- หน้าแรก
- ระบบสุ่มเทพเซียน พลิกชะตาฟ้าศิษย์รับใช้ไร้พ่าย
- บทที่ 30 - ขวดธรรมดากับวาสนาเซียน
บทที่ 30 - ขวดธรรมดากับวาสนาเซียน
บทที่ 30 - ขวดธรรมดากับวาสนาเซียน
บทที่ 30 - ขวดธรรมดากับวาสนาเซียน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
อวิ๋นหมิงใช้คัมภีร์พรางฟ้าบรรพกาลปกปิดกลิ่นอายของเขากับชายชราไว้ทั้งหมด ถึงขั้นตัดการเชื่อมต่อระหว่างพวกเขากับโลกใบนี้ไปชั่วขณะ หากคนภายนอกมองมาก็จะรู้สึกเหมือนว่าสองคนนี้อันตรธานหายไปจากโลกอย่างไร้ร่องรอย
แต่วิชานี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายมีระดับพลังต่ำกว่าเขาเท่านั้น
ชายชราตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ เรี่ยวแรงหดหายไปจนหมด ร่างกายสั่นเทาเป็นเจ้าเข้า
"พูดมา" อวิ๋นหมิงตวาดเสียงแข็งแฝงความหงุดหงิด เขาไม่สามารถรักษาสภาพคาถานี้ไว้ได้นานนักหรอก
"ระ เรียนท่านเซียน ขวดเขียวเล็กใบนี้เป็นของตกทอดมาจากบรรพบุรุษของข้าขอรับ" ชายชราเล่าถึงที่มาและสรรพคุณของขวดเขียวเล็กด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
แท้จริงแล้วในอดีตตระกูลของชายชราผู้นี้เคยเป็นตระกูลผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่มาก่อน เล่าขานกันว่าเคยมีปรมาจารย์ระดับวิญญาณแรกเริ่มถือกำเนิดขึ้นในตระกูลด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงรุ่นของเขา ตระกูลก็ได้ตกต่ำกลายเป็นเพียงตระกูลมนุษย์ธรรมดามานานแสนนานแล้ว เรื่องราวความยิ่งใหญ่ในอดีตจึงกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เขาได้แต่ฟังผ่านหู
และขวดเขียวเล็กใบนี้ก็คือสมบัติประจำตระกูลที่ถูกส่งมอบสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนตกมาถึงมือของเขาในที่สุด
สรรพคุณของมันก็เข้าใจง่ายมาก นั่นคือสามารถยกระดับคุณภาพของโอสถให้สูงขึ้นได้
"ยกระดับยังไง" อวิ๋นหมิงจี้ถามต่อ
"เอ่อ... เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ" ชายชราตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ "ตระกูลของเราตกต่ำมานานแล้ว ไม่มีโอสถวิเศษใดๆ ให้ทดลองใช้ พอเอาสมุนไพรของมนุษย์ธรรมดาใส่ลงไปมันก็ไม่มีปฏิกิริยาวิเศษอะไรเกิดขึ้นเลยขอรับ"
อวิ๋นหมิงจ้องหน้าชายชราเขม็ง ดูจากท่าทางแล้วคงไม่ได้โกหก เขาจึงหยิบโอสถคืนวสันต์เม็ดหนึ่งออกมาแล้วใส่ลงไปในขวดเขียวเล็กด้วยความคลางแคลงใจ
ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
"นี่เจ้ากล้าหลอกข้างั้นรึ" อวิ๋นหมิงแกล้งทำเสียงดุ
"มิกล้า ข้าไม่กล้าหลอกลวงท่านเซียนเด็ดขาด ทุกคำพูดของข้าล้วนเป็นความจริง ข้าขอสาบานต่อฟ้าดินเลยเอ้า" ชายชรายกมือขึ้นเตรียมจะสาบาน แต่พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าที่นี่ไม่มีท้องฟ้าให้สาบานด้วยซ้ำ ทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบ
