- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเซียนรากหญ้า ขอซุ่มทำนาจนกว่าจะเทพ
- บทที่ 24 - ทุกสิ่งล้วนไม่อาจฝืนกะเกณฑ์
บทที่ 24 - ทุกสิ่งล้วนไม่อาจฝืนกะเกณฑ์
บทที่ 24 - ทุกสิ่งล้วนไม่อาจฝืนกะเกณฑ์
บทที่ 24 - ทุกสิ่งล้วนไม่อาจฝืนกะเกณฑ์
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"พ่อหนุ่มโหลว ปีนี้นายอายุยี่สิบสองแล้วใช่ไหม"
เป็นไปตามคาด ตาเฒ่าหลิวเอ่ยปากขึ้นมาแล้ว
แม้สีหน้าของเขาจะดูมึนเมาสะลึมสะลือ ทว่าในแววตากลับทอประกายเจิดจ้า ไม่เหมือนคนเมาสุราเลยสักนิด
"ใช่ครับ" โหลวฉางอันพยักหน้า
ตอนที่มาถึงเมืองหลิงหยางเขายังอายุไม่เต็มสิบแปดปีเลย
แต่เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปสี่ปีแล้ว ตอนนี้หนวดเคราก็เริ่มขึ้นครึ้ม อีกไม่กี่วันก็จะมีอายุครบยี่สิบสองปีบริบูรณ์
ตาเฒ่าหลิวปรายตามองเสื้อคลุมเวทบนตัวเขาแวบหนึ่ง บนใบหน้าคล้ายจะระบายรอยยิ้ม "พรสวรรค์รากวิญญาณห้าธาตุ แต่อายุยี่สิบสองก็สามารถทะลวงถึงขั้นหลอมปราณระดับหกได้ พ่อหนุ่มโหลวไม่ธรรมดาเลยนะ"
น้ำเสียงที่เขาพูดนั้นแผ่วเบามาก
เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
แต่โหลวฉางอันที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับได้ยินอย่างชัดเจน!
ขั้นหลอมปราณระดับหกงั้นหรือ ตาเฒ่าหลิวรู้ระดับพลังของเขาได้อย่างไร
เขาชะงักไปชั่วขณะ จอกสุราในมือเกือบจะร่วงหล่นลงมา
แต่โชคดีที่เขายังตั้งสติได้ สีหน้ายังคงราบเรียบไม่เปลี่ยน แสร้งทำเป็นใจเย็นแล้วยกจอกสุราขึ้นมาจิบต่อ
"สหายนักพรตหลิวจำผิดหรือเปล่า ข้าเพิ่งจะฝืนทะลวงถึงขั้นหลอมปราณระดับห้าได้ในวันนี้เองนะ"
"หึๆ"
ตาเฒ่าหลิวหัวเราะเสียงต่ำ บางทีอาจจะเป็นเพราะฝืนหัวเราะมากไปหน่อยจึงทำให้ลมหายใจติดขัดจนไอออกมาสองสามครั้ง
สองปีมานี้สุขภาพของเขาย่ำแย่ลงมาก
นอกจากจะไออยู่บ่อยครั้งแล้ว จิตใจก็ไม่เบิกบานเหมือนเมื่อก่อน แถมผมขาวก็เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
"เจ้าหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกข้าไม่ได้หรอก"
"ข้าเคยฝึกฝนวิชาสอดแนมระดับพลังของผู้อื่น ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นสร้างรากฐานไม่มีใครรอดพ้นสายตาข้าไปได้ เมื่อสองปีก่อนเจ้าก็ทะลวงถึงขั้นหลอมปราณระดับห้าแล้ว และที่ทะลวงได้ในวันนี้ก็คือขั้นหลอมปราณระดับหก"
เขามองโหลวฉางอันพลางพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ "แม้เจ้าจะมีรากวิญญาณห้าธาตุ แต่ความเร็วในการทะลวงขั้นกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกรากวิญญาณสามธาตุเลยสักนิด!"
"พ่อหนุ่มโหลว ในเขตนาปราณแห่งนี้ เจ้าคือคนที่ซ่อนตัวตนได้ลึกซึ้งที่สุดแล้ว"
หลายปีมานี้สำนักไท่ชิงขยายพื้นที่นาปราณมาโดยตลอด แม้ในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ร้อยหมู่ แต่ผ่านไปสามสี่ปี ตอนนี้ผู้เช่านาปราณก็เพิ่มขึ้นถึงสี่พันครัวเรือนแล้ว
ตาเฒ่าหลิวเป็นคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน เขารู้ดีว่าต่อให้เป็นผู้ฝึกตนรากวิญญาณสามธาตุ การจะทะลวงขั้นย่อยติดต่อกันถึงสองระดับภายในสี่ปีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
จากขั้นหลอมปราณระดับสี่ไประดับห้า ใช้เวลาสองปียังพออธิบายได้
แต่จากขั้นหลอมปราณระดับห้าทะลวงไปสู่ระดับหกนั้นไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น หากไม่มีทรัพยากรชั้นยอดคอยสนับสนุน ผู้ฝึกตนรากวิญญาณสามธาตุที่อยากจะทำได้ภายในสองปีแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ความหมายแฝงในคำพูดของตาเฒ่าหลิวก็คือ
กำลังบ่งบอกว่าเรื่องรากวิญญาณห้าธาตุของโหลวฉางอันนั้นหลอกลวงทั้งเพ
อย่างน้อยเขาก็ต้องมีพรสวรรค์ระดับรากวิญญาณสามธาตุ!
