- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเซียนรากหญ้า ขอซุ่มทำนาจนกว่าจะเทพ
- บทที่ 30 - กฎใหม่ของการปล่อยเช่านาปราณ
บทที่ 30 - กฎใหม่ของการปล่อยเช่านาปราณ
บทที่ 30 - กฎใหม่ของการปล่อยเช่านาปราณ
บทที่ 30 - กฎใหม่ของการปล่อยเช่านาปราณ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา
เหล่าผู้เช่านาต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
ไม่มีอะไรให้พูดถึง พวกเขาเดาจุดจบแบบนี้ไว้ตั้งนานแล้ว
ตอนที่เช่านาครั้งแรก พวกเขาเคยจ่ายเงินมัดจำไปยี่สิบก้อนหินปราณ บัดนี้เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ เงินมัดจำยี่สิบก้อนหินปราณนั้นก็สูญเปล่า ไม่มีทางได้คืนกลับมาอีก
แม้จะบอกว่าสำนักไท่ชิงมีกระท่อมให้พักอาศัยฟรีมาหลายปี
แต่เงินมัดจำก็คือเงินมัดจำ ค่าเช่าก็คือค่าเช่า สองเรื่องนี้จะนำมาปะปนกันไม่ได้
ในสายตาของบรรดาผู้เช่านา ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างหนักอยู่ดี
ทว่าประโยคถัดมาของจางหยวนเซิ่ง
กลับทำให้พวกเขามีความหวังผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง
"หากสหายนักพรตท่านใดต้องการเช่านาปราณต่อ จะต้องทำสัญญาฉบับใหม่กับสำนักของเรา!"
ยังสามารถเช่านาต่อได้หรือ
ความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังของทุกคนมลายหายไป กลับกลายเป็นความกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
"ข้าต้องการเช่าต่อ!"
"ข้าก็จะเช่า!"
"นาปราณหมายเลขหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามขอต่อสัญญาเช่า!"
"ผู้ดูแลจาง ยังมีข้าด้วย! ข้าก็อยากเช่าต่อ..."
ผู้เช่านาหลายคนดีใจจนเนื้อเต้น พวกเขาต่างพากันเดินออกไปข้างหน้า แย่งกันส่งเสียงร้องบอกความต้องการของตน เพราะกลัวว่าหากช้าไปแล้วจะไม่ได้เช่า
ผลผลิตจากนาปราณในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าพวกเขาแล้ว
ขอเพียงแค่ใส่ใจดูแลอย่างดีสักหน่อย
ผลกำไรที่ได้จากนาปราณก็ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว
ในสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายเช่นนี้ การได้ซ่อนตัวอยู่อย่างสงบย่อมดีกว่าสิ่งอื่นใด การต่อสัญญาเช่านาปราณจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
"ทุกท่านไม่ต้องรีบร้อน!"
จางหยวนเซิ่งยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง จากนั้นก็กล่าวต่อว่า
"ต่อไปพวกเราจะประกาศรายละเอียดเงื่อนไขการเช่านาของสำนักเรา ทุกท่านจงทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไปก็ยังไม่สาย"
จากนั้นเขาก็โบกมือ
ศิษย์ที่อยู่ด้านข้างรีบก้าวออกมาข้างหน้า ยกแผ่นหนังสัตว์ขึ้นมาและเริ่มอ่านเสียงดังฟังชัด
รายละเอียดในสัญญาฉบับใหม่ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ทุกคนจึงเงียบเสียงลงทันที และเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
แต่ยิ่งฟัง พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ ความกระตือรือร้นเมื่อครู่ก็ค่อยๆ มอดดับลง
สัญญาเช่านาของสำนักอวิ๋นสุ่ยนั้นเข้มงวดและขูดรีดกว่าของสำนักไท่ชิงมากนัก
ข้อแรกคือค่าเช่านาปราณเพิ่มขึ้น
จากเดิมที่ต้องส่งมอบข้าวปราณสามร้อยชั่งต่อปีในแต่ละหมู่ ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นสี่ร้อยห้าสิบชั่งแล้ว
เพียงแค่ข้อนี้ข้อเดียว ในหนึ่งปีก็มีส่วนต่างถึงหลายสิบก้อนหินปราณ
หินปราณหลายสิบก้อนหมายความว่าอย่างไร
มันหมายถึงรายได้ทั้งปีของบรรดาผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณช่วงต้นส่วนใหญ่เลยทีเดียว!
