- หน้าแรก
- ระบบสุ่มเทพเซียน พลิกชะตาฟ้าศิษย์รับใช้ไร้พ่าย
- บทที่ 5 - ขั้นหลอมปราณระดับสี่
บทที่ 5 - ขั้นหลอมปราณระดับสี่
บทที่ 5 - ขั้นหลอมปราณระดับสี่
บทที่ 5 - ขั้นหลอมปราณระดับสี่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"คาถาลูกไฟ!"
ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นก่อตัวขึ้นด้วยความเร็วสูงและพุ่งตรงไปหาอวิ๋นหมิง เขาหลบไม่ทันจึงต้องตวัดดาบฟันเข้าใส่
เสียงระเบิดดังตูม ลูกไฟแตกกระจาย
ความร้อนระอุเผาดาบสั้นจนแดงเถือกไปซีกหนึ่ง มือของอวิ๋นหมิงก็โดนลวกไปด้วย โชคดีที่มีพลังวิญญาณคุ้มกายอยู่ ไม่อย่างนั้นรับลูกนี้เข้าไปมือเขาคงสุกจนส่งกลิ่นหอมกรุ่นแน่ๆ
"อวิ๋นหมิง เจ้าแน่มากนะ อยู่แค่ระดับสามแต่มีฝีมือขนาดนี้ เจ้าภูมิใจได้เลย" จูต้าชางประสานอินด้วยมือเดียว เชิดหน้าพูดจาโอหังสุดๆ
"เจ้าเป็นบ้าเหรอ จะตีก็ตีไปสิ จะพล่ามหาพระแสงอะไร แล้วไอ้ที่บอกว่าอยู่ระดับสามมีฝีมือแค่นี้ก็ภูมิใจได้แล้วเนี่ย นึกว่าตัวเองเป็นขั้นสร้างรากฐานหรือขั้นจินตันหรือไงวะ แค่เสกลูกไฟได้ทำเป็นเก่ง ถ้าแน่จริงก็อย่าใช้คาถาสิ มาสู้กันด้วยอาวุธแบบลูกผู้ชายเลยดีกว่า" อวิ๋นหมิงเกลียดที่สุดเวลาเห็นคนขี้เก๊ก
คำพูดตอกกลับของอวิ๋นหมิงทำเอาจูต้าชางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขารวบรวมพลังเสกคาถาลูกไฟรวดเดียวสี่ลูกพุ่งเข้าใส่อวิ๋นหมิงทันที
แต่ด้วยความโมโหจนฟิวส์ขาด ความแม่นยำของจูต้าชางจึงลดฮวบ ลูกไฟทั้งสี่ลูกมีแค่ลูกเดียวที่พุ่งไปทางอวิ๋นหมิง ส่วนอีกสามลูกเฉี่ยวชายเสื้อไปหมด อวิ๋นหมิงจึงเบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบายๆ
อวิ๋นหมิงมองดูเสื้อผ้าที่ถูกเผาจนเกรียมกับดาบสั้นที่ร้อนจนแดงเถือก แล้วหันไปมองจูต้าชางที่กำลังยืนหอบแฮกๆ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าพลังวิญญาณของอีกฝ่ายใกล้จะหมดก๊อกแล้ว
ทางด้านจูต้าชางก็เริ่มได้สติ เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที เมื่อกี้ด้วยความใจร้อนดันผลาญพลังวิญญาณไปเกินครึ่งเลยทีเดียว
ดูท่าต้องรีบเผด็จศึกให้ไวที่สุด พอเห็นอวิ๋นหมิงที่ยังรับมือได้ชิลๆ จูต้าชางก็รู้ตัวว่าขืนยืดเยื้อต่อไปไม่เป็นผลดีแน่
"ถือว่าเจ้าโชคดีแล้วกัน คาถานี้ข้าเพิ่งฝึกสำเร็จได้ไม่นาน จะขอเอาเจ้ามาเป็นหนูทดลองเลยก็แล้วกัน" จูต้าชางเตรียมทุ่มสุดตัว นึกไม่ถึงเลยว่าแค่มาหาเรื่องศิษย์รับใช้กระจอกๆ จะต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้แบบนี้ ท่านี้เขาตั้งใจจะเก็บไว้โชว์ในงานประลองศิษย์สายนอกตอนปลายปีแท้ๆ
เมื่ออวิ๋นหมิงเห็นจูต้าชางเอาจริง เขาก็เตรียมรับมืออย่างรัดกุม ไม่รู้ว่าไอ้หมอนี่จะมีไม้ตายอะไรซ่อนอยู่อีก
"คาถาใบมีดวายุ!"
