- หน้าแรก
- ตัวอย่างเลวร้ายประจำสำนักน่ะหรือก็ข้าคนนี้นี่ไง
- บทที่ 5 หลานซีซีบาดเจ็บ
บทที่ 5 หลานซีซีบาดเจ็บ
บทที่ 5 หลานซีซีบาดเจ็บ
บทที่ 5 หลานซีซีบาดเจ็บ
ซ่งอี้จือคืนหนังสือให้หรงเยว่หยวน ก่อนจะหันกลับไปเริ่มถางป่าพรวนดินต่อ
หรงเยว่หยวนรับมา เขาก้มมองหนังสือในมือแวบหนึ่ง
แม้ว่าตัวเขาเองจะสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาได้จากการอ่านเพียงสองหรือสามครั้ง ทว่าการที่ซ่งอี้จือเข้าใจมันได้ทะลุปรุโปร่งจากการอ่านแค่สามรอบก็นับว่าเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจริงๆ
มีพรสวรรค์ล้ำเลิศถึงเพียงนี้ จะไม่ยอมบำเพ็ญเพียรได้อย่างไร!
"ผู้อาวุโสห้า ผู้อาวุโสสี่พาศิษย์มาขอเข้าพบขอรับ" ศิษย์กวาดลานที่อยู่ตีนเขาส่งกระแสเสียงผ่านพลังวิญญาณขึ้นมารายงาน
"เชิญพวกเขาเข้ามาเถอะ" หรงเยว่หยวนเอ่ย
ศิษย์ผู้นั้นขานรับ
เพียงชั่วครู่ ผู้อาวุโสสี่ก็มาถึงยอดเขาพร้อมกับหลานเชียนเชียน ศิษย์สายตรงที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่
ผู้อาวุโสสี่พยักหน้าทักทายผู้อาวุโสห้า จากนั้นก็เดินตรงไปยังซ่งอี้จือที่อยู่ไม่ไกล "ซ่งอี้จือ ในแปลงของเจ้าปลูกหญ้าห้ามเลือดไว้บ้างหรือไม่?"
ซ่งอี้จือโค้งคารวะผู้อาวุโสสี่ "ปลูกไว้เจ้าค่ะ ทว่าเมื่อสองวันก่อนตอนที่มันโตเต็มที่ ศิษย์ได้เก็บเกี่ยวและนำไปตากแห้งเพื่อเก็บไว้ใช้แล้ว"
จู่ๆ ไร้สาเหตุ ทำไมผู้อาวุโสสี่ถึงเจาะจงมาขอหญ้าห้ามเลือดจากนาง? หญ้าห้ามเลือดไม่ใช่สมุนไพรมีค่าอะไรเสียหน่อย
ซ่งอี้จืออดสงสัยไม่ได้ นางเหลือบสายตามองไป ก็เห็นหลานเชียนเชียนยืนกุมแขนอยู่ด้านข้าง อาภรณ์สีขาวของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดจำนวนมาก และบาดแผลนั้นก็ยังมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด
ซ่งอี้จือกระจ่างแจ้งในทันที
ผู้อาวุโสสี่ดูมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
ซ่งอี้จือไม่ได้ซักไซ้ต่อ นางก้มหน้าก้มตาถอนวัชพืชและถางที่ดินของตนต่อไป
หลานเชียนเชียนยืนอยู่ด้านข้าง สายตาจ้องมองไปทางหรงเยว่หยวนที่เคยปฏิเสธนาง ก่อนจะตวัดมองซ่งอี้จือที่กำลังขุดดินอยู่ไม่ไกล แววตาของนางทั้งเย็นเยียบและมืดมน
ผู้ฝึกตนหญิงคนนี้เป็นศิษย์ของยอดเขาเจียวเยว่จริงๆ งั้นหรือ?!
