เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 - หุ่นเชิดไม้เขียวและองครักษ์เหล็กนิล

บทที่ 9 - หุ่นเชิดไม้เขียวและองครักษ์เหล็กนิล

บทที่ 9 - หุ่นเชิดไม้เขียวและองครักษ์เหล็กนิล


บทที่ 9 - หุ่นเชิดไม้เขียวและองครักษ์เหล็กนิล

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าที่นาปราณหมายเลขหกสิบสอง มีคนหลายคนกำลังยืนเถียงกันหน้าดำหน้าแดง

เมื่อเห็นว่าหลายคนในกลุ่มนั้นสวมชุดนักพรตที่ดูเหมือนกันเป๊ะ

โหลวฉางอันก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที

ศิษย์สำนักไท่ชิงลงมาตรวจตรานาปราณแล้วนี่เอง

ผู้ที่เช่านาปราณหมายเลขหกสิบสอง เป็นเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับโหลวฉางอัน

เขามาเช่าที่ดินหลังโหลวฉางอันไปหลายวัน

จนถึงตอนนี้เขายังเบิกพงได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ

ศิษย์สำนักไท่ชิงจึงออกคำสั่งไล่เขาออกไปทันทีโดยไม่ลังเล เพราะในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องทำการเบิกพงให้เสร็จสิ้นภายในครึ่งเดือน หากทำไม่สำเร็จจะถือว่าผิดสัญญา

เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ยอมรับ เพราะเขาเพิ่งจะมาทีหลัง ในความคิดของเขาคือเวลาของเขายังไม่ครบครึ่งเดือนเลยด้วยซ้ำ

เถียงกันไปเถียงกันมา เด็กหนุ่มก็ยังไม่ยอมถอย

แต่น่าเสียดายที่คนของสำนักเซียนไม่คิดจะมานั่งอธิบายเหตุผลกับผู้ฝึกตนอิสระต๊อกต๋อยหรอก

ศิษย์สำนักไท่ชิงคนหนึ่งเดินเข้าไปซัดหน้าเด็กหนุ่มเข้าให้เต็มเปา ร่างของเด็กหนุ่มกระเด็นลอยไปไกลหลายจั้ง กระอักเลือดออกมาคำโตแล้วลงไปนอนกองกับพื้น สุดท้ายเขาก็ต้องให้เพื่อนบ้านคนอื่นช่วยประคองลุกขึ้นมา แล้วเก็บข้าวของเดินคอตกจากไปอย่างน่าเวทนา

"สำนักเซียนก็เป็นแบบนี้แหละ กฎหมู่เหนือกฎหมาย ใครกำปั้นใหญ่กว่าคนนั้นก็เป็นฝ่ายถูก"

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า โหลวฉางอันก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ

ในโลกที่ตัดสินกันด้วยความแข็งแกร่งเช่นนี้ ใครหมัดหนักกว่าคนนั้นก็คือความถูกต้อง

ไม่มีอะไรจะต้องไปตำหนิหรอก

ครู่ต่อมา ศิษย์สำนักไท่ชิงสี่คนก็เดินมาถึงนาหมายเลขหกสิบหก

พวกเขาตรวจดูป้ายคำสั่งของโหลวฉางอัน แล้วก็เดินสำรวจสภาพแปลงนา เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไร ยื่นห่อกระดาษที่ตุงๆ ห่อหนึ่งมาให้เขา "นี่คือเมล็ดพันธุ์ข้าวปราณ รีบลงมือปลูกซะ แล้วพยายามทำยอดส่งข้าวปราณสามร้อยชั่งในฤดูกาลแรกให้ครบด้วยล่ะ!"

