เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 - ฮ่องเต้จิ้นใจสลาย

บทที่ 21 - ฮ่องเต้จิ้นใจสลาย

บทที่ 21 - ฮ่องเต้จิ้นใจสลาย


บทที่ 21 - ฮ่องเต้จิ้นใจสลาย

ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองจินหลิง เมืองหลวงของจักรวรรดิต้าจิ้น ภายในพระราชวัง ตำหนักไท่เหอ!

ตำหนักไท่เหอคือที่ประทับส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ต้าจิ้น เวลานี้ภายในตำหนักมีการจุดตะเกียงน้ำมันนับสิบดวงส่องสว่างไปทั่วโถงหลัก เหนือแท่นประทับอันสูงส่งมีบุรุษวัยราวสามสิบปีนั่งอย่างมั่นคงอยู่บนบัลลังก์มังกร บุรุษผู้นี้สวมชุดหลงเปาสีเหลืองทอง สวมกวานทองคำบนศีรษะ รูปร่างสง่างาม หน้าตาหล่อเหลา เขาคือบุรุษผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งอำนาจของจักรวรรดิต้าจิ้น

หมิ่นจื่อเสวีย ฮ่องเต้แห่งต้าจิ้น!

ดวงตาของฮ่องเต้ต้าจิ้นทอประกายแวววาว พระองค์จ้องมองแผนที่ดินแดนบนโต๊ะทรงงานตาไม่กะพริบ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงหยิบพู่กันที่วางอยู่ด้านข้างมาจุ่มหมึก แล้วเขียนคำว่า "จิ้น" ลงบนพื้นที่ของเมืองเหอตงและเมืองหวยหนานของต้าฉิน!

เมื่อเขียนเสร็จมุมปากของฮ่องเต้ต้าจิ้นก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ดวงตาของพระองค์เริ่มเอ่อล้นด้วยน้ำตา ทรงแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนนอกตำหนักพลางพึมพำกับตัวเอง

"เสด็จพ่อ อดีตฮ่องเต้ทุกพระองค์ จักรวรรดิต้าจิ้นในมือของเจิ้นกำลังรุ่งโรจน์ดุจดวงตะวันยามเช้า อีกไม่นานต้าจิ้นก็จะได้เมืองเหอตง เมืองหวยหนาน และด่านอู่จิ้นซึ่งเป็นหนึ่งในสิบด่านยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้าของต้าฉินมาครอบครองโดยไม่ต้องเสียทหารแม้แต่คนเดียว นี่คือเกียรติยศและความยิ่งใหญ่เพียงใดกัน!"

"ฮ่าฮ่าฮ่า!"

เมื่อพึมพำกับตัวเองจบ ฮ่องเต้ต้าจิ้นก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างกึกก้อง

ตึก ตึก

ทันใดนั้นก็มีขันทีชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาในตำหนัก ขันทีที่สามารถเข้ามาในที่ประทับของฮ่องเต้ได้โดยไม่ต้องให้ใครเข้าไปกราบทูลก่อนย่อมไม่ใช่ขันทีธรรมดาทั่วไป ขันทีเฒ่าผู้นี้คือขันทีรับใช้คนสนิทของฮ่องเต้ต้าจิ้นองค์ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งมหาขันทีผู้ดูแลพระราชวังนามว่า ฟู่เซิง!

สีหน้าของฟู่เซิงในเวลานี้ย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด แววตาแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว เมื่อฮ่องเต้ต้าจิ้นเห็นสีหน้าของฟู่เซิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

"เจิ้นไม่ได้สั่งให้เจ้ารออยู่ข้างนอกหรอกหรือ"

ฟู่เซิงไม่ตอบคำ เขาดึงฎีกาฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อด้วยความกระวนกระวาย สองมือสั่นเทาขณะเดินขึ้นไปบนแท่นประทับแล้วยื่นฎีกาถวาย ฮ่องเต้ต้าจิ้นเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี พระองค์รับฎีกามาด้วยความกังวลใจ แต่เมื่อเปิดอ่าน ดวงตาของพระองค์ก็เบิกกว้างแทบถลนออกมา!

[รายงานด่วนจากหวงอัน: ขอกราบทูลฝ่าบาท เมื่อวันที่สองเดือนสอง ตูอี้ขุนพลต้าฉินได้นำทัพไร้พ่ายห้าหมื่นนายลอบโจมตีค่ายของแม่ทัพใหญ่ทหารม้ายามวิกาล ส่งผลให้ทหารหัวกะทิสามแสนนายของต้าจิ้นถูกสังหารล้างกองทัพ คืนต่อมาตูฉางจิงขุนพลต้าฉินนำทัพเข้ายึดหวงสืออย่างฉับพลัน ด่านหวงสือแตกพ่ายแล้ว สองวันต่อมากองทัพไร้พ่ายกว่าสองหมื่นนายกำลังมุ่งหน้ามายังหวงอัน ข้าน้อยจั่วหลานนายอำเภอเมืองหวงอัน ขอร้องให้ฝ่าบาทเร่งส่งกำลังมาช่วยเหลือโดยด่วน! (ประทับตรานายอำเภอเมืองหวงอัน)]

"นี่ นี่มันเป็นไปได้อย่างไร!"

