- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเซียนรากหญ้า ขอซุ่มทำนาจนกว่าจะเทพ
- บทที่ 26 - ถุงสัตว์วิญญาณและวิชาควบคุมกระบี่
บทที่ 26 - ถุงสัตว์วิญญาณและวิชาควบคุมกระบี่
บทที่ 26 - ถุงสัตว์วิญญาณและวิชาควบคุมกระบี่
บทที่ 26 - ถุงสัตว์วิญญาณและวิชาควบคุมกระบี่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
รุ่งเช้าวันถัดมา
หลังจากเรียกฝนโปรยปรายลงบนนาปราณเสร็จ
โหลวฉางอันก็พาเสี่ยวซวงมุ่งหน้าไปยังตลาดอวิ๋นเหอ
การไปตลาดครั้งนี้มีสองเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย
เรื่องแรกคือการทำพันธสัญญากับเสี่ยวซวงเพื่อให้มันยอมรับเขาเป็นเจ้านาย จะได้อยู่ร่วมกันง่ายขึ้นในวันหน้า
อันที่จริงการทำพันธสัญญากับสัตว์อสูร เพียงแค่ฝึกฝนวิชาควบคุมสัตว์วิชาพื้นฐานก็พอแล้ว ข้อจำกัดของวิชาพวกนี้ไม่ได้สูงอะไร แต่โหลวฉางอันไม่เคยสัมผัสกับวิชาประเภทนี้มาก่อน แถมเขายังรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องฝึกเลยสักนิด
ดังนั้นเขาก็เลยยอมเจียดหินปราณนิดหน่อย ไปขอความช่วยเหลือจากร้านขายสัตว์วิญญาณดีกว่า
เรื่องที่สองคือ เขาอยากจะซื้อตำราวิชาสำหรับสัตว์วิญญาณสักเล่ม
เวลาว่างจะได้เอามาสอนให้เสี่ยวซวงฝึกฝน
เรื่องนี้ก็เป็นคำแนะนำของจ้าวต้าลี่เช่นกัน
"สหายนักพรตโหลว พลังต่อสู้โดยธรรมชาติของจิ้งจอกพฤกษาไม่ได้ต่ำต้อยเลย แต่หากทำพันธสัญญาและฝึกฝนวิชาสัตว์วิญญาณของแท้ พลังต่อสู้ของมันจะไม่หยุดอยู่แค่ขั้นหลอมปราณระดับหกอย่างแน่นอน"
ตามที่จ้าวต้าลี่บอกมา
สัตว์อสูรทุกตัวล้วนมีศักยภาพแฝงติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพราะได้รับการสืบทอดทางสายเลือด
แต่การที่พวกมันใช้ชีวิตในป่า ทุกการกระทำล้วนทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น
เมื่อไม่มีใครคอยอบรมสั่งสอน พลังต่อสู้ก็ย่อมมีขีดจำกัด
หากยอมให้พวกมันฝึกฝนวิชาสัตว์วิญญาณ ก็จะสามารถกระตุ้นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวของพวกมันออกมาได้ทีละขั้น หรืออาจถึงขั้นปลุกพลังสายเลือดให้ตื่นขึ้นได้ด้วยซ้ำ
เรื่องนี้ก็เหมือนกับมนุษย์นั่นแหละ
แม้มนุษย์จะมีรากวิญญาณติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่หากไม่ฝึกฝนเคล็ดวิชาหรือเวทมนตร์ ท้ายที่สุดแล้วพลังต่อสู้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนธรรมดา
มีเพียงการฝึกฝนเคล็ดวิชาและทะลวงระดับชั้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้น พลังต่อสู้ถึงจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
สัตว์อสูรก็เป็นเช่นเดียวกัน
ดังนั้นโหลวฉางอันจึงคิดทบทวนดู ว่าจะลองให้เสี่ยวซวงได้สัมผัสกับวิชาสัตว์วิญญาณดูสักครั้ง
หากมันมีศักยภาพจริงๆ ก็จะคอยขัดเกลามันต่อไป
บางทีในอนาคตมันอาจจะกลายมาเป็นองครักษ์ประจำตัวของเขาก็ได้
นี่ถือเป็นการลงทุนระยะยาว ในระยะสั้นยังมองไม่เห็นผลลัพธ์หรอก
ผู้ฝึกตนหลายคนก็ทำแบบนี้ พลังต่อสู้ของตัวเองอาจจะไม่ได้เรื่อง แต่กลับยอมทุ่มหินปราณเพื่อเลี้ยงสัตว์วิญญาณที่แข็งแกร่งเอาไว้ เดินไปไหนก็ไม่มีใครกล้าดูแคลน
หนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกเดินออกจากเขตนาปราณไปอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวซวงไม่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกเสียนาน พอเห็นบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีอยู่รอบตัว มันก็อดไม่ได้ที่จะปลดปล่อยตัวเอง กระโดดโลดเต้นไปตลอดทาง เผลอแป๊บเดียวก็วิ่งทิ้งห่างโหลวฉางอันไปไกลลิบ
"กลับมานี่!"
แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงตะคอกของโหลวฉางอัน
มันก็จะวิ่งจู๊ดกลับมาอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายคงจะรำคาญที่โหลวฉางอันเดินชักช้า มันจึงหันหน้ากลับมานั่งยองๆ แล้วส่งเสียงร้องโฮ่งๆ สองครั้ง
"อะไรนะ แกจะให้ฉันขี่หลังแกงั้นเรอะ"
โหลวฉางอันเข้าใจความหมายของมัน ก็อดหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ขนาดตัวของจิ้งจอกพฤกษาที่โตเต็มวัยก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้เสี่ยวซวงตัวใหญ่พอๆ กับสุนัขพันธุ์ทางตัวหนึ่งเท่านั้น ร่างกายเล็กแค่นี้ จะรับน้ำหนักของเขาไหวได้อย่างไร
แต่เขาก็ยังคงยิ้มและปีนขึ้นไปขี่บนหลังเสี่ยวซวงอยู่ดี
คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวซวงจะแบกเขาไหวจริงๆ มันวิ่งไปได้ไกลถึงสองลี้ถึงได้หอบแฮกๆ และหมอบลงกับพื้น
"ไม่เลวเลยนี่!" โหลวฉางอันตกตะลึงเล็กน้อย
เขาไม่คิดเลยว่าพละกำลังของเสี่ยวซวงจะมหาศาลขนาดนี้
จากนั้นเขาก็คว้ากระบี่เวทออกมาแล้วโยนขึ้นไปกลางอากาศ
ฟุบ ประกายกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานออกไปตามแรงมือ และลอยขวางอยู่กลางอากาศในพริบตา
จากนั้นเขาก็หิ้วคอเสี่ยวซวงแล้วกระโดดขึ้นไปยืนบนตัวกระบี่
"ไป!"
เขาบริกรรมคาถาในใจ เดินพลังเวทไปที่ฝ่าเท้าเพื่อกระตุ้นกระบี่เวท
ทันใดนั้น กระบี่เวทที่ดูเก่าซอมซ่อเล่มนี้ ก็ค่อยๆ พุ่งทะยานไปเบื้องหน้า
เมื่อยืนอยู่บนตัวกระบี่
โหลวฉางอันก็รู้สึกฮึกเหิมลำพองใจขึ้นมาไม่น้อย
หลังจากทะลวงถึงขั้นหลอมปราณระดับหก ในที่สุดเขาก็เรียนรู้วิชาควบคุมกระบี่สำเร็จ และได้สัมผัสความรู้สึกสนุกสนานของการขี่กระบี่บินเป็นครั้งคราว
ปกติเวลาอยู่ในนาปราณเขาไม่สะดวกใช้กระบี่บินนัก เพราะกลัวว่าคนอื่นจะจับได้เรื่องระดับพลังของเขา
ดังนั้นโอกาสในการฝึกฝนวิชาควบคุมกระบี่จึงมีไม่มากนัก
ตอนนี้วิชาบินของเขายังงูๆ ปลาๆ อยู่บ้าง
รวบรวมพลังเวท เร่งความเร็ว!
วืด!
กระบี่ยาวพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าราวกับลำแสง แต่ช่วงเวลาดีๆ มักจะอยู่ได้ไม่นาน
หลังจากบินไปได้สองสามลี้ พลังเวทก็ขาดห้วง
เขาจึงทำได้เพียงหิ้วคอเสี่ยวซวงแล้วร่อนลงจอดบนพื้นดิน
ขั้นหลอมปราณช่วงกลางก็เป็นแบบนี้แหละ สามารถควบคุมกระบี่เวทให้บินได้ไกลถึงสองลี้ก็นับว่าเก่งกาจมากแล้ว
ระยะทางที่เหลือก็คงต้องพึ่งพาสองเท้าเดินเอาเอง
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงตำบลเทียนหยาง
ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้หน่วยลาดตระเวนจะเยอะขนาดนี้
ด้วยผลผลิตจากนาปราณและเหมืองปราณที่มีจำนวนมหาศาล ปัจจุบันเมืองหลิงหยางได้กลายเป็นเมืองสำคัญระดับเขตของสำนักไท่ชิงไปแล้ว ดังนั้นในช่วงสองปีมานี้ สำนักไท่ชิงจึงได้เพิ่มกำลังการรักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองหลิงหยางมากขึ้น
ไม่เพียงแต่จำนวนศิษย์ในสาขาย่อยจะเพิ่มขึ้น
แม้แต่หน่วยลาดตระเวนตามตำบลต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นจากช่วงแรกๆ ถึงสองเท่าตัว
เมื่อเห็นโหลวฉางอันพาจิ้งจอกพฤกษาเดินกร่างอยู่บนถนน
เจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนหลายคนก็รีบวิ่งเข้ามาล้อมตัวเขาทันที
"สหายนักพรต สัตว์อสูรอย่างจิ้งจอกพฤกษาเป็นตัวอันตรายมาก ห้ามพามาเดินเตร็ดเตร่ในตำบลเด็ดขาด!"