จูต้าชางตวาดลั่น รวบรวมพลังวิญญาณที่เหลืออยู่ทั้งหมดในร่าง ใบมีดสายลมความยาวสามฟุตพุ่งพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขากลายเป็นภาพติดตา พุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งไปหาอวิ๋นหมิง
"เชี่ยเอ๊ย!" อวิ๋นหมิงสบถลั่น ทำได้เพียงยกดาบสั้นขึ้นมาขวางไว้
ใบมีดวายุมีพลังทำลายล้างมหาศาล มันกระแทกเข้ากับดาบสั้นจนเกิดรอยบิ่น แรงปะทะดันร่างอวิ๋นหมิงถอยครูดไปด้านหลังเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่นหลังไปชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบจนหักโค่น ถึงจะหยุดแรงปะทะนั้นลงได้
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดึงดูดความสนใจของผู้คนแถวนั้นได้ไม่น้อย
เกิดอะไรขึ้น กลางวันแสกๆ ดันมีคนมาประลองคาถากันที่นี่ นี่มันเป็นข้อห้ามเด็ดขาดของสำนักเลยนะ ปกติแอบตีกันลับหลังไม่มีใครว่าหรอก แต่เล่นใหญ่โตขนาดนี้คงจบไม่สวยแน่
จูต้าชางเองก็ตกใจแทบสิ้นสติ เขากลัวว่าจะเผลอพลั้งมือฆ่าอวิ๋นหมิงตายจริงๆ โทษฐานทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักถึงตายต้องถูกทำลายวรยุทธ์ทิ้ง และนี่ถือเป็นบทลงโทษที่สถานเบาที่สุดแล้วด้วยซ้ำ
แต่โชคยังดีที่อวิ๋นหมิงไม่ได้ตาย แถมในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้น เขายังสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับสี่ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่แหละคือเหตุผลที่เขารอดตายมาได้
พลังของขั้นหลอมปราณระดับสามไม่มีทางรับมือคาถาใบมีดวายุได้เลย ในยามคับขันอวิ๋นหมิงจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทะลวงระดับพลัง
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นหมิงปลอดภัย จูต้าชางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกถึงของมีคมเย็นเฉียบจ่ออยู่ที่คอหอย
เขาไม่กล้าก้มลงมอง เพราะอวิ๋นหมิงมายืนอยู่ตรงหน้าเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"เมื่อกี้ซัดมาซะมันส์เลยนะ!" อวิ๋นหมิงใช้มือข้างหนึ่งถือดาบสั้นที่หักจ่อคอจูต้าชางไว้ ส่วนมืออีกข้างก็จิกหัวเขาเอาไว้แน่น แค่ออกแรงอีกนิดเดียวหัวของจูต้าชางได้หลุดออกจากบ่าแน่
"จะ จะ เจ้าฆ่าข้าไม่ได้นะ!" ตอนนี้จูต้าชางลนลานของจริง เขาสัมผัสได้ว่าอวิ๋นหมิงทะลวงระดับแล้ว ระดับพลังตอนนี้เท่ากับเขาเลยคือขั้นหลอมปราณระดับสี่ช่วงต้น เมื่อกี้ตอนที่อีกฝ่ายอยู่แค่ระดับสามเขาก็แทบจะสู้ไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้อวิ๋นหมิงขึ้นมาระดับสี่เขาจะไปเอาชนะได้ยังไง
"หุบปาก ข้าถามอะไรก็ตอบมา ไม่งั้นถึงจะไม่ฆ่าทิ้งแต่หั่นหูเจ้าทิ้งสักข้างก็คงไม่มีใครว่าอะไรหรอก"
เมื่อสบกับสายตาเย็นชาของอวิ๋นหมิง จูต้าชางก็เหงื่อแตกพลั่ก เขาพยักหน้าหงึกๆ อย่างเบาที่สุด ไม่กล้าแม้แต่จะพยักหน้าแรงๆ กลัวว่าดาบไร้ตาจะเฉือนคอตัวเองเข้า