"ช่างเถอะ" อวิ๋นหมิงสะบัดมือ คลายคาถาลวงตาทิ้งไป
ชายชรารู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ส่วนผู้คนรอบข้างกลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าเมื่อครู่นี้พวกเขาหายตัวไป หรือแม้แต่รับรู้ว่าพวกเขากลับมาแล้ว แม้กระทั่งเอ้อร์ยาที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดก็ยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ
"ขอบพระคุณ ขอบพระคุณท่านเซียนที่เมตตาไว้ชีวิต" ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความฮึกเหิมมุ่งมั่นเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนหมดสิ้น ร่างกายของเขาดูโรยราลงราวกับท่อนไม้ที่ผุพัง เขาเดินไปเก็บตั๋วเงินบนพื้น จับมือเอ้อร์ยาเตรียมจะเดินจากไป ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาอวิ๋นหมิงอีก
อวิ๋นหมิงพินิจพิจารณาขวดเขียวเล็กในมือพลางเอ่ยขึ้น "เอาเถอะๆ ทิ้งแม่หนูนี่ไว้กับข้าก็แล้วกัน ข้าจะฝากฝังให้นางได้เป็นศิษย์รับใช้เอง"
อวิ๋นหมิงคิดในใจว่าถือซะว่าเป็นการชดใช้กรรมที่ติดค้างกันไว้ก็แล้วกัน ใครใช้ให้เขาเป็นคนดีมีเมตตากันล่ะ
ชายชราพอได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจจนแทบเนื้อเต้น รีบดึงตัวเอ้อร์ยาลงมากะจะคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณอวิ๋นหมิงอีกรอบ แต่อวิ๋นหมิงรีบห้ามไว้ก่อน "หยุดเลย ขืนคุกเข่าอีกข้าจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยแล้วนะ"
ชายชราถึงยอมหยุดชะงัก ตอนนี้อวิ๋นหมิงสั่งให้ทำอะไรเขาก็พร้อมจะทำตามอย่างว่าง่าย ไม่กล้าปริปากปฏิเสธแม้แต่คำเดียว
"ยัยหนู มานี่สิ" อวิ๋นหมิงกวักมือเรียกเอ้อร์ยา
เอ้อร์ยาหันไปมองหน้าปู่สลับกับมองหน้าอวิ๋นหมิง นางหลงคิดว่าปู่ขายตัวนางทิ้งเสียแล้ว หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะๆ อาบสองแก้มทันที
แต่นางก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องไห้ออกมา เพราะกลัวว่าปู่กับพี่ชายใจดีคนนี้จะโกรธเอา นางเม้มริมฝีปากแน่น ค่อยๆ ก้าวเดินไปหาอวิ๋นหมิงด้วยท่าทางราวกับกำลังเดินขึ้นลานประหาร
ท่าทางของนางทำเอาชายชราปวดใจจนทนไม่ไหว รีบดึงตัวเอ้อร์ยากลับมา อวิ๋นหมิงเกือบจะคิดว่าตาแก่นี่จะเปลี่ยนใจไม่ยอมยกลูกหลานให้เสียแล้ว
แต่ใครจะไปคิดว่าชายชรากลับเอาตั๋วเงินทั้งหมดที่อวิ๋นหมิงเพิ่งให้ไป ยัดใส่อ้อมกอดของเอ้อร์ยาจนหมดโดยไม่เก็บไว้เองเลยแม้แต่แดงเดียว พร้อมกับพร่ำสอนให้นางเชื่อฟังคำสั่งของท่านเซียนอย่างเคร่งครัด จากนั้นก็ผลักแผ่นหลังของนางเบาๆ ดันให้เดินไปหาอวิ๋นหมิงอีกครั้ง
เด็กหญิงสูดน้ำมูก เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าจนหมดจด แม้ดวงตาจะยังเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา แต่นางก็ฝืนกลั้นไว้ไม่ยอมร้องไห้ออกมา นางวิ่งเหยาะๆ ไปหยุดยืนอยู่ข้างกายอวิ๋นหมิง ยืนนิ่งสงบไม่กล้าขยับเขยื้อน
