- หน้าแรก
- ตัวอย่างเลวร้ายประจำสำนักน่ะหรือก็ข้าคนนี้นี่ไง
- บทที่ 3: พูดกันตามตรง
บทที่ 3: พูดกันตามตรง
บทที่ 3: พูดกันตามตรง
บทที่ 3: พูดกันตามตรง
หรงเยวี่ยหยวนเงียบไปเป็นเวลานาน ในขณะที่ซ่งอี่จือกำลังจะหันหลังกลับ เขาก็เปลี่ยนคำถาม "หลายปีมานี้เจ้าไม่ได้แอบบำเพ็ญเพียรเลยหรือ?"
"เปล่า" ซ่งอี่จือยกมือขึ้นขยี้ผม ดูหนักใจเป็นอย่างมาก "ข้าก็มีเรื่องอยากจะถามเหมือนกัน หรงเยวี่ยหยวน ผู้อาวุโสห้า ท่านไปพูดอะไรกับท่านแม่กันแน่?"
นางรู้สึกว่าตัวเองทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวสุดๆ แล้วนะ!
นางไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวาย ไม่ได้สร้างปัญหา วันๆ ขลุกอยู่แต่ในเรือน สายตามองเพียงแปลงนาที่ภูเขาด้านหลัง แล้วทำไมนางถึงยังถูกเพ่งเล็งอยู่อีกเล่า?
นางไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ!
"หยกหากไม่เจียระไนย่อมไม่อาจเป็นเครื่องประดับ พรสวรรค์ของเจ้านับว่าหาได้ยากยิ่งในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ข้าเพียงบอกผู้อาวุโสใหญ่ว่าข้ายินดีลองสอนเจ้าบำเพ็ญเพียรดู" หรงเยวี่ยหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ซ่งอี่จือ "..."
หรงเยวี่ยหยวน นี่ท่านว่างมากนักหรือไง?
บรรดาศิษย์ที่อยากให้ท่านสอนสามารถไปยืนต่อแถววนรอบสำนักฉางชิวได้ตั้งยี่สิบกว่ารอบ ทำไมท่านไม่ไปหาศิษย์พวกนั้น ทำไมต้องมาเจาะจงที่ข้าด้วย?!
ซ่งอี่จือแทบจะสติแตกอยู่แล้ว
"ผู้อาวุโสห้า เป้าหมายในชีวิตของคนเราไม่เหมือนกันหรอกนะ" ซ่งอี่จือพยายามอธิบายเหตุผลและหว่านล้อมหรงเยวี่ยหยวนให้นางกลับไป "เป้าหมายของท่านคือการเลื่อนขั้นบรรลุเซียนสู่แดนเบื้องบน หากมีคนสั่งให้ท่านไปทำนา ท่านก็คงทุบตีเขาจนตาย ในทำนองเดียวกัน ข้าแค่อยากจะปลูกผักทำนา การมาบังคับให้ข้าบำเพ็ญเพียรก็เป็นการสร้างความลำบากใจให้ข้าเช่นกัน"
"เหตุใดเป้าหมายของข้าจึงเป็นการบรรลุเซียนเล่า?" หรงเยวี่ยหยวนอดไม่ได้ที่จะทบทวนความจำ เขาไม่เคยบอกใครเลยนะว่าเป้าหมายของเขาคือการบรรลุเซียนใช่หรือไม่?
ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะในทุกๆ ชาติภพ ท่านสามารถบรรลุเซียนได้ภายในสามร้อยปีน่ะสิ!
ซ่งอี่จือบ่นพึมพำในใจ
"หรือว่าเป้าหมายของผู้อาวุโสห้าคือการห่วงใยสรรพสัตว์ทั้งมวล?" ซ่งอี่จือเอ่ยถาม โดยไม่รอให้หรงเยวี่ยหยวนตอบ นางก็หัวเราะออกมาก่อน "ใครๆ ต่างก็บอกว่าผู้อาวุโสห้าบำเพ็ญวิถีไร้ใจไม่ใช่หรือ?"
ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของหรงเยวี่ยหยวน ประกอบกับนิสัยที่ค่อนข้างรักสันโดษและไร้สหายของเขา ทำให้เกิดข่าวลืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเขาบำเพ็ญวิถีไร้ใจ และข่าวลือนี้ก็ค่อนข้างน่าเชื่อถือเสียด้วย
หรงเยวี่ยหยวนรู้ตัวดีว่าตนเองออกจะเย็นชาและเฉยเมยไปบ้าง แต่นี่คือความเย็นชาและเฉยเมย ไม่ใช่การไร้หัวใจไร้ความรู้สึก
"ข้าดูเหมือนคนที่บำเพ็ญวิถีไร้ใจงั้นหรือ?" หรงเยวี่ยหยวนพูดจบก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นซ่งอี่จือพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
แม่หนูน้อยคนนี้ ช่างจริงๆ เลย...
"การทำนาก็ไม่ได้ขัดขวางการบำเพ็ญเพียรเสียหน่อย" หรงเยวี่ยหยวนดึงหัวข้อสนทนากลับมาที่เรื่องบำเพ็ญเพียร "ในบางแง่มุม การทำนาก็ถือเป็นการบำเพ็ญเพียรรูปแบบหนึ่งไม่ใช่หรือ?"
