- หน้าแรก
- บัลลังก์เลือดต้าฉิน
- บทที่ 39 - แผนการของไทเฮาหมิ่น
บทที่ 39 - แผนการของไทเฮาหมิ่น
บทที่ 39 - แผนการของไทเฮาหมิ่น
บทที่ 39 - แผนการของไทเฮาหมิ่น
"ในที่สุดท่านแม่ทัพตูก็มา"
"พระราชวังมีการคุ้มกันแน่นหนา กระหม่อมต้องอาศัยจังหวะที่กองทหารรักษาพระองค์เปลี่ยนเวรยามถึงจะลอบเข้ามาได้ ขอฝ่าบาทโปรดอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ภายในตำหนักที่ประทับของพระราชวังเสียนหยาง อิ๋งฉางทอดพระเนตรมองตูฉางจิงที่สวมชุดพรางตัวในเวลากลางคืนอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก หินก้อนใหญ่ที่ทับอยู่ในใจถูกยกออกไป เขาไม่ได้พบตูฉางจิงมาสองเดือนเต็มแล้ว ยังนึกเป็นห่วงว่าตูฉางจิงอาจจะตกอยู่ในอันตรายเสียอีก
อิ๋งฉางเอามือไพล่หลัง ตรัสถามด้วยความร้อนรน "สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง"
เมื่อได้ยินคำถาม สีหน้าของตูฉางจิงก็เจื่อนลงทันที เขารีบค้อมตัวประสานมือรายงานว่า "กราบทูลฝ่าบาท วันนี้ที่กระหม่อมมาก็เพื่อรายงานเรื่องนี้โดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ใต้เท้าฉางสามารถกอบโกยเงินทุจริตมาได้ถึงสามแสนตำลึง แต่เงินส่วนใหญ่ถูกส่งมอบให้แก่เว่ยหวยไปแล้ว ส่วนเงินที่เหลือก็นำไปกว้านซื้อที่ดินทำกิน ไม่มีเงินตกถึงมือกรรมหม่อมเลยแม้แต่ตำลึงเดียว ดังนั้นแผนการฝึกหน่วยกล้าตายจึงยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้พ่ะย่ะค่ะ"
"ฉางจื่อเฟยผู้นี้ก็มีฝีมือไม่เบา ถือว่าทำได้ดีทีเดียว" อิ๋งฉางพยักหน้าชื่นชม
ด้วยความฉลาดหลักแหลมราวกับปีศาจของเขา มีหรือจะเดาเจตนาของฉางจื่อเฟยไม่ออก การมอบเงินให้เว่ยหวยก็เพื่อซื้อความไว้วางใจ จะได้สะดวกต่อการดำเนินการในภายภาคหน้า ส่วนการกว้านซื้อที่ดินก็เพื่อตบตาคนภายนอก หากฉางจื่อเฟยไม่ยอมใช้เงินเลย พวกจิ้งจอกเฒ่าอย่างเว่ยหวยและไทเฮาหมิ่นจะต้องเกิดความสงสัยอย่างแน่นอน
"ฉางจื่อเฟยได้ฝากข้อความอะไรมาถึงเจิ้นบ้างหรือไม่" อิ๋งฉางตรัสถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"มีพ่ะย่ะค่ะ เขาฝากมาทูลฝ่าบาทว่า ขอให้ทรงอดทนรออีกสักระยะ แม้เขาจะได้รับความไว้วางใจจากเว่ยหวยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ความไว้วางใจจากไทเฮาหมิ่น ยิ่งไปกว่านั้น รอบๆ จวนตระกูลฉางก็ยังมีสายลับของไทเฮาหมิ่นอยู่อีกจำนวนมากพ่ะย่ะค่ะ" ตูฉางจิงค้อมตัวรายงานอย่างนอบน้อม
"สำหรับเจิ้นน่ะไม่เป็นไร ท่านไปบอกเขานะว่าเรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน ให้ระมัดระวังตัวเป็นหลัก" อิ๋งฉางกำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ไทเฮาหมิ่นเป็นสตรีที่มีความหวาดระแวงสูงมาก สิ่งใดที่ดูผิดปกติ นางจะไม่มีวันปล่อยผ่าน การรับมือกับนางจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด
"กระหม่อมรับพระราชบัญชาพ่ะย่ะค่ะ" ตูฉางจิงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างขึงขัง
"อ้อ ท่านเองก็ระวังตัวด้วยล่ะ ต่อไปหากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตาย ก็อย่าลอบเข้าวังมาอีกเลย ประเดี๋ยวจะถูกจับได้เสียก่อน" อิ๋งฉางเตือนด้วยความรอบคอบ
"พ่ะย่ะค่ะ" ตูฉางจิงตอบรับอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักกานเฉวียน
ภายในตำหนักกานเฉวียนสว่างไสวด้วยแสงโคมไฟ กลางโถงใหญ่มีนางรำกำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อย นักดนตรีหญิงก็กำลังบรรเลงพิณอย่างตั้งอกตั้งใจ ไทเฮาหมิ่นประทับอยู่บนเก้าอี้ทองคำ ทอดพระเนตรการร่ายรำและรับฟังเสียงดนตรีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทางด้านซ้ายและขวามีเว่ยหวยและโฉวอี้เซิงนั่งขนาบข้าง
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เหล่านางรำก็หยุดพักด้วยความเหนื่อยล้า ไทเฮาหมิ่นโบกพระหัตถ์ขาวผ่องราวหยกเบาๆ นางรำและนักดนตรีก็รีบทำความเคารพแล้วล่าถอยออกไปจากตำหนัก เมื่อพวกนางจากไปหมดแล้ว สายตาของไทเฮาหมิ่นก็หันไปทางเว่ยหวยที่อยู่ทางซ้าย ตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "เว่ยหวย ช่วงนี้ฉางจื่อเฟยมีความเคลื่อนไหวอะไรผิดปกติหรือไม่"
"ฮ่าฮ่า" เว่ยหวยหัวเราะเบาๆ ตบหน้าอกรับประกันด้วยรอยยิ้มมั่นใจ "วางใจเถอะเสด็จพี่ ฉางจื่อเฟยไม่มีอะไรผิดปกติเลย เงินที่เขาได้มาแปดส่วนก็ถูกส่งตรงมาให้ข้า ประจบสอพลอข้าสารพัด แถมยังขายตำแหน่งขุนนางรับสินบนอย่างโจ่งแจ้ง ในสายตาข้า เขาได้กลายเป็นขุนนางกังฉินที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว ข้าว่าเราถอนคนกวาดล้างที่คอยจับตาดูเขาออกไปเถอะ จะได้ประหยัดกำลังคน และจะได้ไม่ทำให้ฉางจื่อเฟยรู้สึกน้อยใจด้วย"
ไทเฮาหมิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจยังคงระแวงอยู่ลึกๆ จึงตรัสถามต่อว่า "แล้วเงินที่เขาได้มานำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง"
"ช่วงนี้เขากว้านซื้อที่ดินผืนงามและคฤหาสน์หรูหรา แถมยังไปเที่ยวหอนางโลมบ่อยๆ จนชื่อเสียงเน่าเฟะไปหมดแล้ว" เว่ยหวยตอบพร้อมกับหัวเราะ
เมื่อไทเฮาหมิ่นได้ฟังดังนั้น คิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายออก ความแคลงใจในตัวฉางจื่อเฟยค่อยๆ มลายหายไป ในมุมมองของนาง การที่ฉางจื่อเฟยทุจริตคอร์รัปชัน ซื้อที่ดิน เที่ยวหอนางโลม ล้วนขัดกับภาพลักษณ์ขุนนางตงฉินมือสะอาดที่เขาเคยเป็นอย่างสิ้นเชิง การที่ขุนนางตงฉินเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ มีเพียงคำว่าตกต่ำเสื่อมทรามเท่านั้นที่พอจะอธิบายได้ มิฉะนั้นนางก็หาเหตุผลอื่นมาอธิบายไม่ได้เลย
ไทเฮาหมิ่นไม่มีทางรู้เลยว่า ทุกสิ่งที่ฉางจื่อเฟยทำลงไปนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อโอรสของนางทั้งสิ้น และทั้งเว่ยหวย โฉวอี้เซิง รวมถึงตัวนางเอง ก็คาดไม่ถึงเลยว่า อิ๋งฉางในวัยเพียงแปดพรรษากำลังวางแผนก่อการรัฐประหารอยู่
คมมีดกิโยตินอันแหลมคมกำลังจ่ออยู่ที่หลังคอของพวกเขา แต่พวกเขากลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังหลงระเริงอยู่ในความปีติยินดี
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ถอนกำลังคนกลับมาเถอะ" ไทเฮาหมิ่นตรัสเรียบๆ
อันที่จริงนางอยากจะสั่งประหารฉางจื่อเฟยให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่เพราะน้องชายตัวดีของนางกลับเห็นฉางจื่อเฟยเป็นดั่งคลังสมบัติและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หากนางสั่งประหารฉางจื่อเฟย เว่ยหวยก็คงเกิดความไม่พอใจขึ้นมาลึกๆ นางจึงไม่อยากให้ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องต้องมาหมางใจกันเพียงเพราะฉางจื่อเฟยคนเดียว
"ขอบพระทัยเสด็จพี่" เว่ยหวยตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
ไทเฮาหมิ่นส่ายพระพักตร์ยิ้มขื่น ก่อนจะปรับสีหน้าให้ขึงขังขึ้นและตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "มาคุยเรื่องสำคัญกันดีกว่า"
