เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน

บทที่ 22 - เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน

บทที่ 22 - เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน


บทที่ 22 - เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

อวิ๋นหมิงไม่ได้รั้งรออยู่ที่นั่นนานนัก เขามุ่งหน้ากลับที่พักทันที

ในใจก็คิดไปว่าหากไอ้หนุ่มที่ชื่อเย่เฉินคนนี้สามารถรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้ ในอนาคตต่อให้เขาไม่ได้เกาะใบบุญอีกฝ่าย อย่างน้อยก็คงได้กำลังเสริมที่แข็งแกร่งมาช่วยหนุนหลังแน่นอน

ตอนนี้เหลือเวลาอีกสี่เดือนก็จะครบกำหนดครึ่งปีตามที่ตกลงไว้กับเซียวฮ่าวแล้ว อวิ๋นหมิงตั้งใจจะทุ่มเทเวลาที่เหลือทั้งหมดให้กับการบำเพ็ญเพียร

วันเวลาหมุนเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แคว้นต้าเฉียนถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนไปทั่วทั้งแผ่นดิน

แม้แต่เขาเมฆาอัสดงก็ยังมีเกล็ดหิมะบางๆ ปกคลุมอยู่ประปราย

อวิ๋นหมิงนั่งขัดสมาธิหลับตา พลังปราณอันมหาศาลไหลเวียนอยู่รอบกาย เมื่อเทียบกับเมื่อครึ่งปีก่อน เขาถือว่าก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด กลิ่นอายของเขาในตอนนี้ดูลึกล้ำดั่งห้วงเหว ระดับพลังก็พุ่งไปถึงขั้นหลอมปราณระดับแปดแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมา เขาใช้เวลาหนึ่งเดือนเพื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับหก ใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนเพื่อทะลวงสู่ระดับเจ็ด แต่พอจะขึ้นระดับแปดกลับต้องใช้เวลาถึงสองเดือนเต็ม

ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ของอวิ๋นหมิงย่ำแย่หรือเขาเกียจคร้านในการฝึกฝน ทว่าพลังปราณรอบๆ ที่พักของเขาในตอนนี้มันเบาบางเกินไปแล้ว เขาจำเป็นต้องรีบเข้ายอดเขาโอสถและเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในให้เร็วที่สุด

สิทธิพิเศษข้อหนึ่งของการเป็นศิษย์สายในก็คือ สามารถเลือกสร้างถ้ำบำเพ็ญเพียรในยอดเขาหลักทั้งหกแห่งได้ ยอดเขาหลักแต่ละแห่งล้วนอุดมไปด้วยพลังปราณที่หนาแน่น หากได้ไปบำเพ็ญเพียรที่นั่นย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

วันนี้เป็นวันครบกำหนดที่นัดหมายกับเซียวฮ่าวไว้พอดี อวิ๋นหมิงจึงเตรียมตัวไปหาอีกฝ่ายที่หอโอสถ

ระหว่างทางที่เดินไปหอโอสถ อวิ๋นหมิงสังเกตเห็นคนหลายคนเดินจ้ำอ้าวด้วยท่าทีเร่งรีบ สายตาก็ลอกแลกมองซ้ายมองขวา ท่าทางดูมีพิรุธสุดๆ

อวิ๋นหมิงได้แต่ภาวนาในใจ ขออย่าให้ตัวเองต้องไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายอะไรเลย

เขาเดินอกสั่นขวัญแขวนมาตลอดทางจนถึงหอโอสถ ทว่ากลับไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด หอโอสถยังคงคึกคักเหมือนเช่นเคย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

หลี่ผิงยังคงคอยดูแลความเรียบร้อยให้เหล่านักปรุงโอสถในโถงใหญ่ เห็นเตาหลอมของใครทำท่าจะระเบิดก็รีบเข้าไปช่วยดูแล

ตลอดครึ่งปีมานี้ ทุกครั้งที่อวิ๋นหมิงมาที่หอโอสถก็มักจะเจอหลี่ผิงเสมอ ได้ยินมาว่าเขาทำไปทั้งหมดก็เพื่อโอสถสร้างรากฐาน