อย่างไรเสียหรงเยว่หยวนก็เป็นถึงผู้อาวุโส เขาไม่สามารถแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นแบบซ่งอี้จือได้ จึงเอ่ยถามตามมารยาท "เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
"นางคือหลานเชียนเชียน ศิษย์สายตรงที่ข้าเพิ่งรับเข้ามา" ผู้อาวุโสสี่กล่าว "เด็กคนนี้พลาดพลั้งถูกข่วนที่แขนระหว่างประลองกับศิษย์พี่ ร่างกายของนางมีสภาวะพิเศษ ยาห้ามเลือดทั่วไปจึงไร้ผล แม้แต่หญ้าห้ามเลือดตากแห้งก็ใช้การไม่ได้เช่นกัน"
หรงเยว่หยวนพยักหน้ารับเบาๆ
หญ้าห้ามเลือดสดๆ ย่อมมีสรรพคุณทางยาดีกว่าแบบตากแห้ง ทว่าหญ้าห้ามเลือดสดนั้นเก็บรักษายาก ผู้อาวุโสสองคงมีแต่แบบตากแห้งสำรองไว้เท่านั้น
มิน่าเล่าผู้อาวุโสสี่ถึงได้รีบร้อนพาหลานเชียนเชียนมาที่นี่ เขาคงคิดว่าซ่งอี้จืออาจจะกำลังปลูกหญ้าห้ามเลือดอยู่
ซ่งอี้จือแค่นเสียงหัวเราะหยันในใจ
นางไม่รู้จริงๆ ว่าหลานเชียนเชียนคิดจะทำอะไรกันแน่ ศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสสี่ทุกคนล้วนมีระดับการบำเพ็ญเพียรขั้นต่ำอยู่ที่ระดับจินตัน ทว่าหลานเชียนเชียนเพิ่งเข้ามาก็รี่ไปประลองกับศิษย์พี่เสียแล้ว ช่าง... จุ๊ๆ
เมื่อนึกถึงความเมตตาที่ผู้อาวุโสสี่เคยมีต่อนาง ซ่งอี้จือจึงหยิบขวดกระเบื้องเคลือบบรรจุผงหญ้าห้ามเลือดออกมาส่งให้ "นี่คือหญ้าห้ามเลือดที่ศิษย์ปลูกเองเจ้าค่ะ"
ผู้อาวุโสสี่หันมองหลานเชียนเชียนที่ใบหน้าซีดเผือดจากการสูญเสียเลือดมากเกินไป จึงทำได้เพียงลองใช้ดูเป็นหนทางสุดท้าย
เขารับขวดกระเบื้องเคลือบมา และโรยผงสีน้ำตาลลงบนบาดแผลของหลานเชียนเชียน
หลานเชียนเชียนสูดปาก ดวงตาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากด่าทอว่ายานี้ช่างไร้ประโยชน์ นางก็สังเกตเห็นว่าเลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลเริ่มช้าลงแล้ว
"ได้ผลนี่!" ในที่สุดผู้อาวุโสสี่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาสร้างมุทราพันแผลให้หลานเชียนเชียนอย่างรวดเร็ว
"ซ่งอี้จือ วันนี้ต้องขอบใจเจ้ามากจริงๆ" ผู้อาวุโสสี่กล่าว จากนั้นเขาก็หยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมาและยื่นให้ "แค่ของเล็กๆ น้อยๆ โปรดอย่าปฏิเสธเลย"
คิดไม่ถึงเลยว่าหญ้าห้ามเลือดที่ซ่งอี้จือปลูกจะได้ผลจริงๆ บางทีซ่งอี้จืออาจจะมีพรสวรรค์ด้านการเพาะปลูกกระมัง?
ซ่งอี้จือรับมา ดวงตาโค้งลงเป็นรอยยิ้มขณะเอ่ยว่า "ผู้อาวุโสสี่ดูแลศิษย์เป็นอย่างดี ศิษย์ย่อมต้องรู้จักตอบแทนพระคุณเจ้าค่ะ!"