ในชั่วพริบตา บรรยากาศภายในตำหนักกานเฉวียนก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียด รอยยิ้มบนใบหน้าของเว่ยหวยจางหายไปแทนที่ด้วยความเคร่งขรึม โฉวอี้เซิงที่นั่งอยู่ทางขวาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตาดูลึกล้ำและเอ่ยขึ้นว่า "ฝ่าบาทมีพระประสงค์จะยึดครองเมืองหนานหยางและเมืองเหอเป่ยของต้าฉิน ทรงรับสั่งให้พวกเราหาเหตุผลและข้ออ้างทุกวิถีทาง เพื่อยกทั้งสองเมืองนี้ให้แก่ต้าจิ้นให้จงได้"
เมื่อสิ้นเสียง ทั้งไทเฮาหมิ่นและเว่ยหวยต่างก็ตกอยู่ในห้วงความคิด การจะยกเมืองให้ถึงสองเมืองรวด พวกเขาจำเป็นต้องหาข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบมาอธิบายให้ราษฎรต้าฉินฟัง เพื่อบรรเทาความโกรธแค้นของประชาชน
"ข้านึกวิธีออกแล้ว" เว่ยหวยกล่าวเสียงหนัก
ไทเฮาหมิ่นและโฉวอี้เซิงหันมามองเว่ยหวยพร้อมกัน เว่ยหวยจึงอธิบายต่อ "กรณีของตูอี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยม เราสามารถส่งทหารองครักษ์สักหนึ่งกองร้อย แสร้งทำเป็นไปลอบโจมตีค่ายทหารจิ้น จากนั้นก็ให้ฝ่าบาททางฝั่งโน้นช่วยรับมุกต่อ ประกาศว่าจักรวรรดิต้าฉินก่อสงครามโดยไม่ประกาศเตือนล่วงหน้าอีกแล้ว เป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างต้าฉินและต้าจิ้น และเรียกร้องให้ต้าฉินชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อถึงเวลานั้น เราก็สามารถใช้ข้ออ้างนี้ในการยกดินแดนให้ได้อย่างชอบธรรม ราษฎรต้าฉินก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนความเจ็บปวดนี้ลงคอไป"
"ยอดเยี่ยม เป็นข้ออ้างที่ฟังดูดีทีเดียว" โฉวอี้เซิงยิ้มเจ้าเล่ห์ ลูบเคราขาวใต้คางอย่างพึงพอใจ
"ท่านราชครูไม่มีข้อโต้แย้งใช่หรือไม่" ไทเฮาหมิ่นจ้องมองโฉวอี้เซิงอย่างจริงจัง
"ไม่มีข้อโต้แย้ง" โฉวอี้เซิงหัวเราะเบาๆ
"ถ้างั้นก็เอาตามนี้ เว่ยหวย ข้ามอบหมายเรื่องนี้ให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน" ไทเฮาหมิ่นสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
เว่ยหวยลุกขึ้นยืน โค้งตัวทำความเคารพไทเฮาหมิ่นอย่างนอบน้อม "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป วันแล้ววันเล่า ภายใต้การจัดฉากของเว่ยหวย ในคืนเดือนมืดที่ลมพัดแรงคืนหนึ่ง กองกำลังทหารฉินหนึ่งกองร้อยได้บุกทะลวงออกจากค่ายที่ด่านหยางกวน เข้าโจมตีค่ายทหารจิ้นที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบลี้ เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ราษฎรของทั้งสองประเทศก็พากันแตกตื่นอีกครั้ง
ราษฎรทั้งชาวฉินและชาวจิ้นต่างก็โกรธเกรี้ยวอย่างหนัก สองประเทศผูกมิตรกันก็ดีอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีก ราษฎรชาวจิ้นยิ่งรู้สึกโกรธแค้นมากกว่าราษฎรชาวฉิน เพราะพวกเขาถือว่าตนเป็น "ผู้เสียหาย" แถมเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่สองแล้ว ทำให้พวกเขาทนไม่ได้อีกต่อไป ต่างพากันตะโกนเรียกร้องให้กวาดล้างจักรวรรดิต้าฉินให้สิ้นซาก
เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนักต้าฉิน ขุนนางมากมายต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น ต้าฉินไม่ใช่ต้าฉินที่เกรียงไกรเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว นับตั้งแต่ยุวกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ ต้าฉินก็ถดถอยลงทุกวัน หากจักรวรรดิต้าจิ้นโกรธเกริ้วขึ้นมาจริงๆ ต้าฉินจะเอาอะไรไปต้านทานความพิโรธของต้าจิ้นได้
[จบแล้ว]