ข้อที่สอง ผู้เช่านาที่ต้องการต่อสัญญา จะต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าหนึ่งร้อยก้อนหินปราณ
เมื่อเทียบกับเงินมัดจำยี่สิบก้อนหินปราณของสำนักไท่ชิงแล้ว เงื่อนไขนี้ดูหน้าเลือดจนเกินไป
เพราะพวกผู้เช่านาเพิ่งจะสูญเงินมัดจำยี่สิบก้อนนั้นไปหมาดๆ
ตอนนี้ถ้าจะต่อสัญญายังต้องควักเนื้อจ่ายหินปราณเพิ่มอีกร้อยก้อน ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนที่ยอมให้กดขี่ ก็ทนรับการขูดรีดแบบนี้ไม่ไหวหรอก
ข้อที่สาม
หากต้องการต่อสัญญา หลังจากจ่ายเงินมัดจำแล้ว จะต้องเบิกหน้าดินทำนาปราณแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยสี่หมู่ให้เสร็จก่อนถึงช่วงเทศกาลเจิ้งหยวน ไม่อย่างนั้นในปีหน้าก็จะไม่สามารถต่อสัญญาได้อีก
นั่นก็หมายความว่าตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
ผู้เช่านาแต่ละคนจะต้องมีนาปราณในความดูแลอย่างน้อยห้าหมู่
มิฉะนั้นก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านไปได้เลย
แน่นอนว่าหากมีความสามารถ ก็สามารถเบิกหน้าดินทำนาปราณเพิ่มได้อีก และจดทะเบียนเป็นชื่อของตัวเองได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยหมู่
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ผู้เช่านาทุกคนก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ
สำนักอวิ๋นสุ่ยกำลังเห็นพวกเขาเป็นวัวเป็นควายให้ใช้งานงั้นหรือ
ให้พวกเราเป็นคนบุกเบิกนาปราณให้พวกเขางั้นหรือ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้สำนักไท่ชิงจะบุกเบิกนาปราณแห่งใหม่ไปแล้วกว่าสี่พันหมู่ แต่บนเทือกเขาหลิงหยางอันกว้างใหญ่ ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่เหมาะแก่การทำนา
จำนวนนาปราณที่สามารถบุกเบิกได้นั้น
ยังห่างไกลจากจุดอิ่มตัวนัก
ตามการคาดเดาของนักปลูกถ่ายปราณผู้มากประสบการณ์ พื้นที่บนเทือกเขาหลิงหยางทั้งหมด สามารถบุกเบิกเป็นนาปราณได้อย่างน้อยสามถึงสี่แสนหมู่ และนี่ก็เป็นการประเมินแบบต่ำสุดแล้วด้วย
เห็นได้ชัดว่าสำนักอวิ๋นสุ่ยก็รู้เรื่องนี้ดี
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการใช้การบังคับยัดเยียดจำนวนนาปราณให้ผู้เช่านาแต่ละคน เพื่อหวังจะให้มีการบุกเบิกนาปราณจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น
เพียงเท่านี้ ข้าวปราณที่ผู้เช่านาต้องส่งมอบก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่แหละคือการกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด!