หากเป็นหลานเชียนเชียนมาขอเอง นางยอมเอาหญ้าห้ามเลือดไปโยนให้สุนัขกินเสียดีกว่าจะให้สตรีผู้นี้ ทว่าคนที่ออกปากขอคือผู้อาวุโสสี่ ในเมื่อผู้อาวุโสสี่เอ่ยปาก นางก็ไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อเห็นท่าทางร่าเริงและภาคภูมิใจของซ่งอี้จือ ผู้อาวุโสสี่ก็ส่ายหน้า ก่อนจะกล่าวว่า "ซ่งอี้จือ ข้าอยากขอซื้อหญ้าห้ามเลือดจากเจ้าเพิ่มสักหน่อย"
ด้วยสภาวะร่างกายของเด็กหลานเชียนเชียนผู้นี้ หากไม่เตรียมหญ้าห้ามเลือดสำรองไว้ให้มากหน่อย การได้รับบาดเจ็บระหว่างการฝึกฝนอาจส่งผลถึงชีวิตของนางได้
ซ่งอี้จืออยากจะปฏิเสธ ทว่าเมื่อมองสบแววตาคาดหวังของผู้อาวุโสสี่ นางก็ลอบถอนหายใจในใจ นางหยิบถุงใส่หญ้าห้ามเลือดส่งให้ "ถือเสียว่านี่เป็นของกำนัลแสดงความกตัญญูที่ศิษย์มอบให้ผู้อาวุโสสี่ก็แล้วกันเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นไม่ได้หรอก" ผู้อาวุโสสี่หยิบหินวิญญาณจำนวนหนึ่งซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าราคาตลาดถึงสองส่วนส่งให้ซ่งอี้จือ จากนั้นหลังจากสนทนากับหรงเยว่หยวนอีกไม่กี่คำ เขาก็ขอตัวลากลับไป
ก่อนจากไป หลานเชียนเชียนที่กุมแขนอยู่ก็หันมากล่าวกับซ่งอี้จือว่า "ข้าจะตอบแทนเจ้าแน่"
ซ่งอี้จือรู้สึกขยะแขยงจนขนลุกซู่ไปทั้งตัวในทันที
ถ้านางอยากจะตอบแทนจริงๆ ก็ควรไสหัวไปอยู่ให้ห่างจากนางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้สิ!
แบบนั้นถึงจะเรียกว่าเป็นการตอบแทน!
อย่างไรก็ตาม จากความเข้าใจที่นางมีต่อหลานเชียนเชียน การตอบแทนของสตรีผู้นี้คงไม่ใช่เรื่องดีงามอะไรแน่
ซ่งอี้จือที่มัวแต่ง่วนอยู่กับการขุดดินและถางป่า ลืมเรื่องนี้ไปจนหมดสิ้นภายในเวลาไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ
ทว่า...
สามวันต่อมา
เมื่อซ่งอี้จือเห็นหลานเชียนเชียนยืนอยู่ไม่ไกล นางอยากจะชี้หน้าด่าวิถีสวรรค์เฮงซวยเหลือเกิน ว่ามีความอาฆาตมาดร้ายต่อนางลึกซึ้งเพียงใดกันแน่!
เมื่อมองดูหลานเชียนเชียนที่กำลังแย้มยิ้มบานสะพรั่งดั่งดอกไม้ ซ่งอี้จือก็รู้ได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้กำลังจะนำเรื่องปวดหัวมาให้ตนอีกแล้ว
"ต้องขอบคุณหญ้าห้ามเลือดของศิษย์พี่ซ่ง ตอนนี้ข้าหายดีแล้ว" หลานเชียนเชียนเผยรอยยิ้มงดงาม ท่าทางเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ "ข้าได้ยินมาว่าศิษย์พี่ซ่งชอบทานขนม นี่คือขนมแผ่นเมฆาหยกขาวที่ข้าลงมือทำเอง หากศิษย์พี่ซ่งไม่รังเกียจ เชิญลองชิมดูสักหน่อยเถิด"
คำพูดของนางหมายความว่าถ้านางไม่ยอมชิม ก็จะกลายเป็นว่านางดูแคลนงั้นสิ?
ช่างน่ารำคาญไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ...