"ใครส่งเจ้ามาหาเรื่องข้า"
"ผะ ผู้อาวุโสเฉียน"
"ส่งมาทำไม"
"ขะ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"
"รู้อะไรก็คายออกมาให้หมด"
"กะ ก็คือเมื่อคืนนี้ ผู้อาวุโสเฉียนเรียกข้าไปพบ บอกว่าจะให้หินวิญญาณระดับต่ำห้าก้อน แลกกับการไปสั่งสอนศิษย์รับใช้ที่ชื่ออวิ๋นหมิง แค่กระทืบให้ขาหักสักข้างก็พอ"
"แค่นี้"
"ข้าขอสาบานต่อฟ้าดินเลยว่าทุกคำเป็นความจริง!" จูต้าชางละล่ำละลักสาบานเสียงสั่น
อวิ๋นหมิงมองดูจูต้าชางที่กำลังสาบาน ก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายพูดความจริง แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าตัวเองไปล่วงเกินผู้อาวุโสเฉียนคนนี้ตอนไหน
"ช่างเถอะ ข้ารู้แล้ว ไสหัวไปซะ" อวิ๋นหมิงเก็บดาบสั้น แล้วไล่จูต้าชางไปให้พ้นหน้า
จูต้าชางอยากจะงอกขาเพิ่มอีกสองข้างจะได้วิ่งหนีให้เร็วขึ้น ชาตินี้เขาไม่ขอรับจ้างมาหาเรื่องใครอีกแล้ว
แต่พอเพิ่งจะหมุนตัวเดิน อวิ๋นหมิงก็ตะโกนเรียกเขาไว้อีก
"เดี๋ยวก่อน!"
จูต้าชางแข็งทื่อราวกับถูกสาป ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว
"มะ มีอะไรอีก ข้าบอกเรื่องที่ข้ารู้ไปหมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ นะ"
อวิ๋นหมิงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา แล้วแบมือออก
จูต้าชางหน้ามุ่ย รู้ทันทีว่าอวิ๋นหมิงต้องการอะไร เขาควักหินวิญญาณห้าก้อนออกมาจากอกเสื้อ
อวิ๋นหมิงยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
จูต้าชางน้ำตาแทบเล็ด ต้องควักหินวิญญาณออกมาอีกสิบก้อน นี่มันสมบัติทั้งเนื้อทั้งตัวของเขาแล้วนะ
อวิ๋นหมิงพยักหน้ารับ ก่อนจะดึงป้ายหยกคุ้มภัยที่เอวของจูต้าชางติดมือมาด้วย
"ไสหัวไปได้แล้ว" ทันทีที่ได้ยินคำอนุญาตจากอวิ๋นหมิง จูต้าชางก็เผ่นแน่บหายวับไปราวกับได้อิสรภาพ
อาศัยจังหวะที่ศิษย์จากหอคุมกฎยังไม่มา อวิ๋นหมิงก็รีบพุ่งตรงไปที่หอโอสถเพื่อหาที่หลบภัยชั่วคราว
ตลอดทางมีคนเข้ามาทักทายเขามากมาย ถึงแม้จะไม่รู้จักกันแต่ทุกคนก็อยากจะตีสนิทด้วย การทะลวงถึงขั้นหลอมปราณระดับสี่ได้ ก็ถือว่าคู่ควรกับการถูกเรียกว่าศิษย์พี่ในหมู่ศิษย์รับใช้ด้วยกันแล้ว ด้วยคติที่ว่าไม่ตีคนที่ส่งยิ้มให้ อวิ๋นหมิงจึงตอบรับคำทักทายส่วนใหญ่อย่างมีมารยาท
"หมอนี่ใครกันเนี่ย ทะลวงระดับสี่ได้แบบเงียบๆ เลยเหรอ"
"ข้าก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ใส่ชุดศิษย์รับใช้อยู่เลย แต่ศิษย์รับใช้ในสำนักเมฆาอัสดงของเรามีตั้งหลายพันคน คนที่มีแววจะทะลวงถึงระดับสี่ได้ก็น่าจะมีอยู่แค่ไม่กี่คนหรอก"
"จะเป็นใครก็ช่างเถอะ รีบเข้าไปทำความรู้จักไว้ก่อนดีกว่า พอเขาได้เข้าเป็นศิษย์สายนอกแล้วเผื่อจะได้มาช่วยดูแลพวกเราบ้าง แค่จำหน้ากันได้ก็ยังดี"
...