สำหรับการทำนานั้น เขาไม่ได้คิดว่ามันเป็นการละทิ้งความทะเยอทะยาน หากตั้งใจทำอย่างแท้จริง มันก็สามารถใช้เป็นวิถีในการบำเพ็ญเพียรได้ ซึ่งก็ไม่เลวเลย
ท้ายที่สุดแล้ว มรรคานั้นมีถึงสามพันวิถี แต่สุดท้ายล้วนบรรจบที่จุดมุ่งหมายเดียวกัน
ซ่งอี่จือ "..."
ฟังดู ฟังดูสิ นี่มันภาษาคนหรือไง?!
ทำนาก็เป็นการบำเพ็ญเพียรได้ด้วยเหรอ!?
ไปลงนรกซะเถอะ!
ทั้งโลกคงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นแหละที่สามารถพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ออกมาได้!
สมกับเป็นคนบ้าการบำเพ็ญเพียรจริงๆ!
"มีคำกล่าวว่า แตงที่ฝืนเด็ดจากเถา ย่อมไม่หวาน" ซ่งอี่จืออดไม่ได้ที่จะย่นใบหน้าอันงดงามของนาง น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย "ผู้อาวุโสห้า ใจข้าไม่ได้อยู่ที่การบำเพ็ญเพียรเลย!"
หรงเยวี่ยหยวนไม่เข้าใจ
"ทำไมล่ะ?" หรงเยวี่ยหยวนไม่ได้โกรธหรือมีท่าทีร้อนรน น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งและแฝงความสงสัย "เจ้าไม่อยากมีชีวิตยืนยาวหรือ?"
ละทิ้งเรื่องอื่นไปก่อน ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรปัจจุบันของซ่งอี่จือ อายุขัยของนางอย่างมากก็คงอยู่ได้ราวๆ สองร้อยปีเท่านั้น
ใครๆ ก็กลัวตาย แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ซ่งอี่จือไม่กลัวตายงั้นหรือ?
"..." ซ่งอี่จือไม่ได้ตอบคำถามของหรงเยวี่ยหยวน นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามสดใส
แน่นอนว่านางอยากมีอายุยืนยาว แต่นางรู้ดีว่าไม่ว่าจะทำอะไร สุดท้ายนางก็ต้องตายอยู่ดี
ในเมื่อท้ายที่สุดก็ต้องตายอยู่แล้ว สู้ปล่อยตัวตามสบายแล้วนอนรอความตายไปไม่ดีกว่าหรือ?
"เจ้าไม่กลัวความตายงั้นหรือ?" หรงเยวี่ยหยวนเอ่ยถาม
ซ่งอี่จือครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างกำกวม "ก็เฉยๆ มั้ง?"
คนเราล้วนหวาดกลัวความตาย แต่หลังจากตายมาหลายครั้งเกินไปก็เริ่มจะไม่กลัวแล้ว อย่างมากก็แค่รู้สึกเจ็บนิดหน่อยเท่านั้น
หรงเยวี่ยหยวนมองไปที่ซ่งอี่จือ
นางเป็นเพียงเด็กสาวที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีแท้ๆ แต่เหตุใดรอบตัวนางถึงได้มีกลิ่นอายแห่งความร่วงโรยแผ่ออกมาได้เล่า?
"ซ่งอี่จือ" หรงเยวี่ยหยวนเอ่ย "เจ้าเคยเผชิญกับเรื่องใดมากันแน่?"
เขาควรจะสืบเรื่องราวในอดีตของซ่งอี่จือเสียหน่อย
ซ่งอี่จือละสายตากลับมามองที่หรงเยวี่ยหยวน เมื่อเห็นแววตาจับผิดของเขา นางก็ตอบกลับไปคนละเรื่อง "ทำไมเหรอ?"
"หืม?" หรงเยวี่ยหยวนเอ่ยถามตามคำพูดของซ่งอี่จือ
"ผู้อาวุโสห้า" ซ่งอี่จือกล่าวอย่างจริงใจ "ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมท่านถึงต้องทำให้ข้าโมโหด้วย? นี่ท่านเป็นเทพซิ่วผูกคอตาย รนหาที่ตายแล้วหรือไง?"
หรงเยวี่ยหยวน "..."
ขอยืมคำพูดของผู้อาวุโสใหญ่มาใช้หน่อยเถอะ นางช่างรู้ตัวดีเสียจริง
"บางทีข้าอาจจะรู้สึกเสียดายที่เจ้าปล่อยให้พรสวรรค์อันล้ำค่าเช่นนี้สูญเปล่ากระมัง" หรงเยวี่ยหยวนไม่ได้ถือสา เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
พรสวรรค์ของซ่งอี่จือนั้นสูงส่งเพียงใดน่ะหรือ? พูดแบบนี้ก็แล้วกัน ทั่วทั้งโลกผู้บำเพ็ญเพียร เจ้าไม่สามารถหาผู้ที่มีพรสวรรค์เทียบเท่านางได้เกินห้าคน
คงน่าเสียดายแย่หากอัจฉริยะเช่นนางต้องมายอมแพ้ไปแบบนี้
"..." ซ่งอี่จือคิดในใจ หรือนางควรจะทำลายรากวิญญาณของตัวเองให้หรงเยวี่ยหยวนดูต่อหน้าเลยดีไหม?