หืม
โหลวฉางอันชะงักไปเล็กน้อย เขาชี้ไปที่เสี่ยวซวงแล้วกล่าวว่า "จิ้งจอกตัวนี้เป็นแค่ลูกสัตว์อสูรเท่านั้น คงไม่ได้ทำผิดกฎอะไรกระมัง"
เขารู้ว่าในตำบลมีกฎระเบียบข้อบังคับอยู่
สัตว์อสูรหรือสัตว์วิญญาณที่มีพลังต่อสู้เกินกว่าที่กำหนด ห้ามนำมาเดินบนถนนเด็ดขาด
จุดประสงค์ที่สาขาย่อยสำนักไท่ชิงตั้งกฎนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในตำบล
แบบนี้จะได้ป้องกันไม่ให้พวกผู้ฝึกตนไร้สมองบางคนขี่สัตว์วิญญาณมาเดินเพ่นพ่านในตำบล จนเผลอไปทำร้ายชาวบ้านระดับล่างเข้า
เจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนทุกคนล้วนเป็นศิษย์ของสำนักไท่ชิง
พวกเขามองเสี่ยวซวงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
"นี่มันลูกสัตว์อสูรที่ไหนกัน ตัวใหญ่เกือบจะเท่าจิ้งจอกพฤกษาที่โตเต็มวัยอยู่แล้ว รีบเก็บมันไปซะเถอะ"
โหลวฉางอันรีบอธิบาย "ข้าเป็นผู้เช่านาปราณ เพิ่งจะเก็บลูกจิ้งจอกพฤกษาตัวนี้มาได้ไม่นาน วันนี้กำลังจะไปตลาดเพื่อซื้อถุงสัตว์วิญญาณอยู่พอดี รบกวนพวกท่านช่วยอำนวยความสะดวกให้หน่อยเถอะ"
พูดจบ เขาก็หยิบป้ายหยกประจำตัวผู้เช่านาปราณออกมา
อีกฝ่ายรับป้ายหยกไปตรวจสอบดูครู่หนึ่ง จากนั้นก็โบกมือ "ถ้าอย่างนั้นสหายนักพรตก็รีบไปซื้อถุงสัตว์วิญญาณให้เรียบร้อยล่ะ อย่าให้มีคราวหน้าอีก!"
หลังจากอีกฝ่ายเดินจากไป
โหลวฉางอันก็รีบพาเสี่ยวซวงมุ่งหน้าตรงไปยังตลาดอวิ๋นเหอทันที
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้มีความคิดที่จะซื้อถุงสัตว์วิญญาณเลยสักนิด
เดิมทีเขาตั้งใจจะให้เสี่ยวซวงอาศัยอยู่ในเขตนาปราณ รอให้เขาฝึกฝนการสลักลวดลายค่ายกลจนชำนาญแล้วค่อยสร้างถุงสัตว์วิญญาณขึ้นมาเอง จะได้ประหยัดหินปราณไปได้บ้าง
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ คงไม่ซื้อไม่ได้แล้ว
ราคาของถุงสัตว์วิญญาณก็พอๆ กับถุงยังชีพนั่นแหละ
ล้วนจัดอยู่ในประเภทของวิเศษมิติเหมือนกัน
เพียงแต่ถุงสัตว์วิญญาณไม่สามารถใช้เก็บสิ่งของอย่างอื่นได้ เอาไว้สำหรับเก็บสัตว์วิญญาณเพียงอย่างเดียว
เมื่อเข้าไปในตลาดแล้ว
โหลวฉางอันก็มุ่งตรงไปที่โซนแผงลอยทันที
เขาหาพ่อค้าแผงลอยที่คุ้นเคยกันดี ยอมจ่ายหินปราณไปสามก้อนเพื่อทำพันธสัญญากับเสี่ยวซวง
ขั้นตอนทั้งหมดนั้นง่ายดายมาก
โหลวฉางอันบีบปลายนิ้วกลางจนแตก แล้วหยดเลือดออกมาหนึ่งหยด
จากนั้นก็ให้พ่อค้าแผงลอยร่ายคาถา แล้วฝังมันเข้าไปในร่างกายของเสี่ยวซวง
หลังจากการดำเนินการเสร็จสิ้น ดวงตาของเสี่ยวซวงก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ จากนั้นสายตาที่มองมายังโหลวฉางอันก็เปลี่ยนไป ในวินาทีนี้ ไม่ว่ามันจะมองโหลวฉางอันอย่างไร มันก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นแม่อีกต่อไป แต่คือเจ้านาย!