เมื่อโหลวฉางอันได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เย็นชาลงเล็กน้อย
ในเมื่ออีกฝ่ายรู้ระดับพลังของเขาอย่างชัดเจนแล้วแถมยังพูดออกมา ย่อมต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง
ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรอีก รอให้อีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยปากเอง
ตาเฒ่าหลิวคล้ายจะมองทะลุถึงความกังวลของโหลวฉางอัน เขายกจอกสุราขึ้นจิบแล้วกล่าว "พ่อหนุ่มโหลววางใจได้ เรื่องนี้ข้าจะไม่บอกใครเด็ดขาด"
จากนั้นเขาก็กดเสียงให้ต่ำลงอีกครั้ง
"ไม่ปิดบังเจ้าหรอกนะ อันที่จริงชิงชิงบ้านข้าก็ไม่ใช่รากวิญญาณสี่ธาตุ แต่เป็นรากวิญญาณสามธาตุ!"
หลิวชิงชิงคือรากวิญญาณสามธาตุงั้นหรือ
คำพูดนี้ทำให้โหลวฉางอันรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
หลิวชิงชิงอ้างมาตลอดว่าตนเองมีพรสวรรค์รากวิญญาณสี่ธาตุ เพื่อนบ้านรอบๆ ต่างก็รู้เรื่องนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วนางแค่โกหก
เมื่อเห็นสีหน้ามึนงงของโหลวฉางอัน
ตาเฒ่าหลิวก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง
"หึๆ พ่อหนุ่มโหลวไม่ต้องคิดมากหรอก ที่ข้าให้ชิงชิงปกปิดรากวิญญาณของตัวเองไว้ อันที่จริงก็เพื่อความปลอดภัยนั่นแหละ บางครั้งความโดดเด่นก็อาจไม่ใช่เรื่องดี การใช้ชีวิตเป็นคนควรจะเหลือไพ่ตายไว้บ้าง"
การใช้ชีวิตนอกบ้าน เวลาเจรจากับผู้คนยังต้องเผื่อใจไว้บ้าง
นับประสาอะไรกับโลกผู้ฝึกตนที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและเล่ห์เหลี่ยม
โหลวฉางอันเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดสหายนักพรตหลิวจึงนำเรื่องนี้มาบอกข้าล่ะ"
โหลวฉางอันถามกลับ
จู่ๆ ก็เอาความจริงเรื่องรากวิญญาณของหลานสาวมาเปิดเผย มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย หรือว่าตาเฒ่าหลิวจะเมามากไปจริงๆ
คิดไม่ถึงว่าประโยคถัดมาของตาเฒ่าหลิว
จะทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว
"ข้าคิดว่า เจ้าควรจะออกเรือนสร้างครอบครัวได้แล้วนะ"
"ชิงชิงของข้าไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือพรสวรรค์รากวิญญาณก็ถือว่าไม่เลวเลย หากพวกเจ้าสองคนตกลงปลงใจเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน ก็คงไม่นับว่าเอาเปรียบเจ้าหรอกนะ"
ตาเฒ่าหลิววางจอกสุราลง ตอนนี้เขาไม่มีอาการเมามายเลยสักนิด
ทว่ากลับใช้สายตาที่จริงจังมากจ้องมองโหลวฉางอัน
เป็นคู่บำเพ็ญเพียรหรือ
โหลวฉางอันเงียบไป
เขาค่อยๆ วางจอกสุราลง สีหน้าเริ่มกลายเป็นเคร่งเครียด
เขาเข้าใจแล้ว
ที่แท้คืนนี้ตาเฒ่าหลิวก็ตั้งใจมาทาบทามหลานสาวให้ตัวเองนี่เอง
ทว่าแม้หญิงงามจะเลอโฉม แต่โหลวฉางอันกลับไม่มีความคิดที่จะออกเรือนสร้างครอบครัวเลย แล้วเขาควรจะปฏิเสธตาเฒ่าหลิวอย่างประนีประนอมได้อย่างไรดี
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน โหลวฉางอันก็คว้ากาสุราบนโต๊ะขึ้นมา
รินสุราให้ตาเฒ่าหลิวจนเต็มจอกอีกครั้ง จากนั้นจึงเอ่ยออกมาอย่างจนใจ
"ขอบคุณสหายนักพรตหลิวที่เมตตาเอ็นดู เพียงแต่ข้ามันก็แค่ผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่ง มีชีวิตรอดไปวันๆ แค่ดูแลตัวเองยังเอาตัวไม่รอด หากข้าตกลงปลงใจกับชิงชิง เกรงว่าจะเป็นการรั้งถ่วงให้นางต้องเสียเวลาเปล่า"
โลกผู้ฝึกตนแห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน
การที่ผู้ฝึกตนอิสระสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ก็นับว่าเป็นความโชคดีอย่างมหาศาลแล้ว
หากเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันเมื่อใด ก็จะยิ่งเพิ่มภาระผูกพันและความรับผิดชอบมากมาย
โหลวฉางอันรู้ดีว่าการมีคู่บำเพ็ญเพียรต้องอาศัยความแข็งแกร่งที่มากพอ
การด่วนตัดสินใจแบกรับความรับผิดชอบที่เกินขีดจำกัดของตัวเอง ก็เท่ากับการทำร้ายทั้งผู้อื่นและตัวเอง!