ดูเหมือนความต้องการข้าวปราณภายในสำนักไท่ชิงจะเร่งด่วนเอามากๆ

มิน่าล่ะในสัญญาถึงได้ระบุเงื่อนไขยิบย่อยเอาไว้ด้วย

นั่นก็คือข้าวปราณที่เก็บเกี่ยวได้ในฤดูกาลแรก หากได้ครบสามร้อยชั่ง ก็ต้องส่งมอบให้สำนักทั้งหมดทันที หากไม่ครบ ก็ให้ไปทบยอดส่งในฤดูกาลที่สองแทน

นี่แหละคือเหตุผลที่พวกเขารีบเร่งบังคับให้ทุกคนเบิกพงให้เสร็จภายในครึ่งเดือน

เพราะตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงวสันตวิษุวัต หากรีบเบิกพงและลงเมล็ดพันธุ์แต่เนิ่นๆ ก็จะทันเก็บเกี่ยวในฤดูกาลแรกพอดี

ตามแผนการที่สำนักไท่ชิงวางไว้ เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะเบิกพงนาปราณให้ได้สักสามพันหมู่ก่อน

แต่น่าเสียดาย ที่ผู้ฝึกตนต่างถิ่นส่วนใหญ่มีช่องทางทำมาหากินที่ดีกว่านี้

จำนวนคนที่มาเช่านาปราณก็เลยมีไม่ค่อยเยอะ

ตอนนี้แปลงนาที่ถูกเบิกพงเสร็จเรียบร้อย น่าจะมีอยู่แค่ราวๆ เจ็ดถึงแปดร้อยหมู่เท่านั้นเอง

ในเมื่ออุตส่าห์จ่ายเงินมัดจำไปแล้ว ทุกคนก็ย่อมต้องยอมก้มหน้าก้มตาปลูกข้าวปราณกันต่อไป

ดังนั้นหลังจากได้รับเมล็ดพันธุ์มา

บรรดาผู้ฝึกตนก็เริ่มวุ่นวายกับการลงมือหว่านเมล็ดกันยกใหญ่

โหลวฉางอันเองก็ทำตามคนอื่น ทั้งพลิกหน้าดิน หว่านเมล็ด และกลบดิน สุดท้ายก็ยืนพึมพำท่องคาถาเงียบๆ ร่ายวิชาเรียกฝน รวบรวมก้อนเมฆให้กลายเป็นไอน้ำ แล้วบันดาลให้เกิดฝนตกลงมารดน้ำแปลงนาปราณของตน

แต่วิชาเรียกฝนของเขายังไม่ค่อยจะคล่องแคล่วนัก พื้นที่ที่ครอบคลุมจึงยังไม่กว้างพอ

เสกฝนลงมาแต่ละที ก็ครอบคลุมพื้นที่ได้แค่หนึ่งในห้าของแปลงนาเท่านั้น

เขาเลยต้องร่ายคาถาซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ รอบ

ยังดีที่วิชาเวทมนตร์เล็กๆ พวกนี้ไม่ต้องใช้พลังเวทมากมายอะไร ถือว่าทำได้แบบสบายๆ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็รดน้ำเสร็จสรรพ

วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า

เขาคอยถอนหญ้าและกำจัดแมลงให้ตรงเวลาทุกวัน

ส่วนเรื่องรดน้ำก็ต้องคอยดูสภาพอากาศเป็นหลัก วันไหนแดดจัด ดินแห้ง ก็เสกฝนตกลงมาสักพัก

แต่วันไหนฝนตก ก็จะถือโอกาสอู้งานพักผ่อนได้สองสามวัน

และแล้ว

เมล็ดข้าวปราณที่หว่านลงไปก็เริ่มงอกเงย และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วชนิดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ในระหว่างที่ทำนา โหลวฉางอันก็คอยศึกษาวิชาค่ายกลไปด้วย