ส่วนโหลวฉางอันก็สัมผัสได้ถึงกระแสจิตสายหนึ่งที่ส่งมาจากเสี่ยวซวง
มันสร้างสายใยผูกพันกับเขาอย่างลึกลับ
การเกิดสายใยความผูกพันเช่นนี้ หมายความว่าเขาได้กลายเป็นเจ้านายของเสี่ยวซวงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
นับจากนี้ไป ไม่ว่าเสี่ยวซวงจะมีความคิดหรือความรู้สึกใดๆ เขาก็สามารถรับรู้และจับสังเกตได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาสั่งให้เสี่ยวซวงไปทางตะวันออก เสี่ยวซวงก็ไม่มีทางกล้าขัดใจไปทางตะวันตกเด็ดขาด
ต้องเชื่อฟังและซื่อสัตย์ภักดีอย่างสมบูรณ์แบบ!
มิเช่นนั้นเพียงแค่เขานึกคิด ก็สามารถปลิดชีพมันได้ในพริบตา!
"เยี่ยมเลย ข้าจะซื้อถุงสัตว์วิญญาณอีกใบ คิดราคาถูกๆ หน่อยนะ!"
โหลวฉางอันพึงพอใจกับการจัดการของพ่อค้าแผงลอยมาก เขาจึงยอมจ่ายหินปราณไปอีกสามสิบห้าก้อนเพื่อซื้อถุงสัตว์วิญญาณติดมือมาด้วย
พื้นที่ในถุงไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็พอที่จะยัดเสี่ยวซวงลงไปได้ถึงสองตัว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ต่อให้เสี่ยวซวงจะโตเต็มวัย ถุงสัตว์วิญญาณใบนี้ก็ไม่ต้องอัปเกรดหรือเปลี่ยนใหม่
หลังจากนั้นเขาก็เดินถามไถ่ไปทั่วโซนแผงลอย
พ่อค้าแผงขายสัตว์วิญญาณหลายคนต่างก็บอกว่าไม่มีเคล็ดวิชาขาย
โหลวฉางอันรู้สึกผิดหวังมาก จึงทำได้เพียงเดินไปที่ร้านขายสัตว์วิญญาณที่ตั้งอยู่ด้านในตลาด
"เอ๊ะ ท่านไม่ใช่ปรมาจารย์ค่ายกลคนนั้นหรอกหรือ"
เมื่อเดินเข้าไปในร้านขายสัตว์วิญญาณแห่งหนึ่ง เถ้าแก่เนี้ยสาวก็เผลอร้องทักขึ้นมา
โหลวฉางอันพิจารณาอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง
เถ้าแก่เนี้ยคนนี้ยังดูสาวมาก อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ที่เอวมีแส้อ่อนเส้นหนึ่งผูกเอาไว้
เมื่อเห็นแส้อ่อนเส้นนี้
ในที่สุดโหลวฉางอันก็นึกออก ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกสัตว์ที่มาจ้างเขาไปวางค่ายกลที่บ้านตอนที่เขาตั้งแผงขายของเมื่อหลายปีก่อนหรอกหรือ
"ที่แท้ก็คือท่านนี่เอง"
ทั้งสองเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว จึงจำชื่อของกันและกันไม่ได้เลย
หลังจากทักทายปราศรัยกันพอเป็นพิธี
โหลวฉางอันถึงได้รู้ว่าเถ้าแก่เนี้ยคนนี้มีชื่อว่าเสิ่นเทียนเสวี่ย
"สหายนักพรตเสิ่น ข้าอยากจะซื้อตำราวิชาสำหรับสัตว์วิญญาณสักเล่ม ท่านพอจะมีอะไรแนะนำบ้างไหม"
เสิ่นเทียนเสวี่ยสังเกตเห็นลูกจิ้งจอกที่เดินตามหลังโหลวฉางอันมาตั้งแต่แรกแล้ว
"จิ้งจอกพฤกษาของท่านตัวนี้ อายุน่าจะสักสี่เดือนได้แล้ว มันเป็นสัตว์สายพันธ์ธาตุไม้"
นางหมุนตัวไปหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากตู้
"นี่คือวิชาพื้นฐานสำหรับฝึกฝนสัตว์วิญญาณ ด้านในมีคาถาย่อยธาตุไม้บันทึกไว้ห้าบท ท่านสามารถคอยชี้แนะให้มันค่อยๆ ฝึกฝนไปได้..."