ฮ่องเต้ต้าจิ้นมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ ดวงตาเบิกกว้าง สมองมึนงงไปชั่วขณะ ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป กองทัพต้าฉินจะยกทัพออกจากด่านมาโจมตีกองทัพจิ้นได้อย่างไร นี่มันไม่เหมือนกับแผนการของน้องหญิงเลยแม้แต่น้อย!

"หลี่เจียงล่ะ หลี่เจียงมันไปตายที่ไหนแล้ว"

ฮ่องเต้ต้าจิ้นเบิกตากว้างจนเส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผาก เปล่งเสียงคำรามต่ำราวกับสัตว์ป่า

"แม่ทัพใหญ่ทหารม้าเสียชีวิตแล้วพ่ะย่ะค่ะ ข่าวแจ้งว่าโรคประจำตัวกำเริบจนเสียชีวิตกะทันหัน บังเอิญว่าวันเดียวกับที่เสียชีวิต กองทัพฉินก็บุกเข้าลอบโจมตีพอดีพ่ะย่ะค่ะ"

ฟู่เซิงก้มหน้าตอบด้วยความระมัดระวัง ฮ่องเต้ต้าจิ้นในตอนนี้เปรียบเสมือนสัตว์ป่าที่กำลังบาดเจ็บ พระองค์อ่อนไหวอย่างมาก หากผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็พร้อมจะอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง

ฮ่องเต้ต้าจิ้นยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเจ็บปวด หัวใจของพระองค์กำลังหลั่งเลือด การสูญเสียทหารชั้นยอดไปถึงสามแสนนายในคราวเดียวถือเป็นความบอบช้ำที่หนักหนาสาหัสที่สุดของต้าจิ้นในรอบกว่าร้อยปี เมื่อครู่พระองค์เพิ่งจะโอ้อวดถึงความยิ่งใหญ่ของต้าจิ้นในปัจจุบัน แต่ตอนนี้สวรรค์กลับตบหน้าพระองค์อย่างแรง

"ไอ้สารเลวตูอี้ ไอ้แคว้นฉินบัดซบ หากเจิ้นไม่ได้ล้างแค้นเจิ้นขอไม่เป็นคน ถ่ายทอดราชโองการเรียกตัวอัครมหาเสนาบดีเข้าวังมาหารือเดี๋ยวนี้" ฮ่องเต้ต้าจิ้นตวาดด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!"

ฟู่เซิงราวกับได้รับนิรโทษกรรม เขารีบก้าวเท้าเดินออกจากตำหนักไท่เหอไปอย่างรวดเร็ว

"เพล้ง!"

"ไอ้พวกโง่เขลา ไอ้พวกไร้น้ำยา ทหารสามแสนสู้ทหารห้าหมื่นกลับถูกฆ่าล้างกองทัพ หลี่เจียง ไอ้ชาติหมา เจ้ามีสมองไว้ทำไมกัน"

"โครม เพล้ง!"

"พวกสวะ สวะทั้งนั้น"

เมื่อฟู่เซิงจากไป ฮ่องเต้ต้าจิ้นก็คลุ้มคลั่งยิ่งขึ้น ข้าวของเครื่องใช้บนโต๊ะทรงงานและเครื่องลายครามรอบๆ ล้วนถูกจับทุ่มลงบนพื้นอย่างแรงจนตำหนักไท่เหอเละเทะไปหมด นางกำนัลที่คอยเฝ้าอยู่หน้าตำหนักยิ่งหวาดกลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย

ประมาณสองก้านธูปต่อมา โฉวอี้เซี่ยว อัครมหาเสนาบดีของราชวงศ์จิ้นในปัจจุบันก็มาถึงตำหนักไท่เหอ โฉวอี้เซี่ยวคือบุตรชายคนโตของโฉวอี้เซิง อายุอานามเข้าสู่วัยหกสิบปีแล้ว เวลานี้เขาสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มลายกระเรียนขาวเหินเมฆา บนศีรษะปักปิ่นเงินสลักลายกระเรียน สวมหมวกขุนนางปีกกว้างสีน้ำเงินเข้ม มีแถบผ้าสีแดงสองเส้นห้อยลงมาจากมุมหมวก

ระบบขุนนางของจักรวรรดิต้าจิ้นเหมือนกับจักรวรรดิต้าฉิน คือมีหกกรมเก้าขั้น ขุนนางขั้นหกถึงขั้นเก้าใช้ตราทองแดงสายคาดสีเหลือง ขุนนางขั้นสามถึงขั้นห้าใช้ตราเงินสายคาดสีเขียว ขุนนางขั้นหนึ่งถึงขั้นสองใช้ตราทองสายคาดสีแดง ตราคือตราประจำตำแหน่ง ส่วนสายคาดคือแถบผ้าที่ห้อยลงมาจากมุมหมวก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงฐานะ!