ตอนนี้เขาเชี่ยวชาญค่ายกลหนามน้ำแข็งแปดทิศและค่ายกลบ่อทรายปฐพีแล้ว

แม้ว่าค่ายกลทั้งสองนี้จะเป็นแค่ค่ายกลระดับหนึ่ง

แต่อนุภาพของมันก็ถือว่าใกล้เคียงกับค่ายกลระดับสองเลยทีเดียว

เขาจึงรื้อค่ายกลเบญจธาตุพิทักษ์ปราณของเดิมออก แล้ววางค่ายกลหนามน้ำแข็งแปดทิศครอบกระท่อมหญ้าคาของตัวเองแทน

ค่ายกลหนามน้ำแข็งแปดทิศมีความปลอดภัยสูงกว่ามาก

แต่ค่ายกลนี้วางยากเอาเรื่อง ต้องไปขุดหลุมทำกับดักไว้รอบๆ อาณาเขตของค่ายกลด้วย เวลาถูกบุกรุก หลุมพวกนี้ก็จะพุ่งหนามน้ำแข็งออกมาโจมตีผู้บุกรุกอัตโนมัติ ทำให้ศัตรูตั้งรับไม่ทัน

สิ่งที่แตกต่างจากค่ายกลเบญจธาตุพิทักษ์ปราณก็คือ ค่ายกลส่วนใหญ่จำเป็นต้องใส่หินปราณลงไปในฐานค่ายกลด้วย

เพื่อใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนค่ายกล

อย่างค่ายกลหนามน้ำแข็งแปดทิศนี่ ปีนึงก็ต้องผลาญหินปราณไปประมาณสามก้อน

ส่วนหุ่นเชิดไม้เขียวและองครักษ์เหล็กนิลนั้น

กลไกทั้งสองอย่างนี้สามารถใช้เป็นผู้ช่วยในการต่อสู้ได้ ถือเป็นอาวุธกลไกแบบพกพาติดตัว

หุ่นเชิดไม้เขียวก็คือร่างอัปเกรดของหุ่นเชิดเถาวัลย์ไม้นั่นเอง

แต่เถาวัลย์ที่หุ่นเชิดไม้เขียวปล่อยออกมานั้นซ่อนตัวได้แนบเนียนกว่า แถมยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโจมตีจากใต้ดินเท่านั้น

ถ้าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย

มันสามารถพุ่งโจมตีจากกลางอากาศได้ด้วยซ้ำ ทำให้ศัตรูไม่ทันตั้งตัว

หลังจากที่สร้างหุ่นเชิดไม้เขียวได้สำเร็จ

โหลวฉางอันก็เอามันไปวางกระจายไว้ตามแปลงนาหลายตัว เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรบุกเข้ามากัดกินข้าวปราณ

เพราะโซนนาปราณตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาหลิงหยาง

ทางทิศเหนือเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

ได้ยินมาว่าในภูเขาพวกนั้นมีสัตว์อสูรดุร้ายเพ่นพ่านอยู่เยอะแยะไปหมด

สัตว์อสูรไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดาทั่วไป แต่มันคือสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าสัตว์ป่ามาก มีสภาพร่างกายที่ทรงพลังเช่นเดียวกับสัตว์วิญญาณ แถมยังมีสติปัญญาเทียบเท่ากับมนุษย์ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ สัตว์วิญญาณเป็นพันธมิตรของมนุษย์ แต่สัตว์อสูรคือศัตรูคู่อาฆาตของมนุษย์นั่นเอง

ในบรรดาค่ายกลและกลไกทั้งสี่ชนิดนี้

สิ่งที่ทำให้โหลวฉางอันปวดขมับมากที่สุดก็คือ องครักษ์เหล็กนิล

เวลาผ่านไปตั้งสองเดือนแล้ว เขายังไม่สามารถสร้างมันออกมาได้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักตัว

นั่นก็เป็นเพราะลวดลายอักขระเวทขององครักษ์เหล็กนิลมีความซับซ้อนกว่าหุ่นเชิดไม้เขียวหลายเท่า ทุกครั้งที่พยายามสลักอักขระเวท ก็มักจะมีจุดบกพร่องโผล่มาเสมอ ทำให้ผลงานชิ้นสุดท้ายต้องพังไม่เป็นท่า