ดังนั้นเขาจึงแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาตรงๆ
เพียงหวังว่าจะไม่ทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองใจเพราะเรื่องนี้
ตาเฒ่าหลิวจ้องมองโหลวฉางอันอยู่นาน ในที่สุดก็กล่าวว่า "พ่อหนุ่มโหลวไม่ต้องรีบปฏิเสธหรอก เจ้าค่อยๆ เก็บไปคิดดูก่อน วันหน้าค่อยให้คำตอบข้าก็ได้"
พูดจบเขาก็กระชับคอเสื้อคลุมนักพรตให้แน่นขึ้นแล้วหยัดตัวลุกขึ้นยืน
"ดึกมากแล้ว ข้าขอตัวก่อน พ่อหนุ่มโหลวก็รีบพักผ่อนเถอะ"
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู เขาก็หยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองโหลวฉางอันด้วยสายตาที่มีความหมายแฝง ราวกับมีอะไรบางอย่างอยากจะพูด
แต่อ้าปากแล้วก็หุบลง ท้ายที่สุดก็ทำเพียงถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
หมุนตัวเดินกลับไปที่บ้านของตัวเอง
......
"เรียนคุณหนู"
ตาเฒ่าหลิวกลับมาถึงบ้าน หลังจากปิดประตูเรียบร้อยแล้ว
ก็โค้งคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมยืนทอดมือลงข้างลำตัว
"ลุงฝู กลับมาแล้วหรือ"
หลิวชิงชิงที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่หน้าโต๊ะลืมตาขึ้นมาทันที นางเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
งานเลี้ยงสังสรรค์ในวันนี้ นางเป็นคนแรกที่ขอตัวกลับออกมาก่อน กลับมาถึงได้ครึ่งชั่วยามแล้ว
พวกผู้ชายอกสามศอกนั่งดื่มสุราพูดคุยกัน
นางนั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน
"บ่าวทำตามที่คุณหนูสั่ง คุยกับพ่อหนุ่มโหลวเรียบร้อยแล้วขอรับ"
ตาเฒ่าหลิวมีท่าทีสลดลงเล็กน้อย "ดูเหมือนว่าตอนนี้เขา... จะยังไม่มีความคิดเรื่องการออกเรือนสร้างครอบครัวเลยขอรับ"
หลิวชิงชิงหรี่ดวงตากลมโตลงเล็กน้อย "อะไรนะ"
ไม่มีความคิดเรื่องออกเรือนสร้างครอบครัวงั้นหรือ
บนใบหน้าของนางเผยให้เห็นถึงความผิดหวังเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติและหลับตาลงดังเดิม "ช่างเถอะ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน ทุกสิ่งล้วนไม่อาจฝืนกะเกณฑ์"
ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่ ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากตาเฒ่าหลิว
ดวงตาคู่สวยของนางจึงต้องลืมขึ้นมาอีกครั้ง
"ว่าอย่างไร ลุงฝูยังมีเรื่องอะไรอีกหรือ"
ตาเฒ่าหลิวฝืนยิ้มออกมา เอ่ยอย่างลังเล "คุณหนู บ่าวมีคำพูดประโยคหนึ่ง ไม่รู้ว่าสมควรจะพูดดีหรือไม่"
"ลุงฝูพูดมาเถอะ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง"
"บ่าวรู้สึกว่า คนหนุ่มอย่างพ่อหนุ่มโหลวมีให้เห็นเกลื่อนกลาด... ด้วยฐานะทางบ้านของคุณหนู การจะหาผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานมาเป็นคู่บำเพ็ญเพียรก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหตุใดจึงต้อง..."
หลิวชิงชิงขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันเล็กน้อย จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับพูดแทรกขึ้นมา
"ดึกมากแล้ว ลุงฝูรีบไปพักผ่อนเถอะ"
"ขอรับ"
ตาเฒ่าหลิวไม่พูดอะไรให้มากความอีก เขาประสานมือคารวะ
จากนั้นร่างก็หดเล็กลง
และดำดิ่งลงไปในดิน หายตัวลับไปในพริบตา
[จบแล้ว]