ทันทีที่โฉวอี้เซี่ยวเดินเข้ามาในโถงหลักของตำหนักไท่เหอ เขาก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า นึกว่าตัวเองเดินเข้าผิดที่ นี่มันใช่ที่ประทับของฮ่องเต้ที่ไหนกัน นี่มันโกดังของกรมช่างปั้นชัดๆ ดูสิ บนพื้นเต็มไปด้วยเศษกระเบื้องลายครามแตกกระจาย

โฉวอี้เซี่ยวก้าวเท้าเดินอย่างระมัดระวัง กลัวว่าเศษกระเบื้องจะบาดเท้าเอา

เมื่อฮ่องเต้ต้าจิ้นทุ่มทำลายข้าวของไปมากมาย ความโกรธในใจก็ได้รับการระบายออกไป พระองค์นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ทอดพระเนตรมองโฉวอี้เซี่ยวที่กำลังเดินเข้ามาเงียบๆ มาถึงขั้นนี้ ฮ่องเต้ต้าจิ้นก็ทรงตระหนักได้ว่า โกรธไปก็ไร้ประโยชน์ ความโกรธมีแต่จะทำให้ขาดสติ ดูท่านอัครมหาเสนาบดีผู้นี้สิ ช่างเยือกเย็นเสียจริง

โฉวอี้เซี่ยวใช้ความพยายามเล็กน้อย ในที่สุดก็เดินมาถึงหน้าแท่นประทับได้อย่างปลอดภัย เมื่อมาถึงเขาก็ส่งยิ้มบางๆ พลางค้อมตัวประสานมือคารวะฮ่องเต้จิ้น

"ข้าน้อยโฉวอี้เซี่ยว ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!"

เมื่อฮ่องเต้ต้าจิ้นเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของโฉวอี้เซี่ยว ความโกรธก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ตรัสด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า "ท่านยังหัวเราะออกอีกหรือ"

"ฮ่าฮ่า ฝ่าบาททอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ ชื่อของกระหม่อมคือโฉวอี้เซี่ยว ยิ้มหนึ่งครั้ง ยิ้มหนึ่งครั้ง ยิ้มหนึ่งครั้งทำให้เด็กลงไปสิบปีไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ตั้งชื่อนี้มาถ้าไม่ยิ้มก็คงจะผิดต่อท่านพ่อแย่ ฮ่าฮ่า!"

โฉวอี้เซี่ยวเผยรอยยิ้มซุกซนราวกับเด็กๆ ซึ่งช่างขัดกับอายุและหน้าตาของเขาเสียเหลือเกิน ฮ่องเต้ต้าจิ้นเห็นท่าทางของโฉวอี้เซี่ยวแล้วก็อยากจะประเคนหมัดใส่สักที นี่มันเวลาไหนกันแล้วยังจะมายิ้มหน้าระรื่นอยู่อีก หรือว่าท่านจะเป็นไส้ศึกที่ต้าฉินส่งมากันแน่

"ท่านคงรู้เรื่องทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่" ฮ่องเต้ต้าจิ้นถอนหายใจเบาๆ

"ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ" โฉวอี้เซี่ยวตอบอย่างเรียบเฉย

ฮ่องเต้ต้าจิ้นจ้องตากับโฉวอี้เซี่ยวเขม็ง ตรัสถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร"

"ตูอี้ขึ้นชื่อเรื่องความจงรักภักดีต่อจักรวรรดิต้าฉิน ตระกูลตูก็รับใช้ฮ่องเต้ฉินมาหลายชั่วอายุคน การที่เขาตัดสินใจทำเรื่องที่น่าตระหนกเช่นนี้ ย่อมต้องรู้ถึงแผนการแย่งชิงบัลลังก์ขององค์หญิงใหญ่เป็นแน่ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้แค้นต้าจิ้น เขาจึงยอมขัดราชโองการและยกทัพออกจากด่านพ่ะย่ะค่ะ" โฉวอี้เซี่ยวกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย

ฮ่องเต้ต้าจิ้นได้ฟังดังนั้นก็มีแววตาสงสัย ทรงตรัสถามว่า "ในเมื่อเขารู้เป้าหมายขององค์หญิงใหญ่ แล้วทำไมเขาไม่ยกทัพกลับเมืองหลวงเพื่อช่วยฮ่องเต้ฉินทวงคืนอำนาจเล่า จริงอยู่ว่าการทำเช่นนี้ทำให้ต้าจิ้นได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่อำนาจในราชสำนักฉินก็ยังคงอยู่ในมือองค์หญิงใหญ่ แบบนี้มันเท่ากับว่าเขาไม่กำจัดวัชพืชในบ้านตัวเอง แต่ดันไปเหยียบย่ำสวนของคนอื่น แล้วมันจะเป็นประโยชน์ต่อราชสำนักฉินตรงไหน"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 21 - ฮ่องเต้จิ้นใจสลาย

คัดลอกลิงก์แล้ว