โอสถสร้างรากฐานของสำนักมีจำนวนจำกัด และมีเพียงผู้อาวุโสของยอดเขาโอสถเท่านั้นที่สามารถปรุงได้ ในแต่ละปีจึงมีจำกัดแค่ไม่กี่เม็ด หากพลาดโอกาสไปก็ต้องรอไปอีกหนึ่งปีเต็ม

หลี่ผิงพลาดโอกาสมาสองปีติดแล้ว หากพลาดอีกเขาจะเลยช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างรากฐาน ซึ่งนอกจากจะทำให้อัตราความสำเร็จลดลงฮวบฮาบแล้ว ยังส่งผลเสียต่อการบำเพ็ญเพียรในอนาคตอีกด้วย

อวิ๋นหมิงลองคิดตาม ตอนนี้ตัวเขาเองก็ห่างจากขั้นหลอมปราณสมบูรณ์อีกไม่ไกลแล้ว ดูท่าคงต้องเริ่มวางแผนเรื่องโอสถสร้างรากฐานไว้แต่เนิ่นๆ เสียแล้ว

จังหวะนั้นเองหลี่ผิงก็เหลือบมาเห็นอวิ๋นหมิงยืนอยู่หน้าประตูพอดี จึงเอ่ยทักทายขึ้นก่อน "ศิษย์น้องอวิ๋น มาปรุงโอสถหรือ"

อวิ๋นหมิงขานรับก่อนจะเดินเข้าไปหาหลี่ผิงแล้วเอ่ย "ไม่ได้มาปรุงโอสถอย่างเดียวหรอกขอรับ ข้าตั้งใจมาพบศิษย์พี่เซียวฮ่าวด้วย"

หลี่ผิงเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงร้องอ๋อออกมา "เวลาผ่านไปครึ่งปีแล้ว ศิษย์น้องก็ทะลวงถึงขั้นหลอมปราณระดับห้าแล้วสินะ ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ"

อวิ๋นหมิงแสร้งทำเป็นถ่อมตัว "ละอายใจยิ่งนักขอรับ ตอนแรกข้าคิดว่าจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีก็ทะลวงขั้นหลอมปราณระดับห้าได้แล้ว ใครจะไปคิดว่าต้องมาติดแหงกอยู่คอขวดจนวันสุดท้ายถึงจะทะลวงสำเร็จ"

หลี่ผิงโบกมือไปมา "ศิษย์น้องไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก ศิษย์สายนอกตั้งเท่าไหร่ที่ติดแหงกอยู่แค่ขั้นหลอมปราณระดับสาม ความเร็วระดับศิษย์น้องเนี่ย ศิษย์สายในหลายคนยังตามไม่ทันเลยนะ"

หลี่ผิงรู้สึกว่าอวิ๋นหมิงมีดีซ่อนอยู่จริงๆ เขาเคยแอบไปตรวจสอบป้ายหยกประจำตัวของอวิ๋นหมิงมาแล้ว เด็กนี่มาจากตระกูลมนุษย์ธรรมดา มีรากวิญญาณห้าธาตุผสมอันแสนห่วยแตก เข้าสำนักมาไม่ถึงสองปีกลับทะลวงถึงขั้นหลอมปราณระดับห้าได้สำเร็จ แถมเมื่อไม่นานมานี้ยังปรุงโอสถคืนวสันต์ระดับหนึ่งขั้นสูงได้ เลื่อนขั้นเป็นนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงอย่างเป็นทางการ นี่เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าอวิ๋นหมิงมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ สมแล้วที่เป็นคนที่เซียวฮ่าวหมายตาเอาไว้

"ช่วงนี้ศิษย์พี่เซียวฮ่าวมาปรุงโอสถทุกวันเลย เดี๋ยวอีกประเดี๋ยวก็คงมาถึงแล้วล่ะ" หลี่ผิงบอก

"ดีเลยขอรับ งั้นข้าจะรออยู่แถวนี้สักพัก" อวิ๋นหมิงคิดว่าไหนๆ ก็ต้องรออยู่แล้ว สู้ถามหลี่ผิงดูหน่อยดีกว่าว่าช่วงนี้ในสำนักเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง

"ศิษย์พี่ขอรับ ช่วงนี้ในสำนักเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า ตอนเดินมาข้าเห็นหลายคนทำตัวลับๆ ล่อๆ ดูมีพิรุธยังไงก็ไม่รู้"

"อ๋อ เรื่องนั้นน่ะหรือ ช่วงนี้มีผู้ฝึกตนฝ่ายอธรรมลอบแฝงตัวเข้ามาน่ะ" หลี่ผิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป

"อะไรนะขอรับ ผู้ฝึกตนฝ่ายอธรรมลอบเข้ามา เรื่องใหญ่ปานนี้เชียว" อวิ๋นหมิงตกใจไม่น้อย

หลี่ผิงยิ้มบางๆ มองอวิ๋นหมิงด้วยสายตาเหมือนมองเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสาโลก ก่อนจะอธิบาย "วางใจเถอะศิษย์น้อง เจ้าเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นถมเถไป ประมาณสิบกว่าปีก็มีโผล่มาสักครั้งนั่นแหละ"

"เอ่อ สิบกว่าปีครั้งนี่ถือว่าเกิดขึ้นบ่อยหรือขอรับ ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ แต่นั่นมันผู้ฝึกตนฝ่ายอธรรมเชียวนะ จะไม่อันตรายแย่หรือขอรับ"

"พวกผู้ฝึกตนฝ่ายอธรรมที่หลุดเข้ามาในสำนักเมฆาอัสดงได้น่ะ ระดับพลังไม่สูงนักหรอก ขืนพลังสูงเกินไปก็สะดุดตาคนอื่นพอดี ถ้าเป็นแค่พวกขั้นหลอมปราณล่ะก็ เดี๋ยวคนของหอคุมกฎก็จัดการเก็บกวาดจนเรียบเองแหละ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก"

"แล้วไอ้พวกศิษย์ที่ข้าเห็นทำตัวลับๆ ล่อๆ นั่นล่ะขอรับ"

"ฮ่าฮ่าฮ่า ศิษย์น้องเอ๋ย คนเรามันก็ต้องมีเรื่องปิดบังที่ไม่อยากให้ใครรู้กันบ้างแหละ ใครบ้างจะไม่มีความลับซ่อนอยู่ ไอ้พวกนั้นก็แค่พวกที่จิตอ่อนขวัญผวาไปเอง ขอแค่เจ้าไม่ได้ไปมีส่วนพัวพันกับพวกฝ่ายอธรรม ทางสำนักก็ไม่มานั่งจับผิดเจ้าหรอก"

"อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง"

จากนั้นทั้งสองคนก็คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งเซียวฮ่าวเดินเข้ามาในหอโอสถ

วินาทีแรกที่เซียวฮ่าวก้าวเข้ามา เขาก็มองเห็นคนทั้งสองทันที "ศิษย์น้องหลี่ผิง ศิษย์น้องอวิ๋น"

ทั้งสองคนรีบประสานมือคารวะตอบ อวิ๋นหมิงยังไม่ทันได้อ้าปาก เซียวฮ่าวก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน "ศิษย์น้องอวิ๋น ได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าปรุงโอสถคืนวสันต์สำเร็จ เลื่อนเป็นนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงอย่างเต็มตัวแล้วสินะ"

อวิ๋นหมิงยังคงถ่อมตัวเช่นเคย "ฟลุคมากกว่าขอรับ ฟลุคจริงๆ"

"ฮ่าฮ่าฮ่า คำว่าฟลุคของเจ้านี่ทำเอาศิษย์ยอดเขาโอสถหลายคนอิจฉาจนแทบกระอักเลือดเลยนะ ข้าเห็นว่าระดับพลังของเจ้าก็ถึงขั้นหลอมปราณระดับห้าแล้ว ผ่านเกณฑ์ของข้าแล้วล่ะ เตรียมตัวเข้าเป็นศิษย์สายในแล้วใช่ไหม" เซียวฮ่าวตบไหล่อวิ๋นหมิงเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม

อวิ๋นหมิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น "เตรียมตัวพร้อมแล้วขอรับ"