แต่การทำลายรากวิญญาณนั้นมันเจ็บปวดเกินไป และเผอิญว่านางเป็นคนกลัวความเจ็บเสียด้วย ความคิดนี้จึงถูกซ่งอี่จือปัดตกไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที
"ข้าพอจะทำความเข้าใจเรื่องของเจ้ามาเบื้องต้นแล้ว" หรงเยวี่ยหยวนเก็บลูกแก้วบันทึกภาพ "เจ้าทำให้ผู้อาวุโสสามคนในสำนักศึกษาโมโหจนหนีไป สุดท้ายก็เป็นศิษย์พี่ของเจ้าที่มาสอนและผ่อนปรนให้เจ้า จนเจ้าสามารถสำเร็จการศึกษาจากสำนักศึกษามาได้"
ซ่งอี่จือพยักหน้า
เมื่อมองดูซ่งอี่จือที่ไม่มีทีท่าละอายใจแม้แต่น้อย หรงเยวี่ยหยวนก็นึกถึงคำกำชับของซ่งลั่วขึ้นมาได้กะทันหัน
"ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวว่าเจ้าเป็นพวกที่หากไม่ถูกลงโทษสักสามวันก็จะก่อเรื่อง" หรงเยวี่ยหยวนอดไม่ได้ที่จะพิจารณาซ่งอี่จือ "นางบอกข้าว่าไม่ต้องปรานี ให้ลงมือได้เลย ตราบใดที่สามารถทำให้เจ้าก้าวหน้าขึ้นได้"
"..." สมกับเป็นมารดาแท้ๆ!
ซ่งอี่จือลุกขึ้นจากพื้นหญ้า ปัดเศษหญ้าที่ไม่มีอยู่จริงตามตัวออก "ผู้อาวุโสห้า เรามาพูดกันตามตรงเถอะ"
การพูดอ้อมค้อมไปมามันน่ารำคาญมาก ต้นตอของปัญหาก็ยังคงเป็นเรื่องการบำเพ็ญเพียรของนางอยู่ดี
เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะยอมบำเพ็ญเพียร แต่นางก็ดันมอบจุดอ่อนให้หรงเยวี่ยหยวนจับได้เสียแล้ว
จะทำอย่างไรให้หรงเยวี่ยหยวนไม่เปิดโปงความลับของนาง และยังยอมให้นางนอนเป็นผักปลาต่อไปได้ นี่แหละคือประเด็นสำคัญในตอนนี้
หรงเยวี่ยหยวนพยักหน้าเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองซ่งอี่จือ แสดงท่าทีรอให้นางพูดต่อ
"ผู้อาวุโสห้าเป็นคนฉลาด แม้ข้าอยากจะกลับไปยอดเขาซ่งหนิงมากแค่ไหน แต่ข้าก็คงต้องรบกวนท่านที่ยอดเขาเจียวเยวี่ยไปอีกสักพักอย่างเลี่ยงไม่ได้" ซ่งอี่จือผายมือออก แสดงความจนใจ "ท่านแม่บอกว่าจะไม่ยอมให้ข้ากลับไปจนกว่าข้าจะบรรลุถึงขั้นหยวนอิง"
หรงเยวี่ยหยวนส่งเสียง "อืม"
ซ่งอี่จือกล่าวต่อ "ข้าทำนาของข้า ผู้อาวุโสห้าก็บำเพ็ญเพียรของท่าน เราไม่ก้าวก่ายกัน ท่านว่าดีหรือไม่?"
ถ้าไม่ได้จริงๆ นางย้ายไปอยู่กลางภูเขาก็ได้ รับรองว่าจะไม่เสนอหน้าไปเกะกะสายตาผู้อาวุโสห้าแน่นอน
"จะทำนาก็ไม่เป็นไร มันเป็นงานอดิเรกของเจ้า และยังถือเป็นการบำเพ็ญเพียรอีกรูปแบบหนึ่งด้วย" หรงเยวี่ยหยวนไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเมื่อเอ่ยถึงการทำนา "แต่มีข้อแม้ข้อเดียว เจ้าต้องใช้เวลาฝึกกระบี่วันละหนึ่งชั่วยาม"
?!
เมื่อได้ยินประโยคครึ่งแรก ซ่งอี่จือก็คิดว่าผู้อาวุโสห้าคนนี้ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน แต่พอได้ยินครึ่งหลัง ซ่งอี่จือก็แทบระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
แบบนี้มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ??
มันสมเหตุสมผลตรงไหน?!
นางรู้สึกว่ายังไม่ทันจะกวนประสาทหรงเยวี่ยหยวนจนตาย นางนี่แหละที่จะถูกเขาทำให้โมโหตายเสียก่อน