หลังจากที่นางอธิบายจบ
โหลวฉางอันถึงได้รู้ว่าวิชาพื้นฐานสำหรับสัตว์วิญญาณประเภทนี้ไม่มีแผ่นหยกบันทึก
ดังนั้นราคาของมันจึงถูกมาก ขายเพียงแค่ห้าก้อนหินปราณเท่านั้น
เขาจึงยอมควักหินปราณออกมาซื้ออย่างไม่ลังเล
"สหายนักพรตโหลว วันข้างหน้าหากต้องการอะไรอีก ก็มาหาข้าได้โดยตรงเลยนะ ข้าจะคิดราคาพิเศษให้"
เสิ่นเทียนเสวี่ยยิ้มแย้ม
นางสังเกตเห็นว่าลูกจิ้งจอกพฤกษาตัวนี้เพิ่งจะทำพันธสัญญายอมรับเจ้านายมาหมาดๆ
ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ค่ายกลท่านนี้จะเริ่มเลี้ยงสัตว์วิญญาณแล้ว ถ้างั้นวันหน้าเขาก็ยังมีเรื่องให้ต้องผลาญหินปราณอีกเยอะ! นางก็ย่อมต้องผูกมิตรกับเขาไว้เป็นธรรมดา เพื่อให้เขากลายเป็นลูกค้าประจำของตัวเอง
ดังนั้นเสิ่นเทียนเสวี่ยจึงกระตือรือร้นหยิบยันต์สื่อสารออกมาสามแผ่น แล้วยื่นส่งให้โหลวฉางอัน
"เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว" โหลวฉางอันตอบส่งๆ ไป
เขาหยิบยันต์สื่อสารมายัดเก็บลงในถุงยังชีพอย่างลวกๆ
ยันต์สื่อสารเป็นยันต์ประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถใช้ส่งข้อความติดต่อกันได้ในระยะทางที่จำกัด ร้านค้าทุกร้านในตลาดมักจะมอบยันต์ชนิดนี้ให้ลูกค้า เพื่อความสะดวกในการติดต่อครั้งต่อไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โหลวฉางอันได้รับยันต์สื่อสารมาไม่รู้กี่แผ่นต่อกี่แผ่นแล้ว
แต่เขาก็ไม่เคยใช้มันเลยสักครั้ง
เพราะเขามาเดินตลาดอยู่บ่อยๆ หากต้องการซื้ออะไรก็เดินเข้ามาเลือกด้วยตัวเองสะดวกกว่าเยอะ
ไม่มีเหตุผลอะไรต้องมานั่งต่อปากต่อคำกับพ่อค้าแม่ค้าพวกนี้ให้มากความ
จากนั้นเขาก็จับเสี่ยวซวงยัดลงไปในถุงสัตว์วิญญาณ ก่อนที่โหลวฉางอันจะเอ่ยปากลาเสิ่นเทียนเสวี่ยและเตรียมเดินออกจากร้านไป
วืด~~
แต่ในขณะนั้นเอง จู่ๆ บนท้องฟ้าก็มีเสียงประหลาดดังขึ้น
ก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นในตลาด
"นั่นมันบ้าอะไรกันเนี่ย"
"เร็วเข้า ดูนั่นสิ! เรือเหาะเต็มไปหมดเลย!"
"เรือเหาะงั้นหรือ ทำไมจู่ๆ ถึงมีเรือเหาะโผล่มาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ!"
"......"
เสียงอุทานดังมาจากข้างนอกไม่ขาดสาย
เห็นเพียงเหล่าผู้ฝึกตนริมถนนพากันหยุดเดินและเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า
โหลวฉางอันรีบเดินออกมาจากร้าน
และแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าเช่นกัน
ภาพที่เห็นคือบนท้องฟ้าสูงลิบทางทิศตะวันออก มีเรือเหาะขนาดกลางสีดำกว่ายี่สิบลำกำลังพุ่งทะยานตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง!
[จบแล้ว]