ดวงตาของชายชราเองก็แดงก่ำ เขาโบกมือลาเอ้อร์ยา บางทีอาจจะกลัวว่าเอ้อร์ยาจะเปลี่ยนใจ หรือไม่ก็กลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนใจเสียเอง เขาจึงรีบเดินลากขาโซเซจากตลาดเสรีแห่งงานชุมนุมไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันหลังกลับมามองนางอีกเลย
จนกระทั่งแผ่นหลังของชายชราเลือนหายไปจากการมองเห็น ประกายความสดใสในดวงตาของเอ้อร์ยาก็ดับวูบลง นางยืนตัวเกร็งอยู่ข้างๆ อวิ๋นหมิง กลัวว่าฝุ่นบนเสื้อผ้าของตนจะไปเลอะเทอะชุดคลุมของเขา จึงไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้เกินไป
อวิ๋นหมิงยังคงคิดไม่ออกว่าขวดเขียวเล็กใบนี้มีวิธีใช้งานอย่างไร เขาจึงตัดสินใจพาเอ้อร์ยากลับสำนักเมฆาอัสดงไปก่อน ส่วนเรื่องที่จะส่งนางไปเป็นศิษย์รับใช้นั้น ขอแค่ไปคุยกับผู้อาวุโสเฉียนสักคำก็น่าจะจัดการได้แล้ว
ระหว่างทางที่เดินกลับ เอ้อร์ยาเอาแต่เงียบกริบไม่ยอมพูดจา ท่าทางเหมือนอวิ๋นหมิงเป็นพวกแก๊งลักพาตัวเด็กอย่างไรอย่างนั้น จนชาวบ้านที่เดินสวนไปมาต่างก็มองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง
ยังดีที่ชุดคลุมศิษย์สายในที่เขาสวมใส่อยู่ช่วยกู้หน้าไว้ได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงแอบเสียวว่าจะมีพวกจอมยุทธ์คุณธรรมจัดโผล่มาผดุงความยุติธรรมใส่เขาแน่ๆ
เมื่อกลับมาถึงสำนัก บังเอิญว่าผู้อาวุโสเฉียนไม่อยู่พอดี
อวิ๋นหมิงถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ผู้อาวุโสเฉียนเคยมาบอกเขาล่วงหน้าแล้วว่า ช่วงงานชุมนุมเมฆาอัสดงเขาจะยุ่งมาก ไม่มีเวลาว่างเลย แต่จะส่งคนมารับครีมชำระกายาไขกระดูกหยกตามกำหนดเวลาเดิม
อวิ๋นหมิงก้มมองเด็กหญิงหน้ามุ่ยที่ยืนอยู่ข้างกาย แล้วถอนหายใจยาวอย่างจนปัญญา "นี่ เจ้าชื่ออะไรน่ะ"
เอ้อร์ยาตอบเสียงแผ่วเบา "เอ้อร์ยา"
"ข้าหมายถึง ชื่อจริงของเจ้าน่ะชื่ออะไร"
"ชื่อจริงคืออะไรหรือเจ้าคะ"
อวิ๋นหมิงมองหน้านางพลางคิดในใจว่า เด็กคนนี้ช่างใสซื่อบริสุทธิ์เสียจริง โตไปต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่ๆ
"ช่างเถอะ เอ้อร์ยา เจ้าตามข้ากลับไปที่พักก่อนก็แล้วกัน เอาไว้ผ่านไปสักพักข้าค่อยจัดการเรื่องเข้าสำนักให้"
อวิ๋นหมิงคิดว่ายังไงถ้ำบำเพ็ญเพียรของเขาก็กว้างขวางอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ อาศัยอยู่ด้วยเลย จะให้พาเด็กหญิงโตๆ มาอยู่อีกสักสองสามคนก็ยังรับไหว
แต่เอ้อร์ยากลับถามขึ้นมาด้วยเสียงสั่นๆ "เอ้อร์ยาขอติดตามพี่ชายใจดีไปตลอดเลยได้ไหมเจ้าคะ"
อวิ๋นหมิงชี้เข้าหาตัวเอง "เจ้าอยากจะติดตามข้างั้นรึ"