ลองคิดดูสิ นาปราณสามถึงสี่แสนหมู่ หากบุกเบิกสำเร็จทั้งหมด
ในแต่ละปีพวกเขาก็จะได้ผลกำไรการันตีถึงสี่พันห้าร้อยล้านก้อนหินปราณ
สำหรับสำนักใดก็ตาม นี่ถือเป็นรายรับเข้าคลังที่มหาศาลมาก
แต่ว่าหากบุกเบิกนาปราณสำเร็จแล้ว
ในปีที่สองสำนักอวิ๋นสุ่ยเกิดถีบหัวส่งและริบนาปราณคืนทั้งหมด แล้วจะทำอย่างไรล่ะ
แม้ทุกคนจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ต่างก็คิดไปในทิศทางเดียวกัน
ตอนนี้สำนักอวิ๋นสุ่ยเพิ่งยึดครองเทือกเขาหลิงหยางได้ กำลังคนยังไม่พร้อม จึงทำได้เพียงปล่อยให้ผู้ฝึกตนอิสระเป็นคนดูแลนาปราณไปก่อน แต่ถ้าหากงานบุกเบิกพื้นที่เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ สำนักอวิ๋นสุ่ยก็อาจจะเรียกคืนนาปราณก็ได้
แบบนี้มันเข้าข่ายสร้างผลประโยชน์ให้ผู้อื่นไม่ใช่หรือ
"เพื่อรับประกันผลประโยชน์ของทุกท่าน สัญญาของเราจะมีระยะเวลาขั้นต่ำสิบปี ทุกท่านไม่ต้องกังวลว่าเราจะเรียกคืนนาปราณในเร็วๆ นี้หรอก" จางหยวนเซิ่งมองเห็นความกังวลของผู้เช่านาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ศิษย์คนนั้นหยุดอ่านสัญญา และกล่าวแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่ง
สิบปีงั้นหรือ
เหล่าผู้เช่านาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็แอบพยักหน้า ระยะเวลานี้ยังพอรับได้
"ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป จำนวนนาปราณที่เช่าต่างกัน การจ่ายค่าเช่าก็จะแตกต่างกันไปด้วย!"
เมื่อเห็นทุกคนเงียบเสียง ศิษย์คนนั้นก็เริ่มอ่านเงื่อนไขข้อต่อไป
ในปีหน้า ค่าเช่านาปราณจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ผู้เช่านาที่มีนาปราณห้าหมู่ในความดูแล จะต้องส่งมอบข้าวปราณสี่ร้อยห้าสิบชั่งต่อปีสำหรับทุกๆ หนึ่งหมู่
นาปราณสิบหมู่ จะต้องส่งมอบข้าวปราณสี่ร้อยชั่งต่อปีสำหรับทุกๆ หนึ่งหมู่
นาปราณยี่สิบหมู่ จะต้องส่งมอบข้าวปราณสามร้อยห้าสิบชั่งต่อปีสำหรับทุกๆ หนึ่งหมู่
ส่วนผู้ที่มีนาปราณมากกว่าสามสิบหมู่ขึ้นไป จะต้องส่งมอบข้าวปราณเพียงสามร้อยชั่งต่อปีสำหรับทุกๆ หนึ่งหมู่เท่านั้น
เมื่อได้ยินเงื่อนไขข้อนี้ บรรดาผู้เช่านาต่างก็เริ่มดีดลูกคิดในใจอย่างเงียบๆ
ตอนนี้เพิ่งจะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ
ยังมีเวลาอีกสิบเดือนกว่าจะถึงเทศกาลเจิ้งหยวน
การบุกเบิกนาปราณเพิ่มสักสองสามหมู่ไม่ใช่เรื่องยาก ใช้เวลาแค่เดือนกว่าๆ ก็ทำเสร็จแล้ว
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า บุกเบิกพื้นที่ได้กี่หมู่ ก็ต้องจ่ายค่าเช่าตามจำนวนที่กำหนดไว้
ความเสี่ยงค่อนข้างสูงเลยทีเดียว!
เพราะมีเพียงผู้เช่านาที่มีนาปราณมากกว่าสามสิบหมู่เท่านั้น ถึงจะได้รับสิทธิพิเศษในระดับค่าเช่าเดิม
ส่วนพวกที่มีสิบหมู่หรือยี่สิบหมู่ ผลกำไรรายปีก็ยังถือว่าน้อยมาก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่เลือกทำนาแค่ห้าหมู่เลย ทุกปีต้องส่งมอบข้าวปราณถึงสี่ร้อยห้าสิบชั่ง ผลกำไรที่ได้ก็จะยิ่งน้อยนิด แทบจะเรียกได้ว่าแค่พอประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น
หากบังเอิญโชคร้ายเจอกองทัพสัตว์อสูรบุกมาทำลายผลผลิต ก็อาจจะไม่ได้แม้แต่เศษข้าวประทังชีวิตด้วยซ้ำ!