"ดี" เซียวฮ่าวล้วงป้ายหยกออกจากเอวแล้วยื่นให้อวิ๋นหมิง "เอาป้ายหยกของข้าไปยื่นที่หอจัดการธุรการเพื่อเดินเรื่องขอเป็นศิษย์สายในได้เลย ข้าไปพูดคุยกับพวกเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว"

อวิ๋นหมิงรับป้ายหยกมา "ขอบพระคุณศิษย์พี่มากขอรับ ถ้างั้นข้าขอตัวไปจัดการธุระก่อนนะขอรับ"

"รีบไปเถอะ เจ้ายังต้องไปเลือกทำเลสร้างถ้ำบำเพ็ญเพียรอีกนะ" สิ้นเสียงเซียวฮ่าว อวิ๋นหมิงก็วิ่งหายลับไปในพริบตา

เมื่ออวิ๋นหมิงคล้อยหลังไปแล้ว สีหน้าของเซียวฮ่าวก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาลงทันที เขาจ้องมองหลี่ผิงเขม็งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "หลี่ผิง เจ้าแอบฝึกวิชามารเล่มนั้นด้วยใช่หรือไม่"

ร่างของหลี่ผิงแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่เขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว พลางหัวเราะกลบเกลื่อน "ศิษย์พี่ล้อข้าเล่นแล้ว วิชามารอะไรกัน ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"

เซียวฮ่าวพยายามจับผิดแต่ก็ไม่เห็นพิรุธใดๆ จากตัวหลี่ผิง สุดท้ายเขาจึงได้แต่ถอนหายใจยาว "ศิษย์น้องหลี่ เจ้าอย่าได้หลงผิดเดินลงสู่เส้นทางมารเด็ดขาด พรสวรรค์ของเจ้าไม่ได้ย่ำแย่ ต่อให้ปีนี้เจ้าชวดโอสถสร้างรากฐานของสำนัก รอทะลวงขั้นปีหน้าก็ยังไม่สายเกินไปหรอกนะ"

เมื่อได้ยินคำว่าโอสถสร้างรากฐาน ประกายความอำมหิตและเด็ดขาดก็วาบผ่านดวงตาของหลี่ผิง ทว่าเขาซ่อนมันไว้อย่างมิดชิด ภายนอกยังคงดูสงบนิ่งไม่ไหวติง "ศิษย์น้องย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดควรไม่ควรขอรับ ทะลวงขั้นปีนี้หรือปีหน้ามันก็ไม่ต่างกันหรอก"

"เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว ตอนที่พวกเราเข้าสำนักมาพร้อมกัน เจ้าก็ถือเป็นสหายคนแรกของข้า ข้ายังขอย้ำคำเดิม อย่าได้ทำอะไรโง่ๆ เชียวนะ" เซียวฮ่าวกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

"ศิษย์พี่จะมามัวจู้จี้จุกจิกเป็นคนแก่ไปได้ หรือว่าเรื่องตามล่าคนทรยศสำนักจะไม่ค่อยราบรื่นขอรับ"

เซียวฮ่าวเห็นว่าหลี่ผิงดูไม่มีท่าทีผิดปกติและไม่ได้ระแวดระวังตัวอะไร จึงตอบกลับไปตามตรง "ใช่แล้ว ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าวิชามารนั่นจะร้ายกาจขนาดนี้ เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งปี หมอนั่นกลับทะลวงถึงขั้นสร้างรากฐานได้สำเร็จ แถมยังต่อสู้กับคนบ้าอย่างลู่หมิงได้อย่างสูสีอีกต่างหาก ข้ากับศิษย์สายตรงของยอดเขายันต์วิญญาณยังไม่ได้ทะลวงเข้าขั้นสร้างรากฐานเลยต้องถอยกลับมาเตรียมโอสถกับยันต์วิญญาณเพิ่มเสียก่อน"

ยิ่งได้ฟังเซียวฮ่าวบรรยายถึงความร้ายกาจของวิชามาร แววตาของหลี่ผิงก็ยิ่งทอประกายแห่งความคลั่งไคล้ปิดไม่มิด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 22 - เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน

คัดลอกลิงก์แล้ว