่ายทอดความคิดของตนให้ซ่งลั่วฟัง "ผู้อาวุโสใหญ่ ข้าไม่อยากสั่งสอนศิษย์มากมายปานนั้นจริงๆ"

"ผู้อาวุโสสี่กำลังสอนศิษย์ใหม่ ผู้อาวุโสสองกำลังหลอมโอสถ และผู้อาวุโสสามกำลังหลอมศาสตรา" ซ่งลั่วเอ่ยจบก็พูดให้กำลังใจ "ผู้อาวุโสห้า เรื่องสำคัญเช่นนี้ต้องรบกวนท่านจัดการแล้ว!"

"แล้วท่านเล่า ผู้อาวุโสใหญ่?" หรงเยว่หยวนเอ่ยเสียงเรียบ

หากเทียบกับตัวเขาแล้ว ผู้อาวุโสใหญ่ย่อมเหมาะสมกว่ามิใช่หรือ?

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งอี้จือก็ตกใจจนก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น นางโบกพลั่วไปมา แสดงออกถึงการปฏิเสธอย่างสุดชีวิต "ท่านแม่ทำไม่ได้นะเจ้าคะ! หากท่านแม่ไป พวกเราคงไม่มีทางรอด... แค่กๆ หมายถึงท่านแม่มักจะยุ่งมากและไม่มีเวลาเลยต่างหากเจ้าค่ะ!"

ภายใต้สายตาของซ่งลั่ว ซ่งอี้จือก็รีบพลิกลิ้นเปลี่ยนคำพูดอย่างรู้กาลเทศะ

พูดก็พูดเถอะ การสอนของท่านแม่เข้มงวดกว่าผู้อาวุโสห้าเป็นร้อยเท่า หากท่านแม่ไปสอน รับรองว่าภายในสามวันต้องมีเสียงโอดครวญดังระงมแน่นอน

แม้ว่าอาจารย์ที่เข้มงวดจะสร้างศิษย์ที่ยอดเยี่ยม แต่ความยากลำบากที่ตามมาก็ใช่ว่าทุกคนจะทนรับไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านแม่เป็นคนอารมณ์ร้าย

สรุปก็คือ เพื่อความสงบสุขของสามสำนัก และเพื่อความสงบสุขระหว่างแดนมารกับโลกผู้บำเพ็ญเพียร ท่านแม่ไม่สมควรไปอย่างยิ่ง

หรงเยว่หยวนละสายตาจากซ่งอี้จือกลับมาที่ซ่งลั่ว

"นี่ก็นับว่าเป็นการบำเพ็ญเพียรรูปแบบหนึ่งเช่นกัน" ซ่งลั่วกล่าวอย่างจริงจังหน้าตาย

สหายเต๋ารับเคราะห์ ดีกว่าตนเองรับเคราะห์ ตอนนี้ขอแค่หลอกล่อผู้อาวุโสห้าสักหน่อยก็แล้วกัน อย่างไรเสีย สอนคนเดียวก็คือสอน สอนเป็นกลุ่มก็คือสอนเหมือนกัน

อีกอย่าง ศิษย์เหล่านั้นก็ไม่น่าจะสอนยากสอนเย็นเท่าบุตรสาวของนางหรอกมั้ง

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เครื่องหมายคำถามก็ผุดขึ้นในหัวของซ่งอี้จือ

ท่านแม่ ท่านกำลังพูดจาเหลวไหลอันใดอยู่?

การสอนศิษย์กลายเป็นการบำเพ็ญเพียรไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?

นั่นมันเป็นสิ่งที่ตัดสินด้วยการเป่ายิ้งฉุบ ใครแพ้คนนั้นไปไม่ใช่หรือ?

ท่านแม่ ท่านกำลังหลอกล่อผู้อาวุโสห้าอยู่นะ!

เมื่อเห็นว่าหรงเยว่หยวนเริ่มมีท่าทีลังเล ซ่งลั่วก็กล่าวต่อ "เส้นทางของท่านราบรื่นเกินไปแล้ว ตอนนี้ลองหันกลับไปทบทวนอดีตเพื่อตระหนักรู้ถึงปัจจุบันดูบ้างจะเป็นไรไป?"

ใบหน้าของซ่งอี้จือเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

ทว่า หรงเยว่หยวนกลับเชื่อคำพูดไร้สาระของซ่งลั่วเสียสนิทใจ เขาพยักหน้าและตอบตกลงอย่างนุ่มนวล "ข้ารับปาก"

ซ่งอี้จือกลอกตา นางไม่รู้สึกประหลาดใจเลยสักนิด

ท้ายที่สุดแล้ว หรงเยว่หยวนก็เคยกล่าววาจาเหลวไหลทำนองว่าการปลูกพืชก็คือการบำเพ็ญเพียรมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม เฟิงอี้อันที่อยู่ด้านข้างกลับผงะไปเล็กน้อย

เขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักฉางชิวจะถูกหลอกล่อได้ง่ายดายถึงเพียงนี้

หลังจากจัดการธุระกับหรงเยว่หยวนเสร็จสิ้น ซ่งลั่วก็จากไป

"ผู้อาวุโสห้าเจ้าคะ" ซ่งอี้จือมองหรงเยว่หยวนที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ด้านข้าง พยายามทำให้เขาตระหนักว่าตนเองถูกหลอกเข้าแล้ว "เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านแม่..."

หรงเยว่หยวนมองซ่งอี้จือ ดวงตางดงามคู่นั้นสงบนิ่ง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน "ข้ารู้"

แปดในสิบส่วนของสิ่งที่ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวมา ล้วนตั้งใจจะหลอกล่อเขาทั้งสิ้น

"แต่สิ่งที่ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวมาก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล" หรงเยว่หยวนเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทีครุ่นคิด "ทบทวนอดีตเพื่อตระหนักรู้ถึงปัจจุบัน นั่นมิใช่รูปแบบหนึ่งของการบำเพ็ญเพียรหรอกหรือ?"

ซ่งอี้จือ "..."

เขาเกินเยียวยาแล้ว!

เฟิงอี้อันถึงกับสำลัก

จะบอกว่าผู้อาวุโสห้าหลอกง่าย เขากลับรู้ทัน

จะบอกว่าเขาหลอกไม่ง่าย เขาก็รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังยอมถูกหลอกอยู่ดี

จบบทที่ บทที่ 17: หลอกล่อผู้อาวุโสห้า

คัดลอกลิงก์แล้ว