แต่ทำไมพวกศิษย์กวาดลานถึงปล่อยให้นางเข้ามาได้เนี่ย?!
ซ่งอี้จือละสายตากลับมาและลงมือแกว่งจอบถอนวัชพืชถางดินต่อไป พลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า "ข้ากำลังขุดดินอยู่ ไว้ข้าทำเสร็จแล้วค่อยคุยกันเถอะ"
นางไม่มีบุญวาสนาพอที่จะเพลิดเพลินกับขนมที่หลานเชียนเชียนทำเองหรอก ให้นางเอาไปให้บรรดาบุรุษรู้ใจของนางกินดีกว่า!
ถึงนางจะไม่กลัวตาย แต่นางก็ยังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักหลายๆ ปีนะ
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลานเชียนเชียนไม่เปลี่ยนแปลง นางวางกล่องอาหารไว้ด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า "ให้ข้าช่วยศิษย์พี่ซ่งเถอะ!"
ซ่งอี้จือมองหลานเชียนเชียนที่ดูเหมือนจะพร้อมลงมือขุดดินจริงๆ "เจ้าเพิ่งเข้าสำนักฉางชิวมา ไม่ยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรหรอกหรือ?"
ตามหลักแล้ว เวลานี้หลานเชียนเชียนควรจะกำลังขยันขันแข็งบำเพ็ญเพียรอยู่ไม่ใช่หรือไง?
หลานเชียนเชียนเป็นพวกคลั่งไคล้การฝึกวิชาไม่ใช่เหรอ?
นางถึงขนาดยอมเสียเวลาเจาะจงมาเพื่อขอบคุณนางเนี่ยนะ... คำพังเพยนั้นว่ายังไงนะ? พังพอนอวยพรปีใหม่ไก่ ย่อมไม่มีเจตนาดี!
"การทดแทนบุญคุณผู้มีพระคุณก็สำคัญมากเช่นกัน" หลานเชียนเชียนแย้มยิ้ม นางหยิบจอบที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาและเตรียมจะเริ่มลงมือขุด
ทันใดนั้น หรงเยว่หยวนก็เดินออกจากเรือนพัก เขาจัดเสื้อคลุมตัวนอกให้เรียบร้อยและเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มว่า "ซ่งอี้จือ ถึงเวลาที่เจ้าต้องฝึกเพลงกระบี่แล้ว" หลังจากเอ่ยจบ เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นหลานเชียนเชียนยืนอยู่ด้านข้าง
เมื่อเห็นจอบในมือของหลานเชียนเชียน หรงเยว่หยวนก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ น้ำเสียงอ่อนโยนของเขาแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย "เป็นถึงศิษย์ใหม่กลับว่างงานถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
แค่ซ่งอี้จือไม่อยากบำเพ็ญเพียรก็น่าปวดหัวพออยู่แล้ว ศิษย์ใหม่คนนี้ยังจะเป็นอะไรไปอีก?
หรือว่าเดี๋ยวนี้ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ทุกคนล้วนอยากจะมาทำไร่ไถนากันหมด?
???
หลานเชียนเชียนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการที่นางขุดดินถึงถูกมองว่าว่างงาน ในขณะที่ซ่งอี้จือขุดดินกลับไม่เป็นไร
ซ่งอี้จือมองสีหน้าที่จู่ๆ ก็เต็มไปด้วยความงุนงงและน้อยเนื้อต่ำใจของหลานเชียนเชียน นางก็แอบก้มหน้าลงต่ำ ลอบกลั้นหัวเราะอย่างเงียบๆ
หรงเยว่หยวนน่าจะเป็นคนแรกเลยมั้งที่ว่าหลานเชียนเชียนเป็นพวกว่างงานน่ะ?
แถมคนคนนั้นยังต้องเป็นหรงเยว่หยวนเสียด้วย! เมื่อได้เห็นสีหน้าสุดจะกล้ำกลืนฝืนทนจนเถียงไม่ออกของหลานเชียนเชียน อารมณ์ของนางก็เบิกบานขึ้นมาทันที!