เอ้อร์ยาพยักหน้าอย่างเขินอาย "ตอนที่ท่านปู่จากไป ท่านปู่บอกว่าพี่ชายใจดีเป็นคนดี ต้องเชื่อฟังคำสั่งของพี่ชายใจดีเจ้าค่ะ"
อวิ๋นหมิงลองไตร่ตรองดู เด็กคนนี้ยังเด็กเกินไปจริงๆ ขืนส่งไปเป็นศิษย์รับใช้ที่ยอดเขาสายนอก เกรงว่าจะเอาชีวิตรอดได้ไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ
พอคิดได้แบบนี้อวิ๋นหมิงก็ถอนหายใจอีกรอบ นี่เขาหาเหาใส่หัวตัวเองแท้ๆ "เอาเถอะ เจ้าย้ายมาอยู่กับข้าก่อนก็แล้วกัน เจ้าทำกับข้าวเป็นไหมล่ะ"
เอ้อร์ยาพยักหน้าตอบ "เป็นเจ้าค่ะ"
"ดีมาก งั้นตั้งแต่นี้ต่อไป หน้าที่ทำอาหารเป็นของเจ้านะ"
ในที่สุดอวิ๋นหมิงก็จำใจต้องพาเอ้อร์ยากลับมาที่ถ้ำบำเพ็ญเพียรของเขา
ในถ้ำไม่มีเสื้อผ้าสำหรับเด็ก เขาจึงเอาเสื้อผ้าเก่าๆ ของตัวเองมาตัดเย็บให้ใหม่ แม้จะดูตัวใหญ่หลวมโพรกไปสักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าเศษผ้าขาดๆ ที่เอ้อร์ยาใส่อยู่
เขาจัดการสอนวิธีใช้ค่ายกลต้มน้ำร้อนและวิธีทำความสะอาดบ้านให้ยัยหนู แล้วปล่อยให้นางจัดการทำความสะอาดตัวเอง
เมื่อนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าของเขาเสร็จ อวิ๋นหมิงก็ต้องยอมรับว่ายัยหนูนี่หน้าตาสะสวยใช้ได้เลย แถมยังมีแววตาเด็ดเดี่ยวซ่อนอยู่ด้วย แต่อาจจะเป็นเพราะร่างกายซูบผอมเกินไป มองเผินๆ จึงดูเหมือนคนป่วย
อวิ๋นหมิงส่งโอสถคืนวสันต์ให้นางห้าเม็ด สั่งให้นางเอาไปเจือจางในถังน้ำแล้วตักดื่มวันละถัง จากนั้นก็เอาเคล็ดวิชาฮุ่นหยวนที่เขาเลิกฝึกไปแล้วมาโยนให้นาง ให้นางลองศึกษาและฝึกฝนด้วยตัวเองไปก่อน หากติดขัดตรงไหนค่อยมาถามเขา
อีกอย่าง อวิ๋นหมิงยังตั้งใจจะกลับไปเดินเก็บตกของดีในตลาดเสรีอีกรอบ ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาหินวิญญาณที่ไหนไปประมูลโอสถสร้างรากฐานในงานประมูลล่ะ
หลังจากจัดการที่ทางให้เอ้อร์ยาเสร็จ อวิ๋นหมิงก็หวนกลับไปลุยตลาดเสรีของงานชุมนุมเมฆาอัสดงอีกครั้ง
คราวนี้เขางัดเอาทักษะความเป็นพ่อค้าคนหน้าเลือดออกมาใช้อย่างเต็มพิกัด ไม่เน้นของถูก เน้นแต่ของที่ทำกำไรได้งามๆ เท่านั้น
สมบัติล้ำค่าชิ้นไหนที่พอจะมีส่วนต่างให้ฟันกำไรได้ เขาจะกว้านซื้อมาให้หมด แล้วเอาไปปั่นราคาขายต่อให้หอหมื่นประการของสำนักเมฆาอัสดง
ตัวอย่างเช่น แก่นทองแดงเพลิงระดับสองขั้นต่ำ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลอมอุปกรณ์ธาตุไฟขนาดเท่ากำปั้น เขาสามารถฟันกำไรเบาะๆ ไปได้สามพันหินวิญญาณ
เถาหยกเขียวร้อยปีระดับหนึ่งขั้นสูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลอมอุปกรณ์ธาตุไม้ ก็ฟันกำไรไปได้อีกหนึ่งพันห้าร้อยหินวิญญาณ
หรืออย่างเหล็กกล้าลายดาราระดับสองขั้นสูง ที่สกัดมาจากแก่นอุกกาบาต เมื่อนำไปหลอมรวมกับกระบี่บินจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทนทาน ชิ้นนี้เขาฟันกำไรไปได้เหนาะๆ ถึงหนึ่งหมื่นห้าพันหินวิญญาณเลยทีเดียว
[จบแล้ว]