และท้ายที่สุดก็ต้องควักเนื้อเอาหินปราณไปหาซื้อข้าวปราณในตลาดมาจ่ายชดเชยส่วนที่ขาดหายไป
ทำไปทำมาอาจจะหมดเนื้อหมดตัวได้เลย!
ทุกคนจึงต้องระมัดระวังตัว และเริ่มเกิดความลังเลใจ
"สหายนักพรตท่านใดที่ไม่ประสงค์จะต่อสัญญาเช่า สามารถไปทำเรื่องยกเลิกได้ที่ด้านซ้ายมือ และต้องย้ายออกจากบ้านพักภายในสามวัน"
จางหยวนเซิ่งคอยสังเกตสีหน้าของผู้เช่านามาโดยตลอด เมื่อเห็นว่าได้จังหวะเวลาที่เหมาะสมแล้ว เขาจึงประกาศเสียงดัง
"ส่วนสหายนักพรตที่ต้องการต่อสัญญาเช่า โปรดไปจ่ายเงินมัดจำที่ด้านขวามือเพื่อลงนามในสัญญาฉบับใหม่"
เมื่อนั้นทุกคนถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ลานกว้างด้านหน้าอาคารทั้งซ้ายและขวา มีโต๊ะถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีศิษย์สำนักอวิ๋นสุ่ยหลายคนนั่งประจำอยู่
"ข้าไม่เช่าแล้ว ข้าตัวคนเดียวดูแลนาปราณตั้งห้าหมู่ไม่ไหวหรอก"
"นั่นน่ะสิ ต่อให้ดูแลไหว แต่ถ้าเกิดมีสัตว์อสูรบุกมาล่ะก็..."
"ข้าก็ไม่เช่าแล้วเหมือนกัน ค่าเช่าแพงเกินไป!"
ผู้เช่านาบางคนตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
พวกเขาเดินไปที่ฝั่งซ้ายเพื่อทำเรื่องยกเลิกสัญญา
แม้ว่าต้นกล้าข้าวปราณในนาจะโตมาได้สองเดือนแล้ว การทิ้งไปในตอนนี้ย่อมต้องขาดทุนแน่ๆ แต่เจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน
เมื่อต้องเผชิญกับค่าเช่าข้าวปราณสี่ร้อยห้าสิบชั่งต่อปี
พวกเขายอมไปหาทางทำมาหากินอื่น และเลือกหนทางเอาชีวิตรอดที่มั่นคงกว่าจะดีกว่า
จ้าวต้าลี่มองไปที่ตาเฒ่าหลิวกับโหลวฉางอัน แววตาของเขาเป็นประกาย "นี่เป็นโอกาสดีนะ ข้าตั้งใจจะต่อสัญญา สหายนักพรตทั้งสองวางแผนไว้ว่าอย่างไร"
เดิมทีเขาคิดว่าสำนักอวิ๋นสุ่ยจะเรียกคืนนาปราณทั้งหมด และทำให้เขาต้องบอกลาชีวิตการทำนาไปตลอดกาล
แต่ไม่คิดเลยว่าจะยังต่อสัญญาได้ เมื่อฟังเงื่อนไขทั้งหมดจบ เขาก็เริ่มเกิดความสนใจและเตรียมตัวจะอยู่ต่อ
แม้ค่าเช่านาปราณจะแพงขึ้น
แต่มันก็ไม่เหมือนกับสมัยของสำนักไท่ชิง ที่จำกัดให้เช่าได้แค่คนละหมู่เดียวอีกต่อไป!
ตอนนี้ขอเพียงเจ้ายินดีจะบุกเบิกพื้นที่ จะเช่ากี่หมู่ก็ย่อมได้
คนกล้ามากแค่ไหน ผลผลิตก็มากเท่านั้น!
จ้าวต้าลี่เป็นคนกล้าได้กล้าเสียมาแต่ไหนแต่ไร เขาคิดว่านี่แหละคือโอกาสทองในการหาเงิน
แม้ว่าระดับพลังขั้นหลอมปราณระดับหกของเขาจะเสียแขนไปข้างหนึ่ง แต่เขาก็มีคู่บำเพ็ญเพียรคอยช่วยเหลือ
การดูแลนาปราณหลายสิบหมู่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย
[จบแล้ว]