เสียงทักทายดังขึ้นประปรายตลอดทาง จนกระทั่งเขาเดินเข้ามาในหอโอสถ บรรยากาศถึงได้เงียบสงบลง
อวิ๋นหมิงไม่ได้ไปทำความสะอาดเตาหลอม แต่กลับยืนดูศิษย์ในหอโอสถปรุงยาอยู่เงียบๆ
สุ่มได้คัมภีร์โอสถเบื้องต้นมาตั้งนานแต่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้สักที อวิ๋นหมิงเลยกะจะแอบจำวิชาสักสองสามกระบวนท่า ดูซิว่าจะมีโอกาสได้เข้าร่วมหอโอสถไหม
ระหว่างที่กำลังดูอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ก็มีคนมาตบไหล่เขา
อวิ๋นหมิงหันกลับไป ก็พบว่าเป็นศิษย์พี่หอโอสถที่เคยชมว่าเขาทำความสะอาดเตาหลอมได้สะอาดเอี่ยม และเคยมอบโอสถรวมปราณให้เขาหนึ่งขวดนั่นเอง
อวิ๋นหมิงรีบทักทายและกล่าวสวัสดีศิษย์พี่ทันที
ศิษย์พี่ท่านนี้โบกมือปัดไปมา ดูท่าทางจะไม่ค่อยใส่ใจกับพิธีรีตองพวกนี้นัก "เจ้าทะลวงระดับแล้วรึ"
"ฟลุคขอรับ แค่โชคดีเท่านั้นเอง"
"ศิษย์รับใช้เนี่ยล้วนแล้วแต่มีพรสวรรค์ขยะอย่างรากวิญญาณสี่ธาตุหรือห้าธาตุกันทั้งนั้น การที่เจ้าทะลวงระดับมาได้แสดงว่าเจ้าเองก็มีฝีมือไม่เบา เป็นไง อยากจะเข้ามาอยู่ในหอโอสถไหมล่ะ"
อวิ๋นหมิงเม้มปากยิ้มบางๆ หินวิญญาณสองก้อนไหลจากฝ่ามือเขาไปอยู่ในมือของศิษย์พี่ท่านนี้อย่างแนบเนียน "ไม่ปิดบังศิษย์พี่ ข้ามีความคิดนี้อยู่จริงๆ ขอรับ ไม่ทราบว่าศิษย์พี่มีนามว่าอะไร และต้องทำอย่างไรถึงจะเข้าหอโอสถได้หรือขอรับ"
เมื่อเห็นหินวิญญาณสองก้อนที่โผล่มาในมือ เซียวฮ่าวก็แอบยิ้มในใจ เขายัดหินวิญญาณกลับคืนใส่มืออวิ๋นหมิงแล้วเอ่ยว่า "ข้าชื่อเซียวฮ่าว การจะเข้าหอโอสถนั้นมันก็ทั้งง่ายและยาก เพียงแค่เจ้าหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นต่ำออกมาให้ได้สักเตาก็พอแล้ว"
[จบแล้ว]