กลไกนั้นแตกต่างจากค่ายกล

ต้องสร้างรูปลักษณ์ภายนอกของกลไกขึ้นมาก่อน จากนั้นถึงจะไปสร้างฐานค่ายกลไว้ข้างใน

และในฐานค่ายกลก็ต้องสลักอักขระเวทที่สอดคล้องกันลงไปด้วย

อักขระเวทเปรียบเสมือนวิญญาณของกลไก เมื่อมีอักขระเวทที่สมบูรณ์แล้ว เวลาใช้งานก็ต้องถ่ายเทพลังเวท หรือใส่หินปราณลงไป อักขระเวทถึงจะตอบสนอง

จากนั้นมันก็จะขับเคลื่อนให้กลไกทั้งหมดทำงานได้อย่างเป็นปกติ

องครักษ์เหล็กนิลจัดเป็นกลไกระดับสอง

ถ้าเป็นกลไกที่ระดับสูงกว่านี้ การสลักอักขระเวทก็จะยิ่งซับซ้อนและมีข้อกำหนดระดับพลังเวทของผู้ใช้อาคมที่สูงขึ้นตามไปด้วย

แต่ก็นับว่ายังโชคดีอยู่บ้าง

หลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนเต็มๆ

ในที่สุดโหลวฉางอันก็สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ไปได้ และสร้างองครักษ์เหล็กนิลที่สมบูรณ์แบบออกมาได้สำเร็จหนึ่งตัว!

"ไม่มีอะไรมาก แค่มือมันคุ้นชินแล้วเท่านั้น"

เขารู้ดีว่าที่ผ่านมาที่ทำพลาดบ่อยๆ

เป็นเพราะเขายังไม่ชินกับการสลักอักขระ

แต่ตอนนี้หลังจากลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน รูปแบบลายเส้นและการลงน้ำหนักก็ประทับแน่นอยู่ในใจ การลงมือทำรวดเดียวจบจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

และมันก็ประสบความสำเร็จในที่สุด

เขาล้วงหินปราณออกมาจากอกเสื้อก้อนหนึ่ง แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงไปในฐานค่ายกลอย่างระมัดระวัง

"แกร๊ก!"

เมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวเบาๆ

โหลวฉางอันก็ตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

ในที่สุดสัมผัสทางจิตวิญญาณของเขาก็สามารถรับรู้ถึงสายใยที่เชื่อมต่อกันได้แล้ว!

กลไกระดับสอง องครักษ์เหล็กนิล

ความจริงแล้วองครักษ์เหล็กนิลก็คือหุ่นกลไกรูปร่างมนุษย์นั่นเอง

มีความสูงประมาณร้อยหกสิบเซนติเมตร แขนขาและลำตัวสร้างมาจากแร่เหล็กนิลทั้งหมด ส่วนหัวไม่มีตาหูจมูกปาก แต่จะสวมหมวกเกราะเอาไว้แทน

หลังจากเปิดใช้งานฐานค่ายกลแล้ว อักขระเวทก็จะปล่อยสสารบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายพลังเวทออกมา เชื่อมต่อและสื่อสารกับสัมผัสทางจิตวิญญาณของผู้ฝึกตน ซึ่งการที่ผู้ฝึกตนจะควบคุมองครักษ์เหล็กนิลได้ ก็ต้องใช้สัมผัสทางจิตวิญญาณเป็นสื่อกลางในการส่งคำสั่งนั่นเอง

โหลวฉางอันค่อยๆ ปลดปล่อยสัมผัสทางจิตวิญญาณออกมาทีละนิด

พร้อมกับร่ายคาถาควบคุมไปด้วย

เขาบังคับให้องครักษ์เหล็กนิลเดินไปรอบๆ ห้อง แต่ความเร็วของมันค่อนข้างอืดอาดไปหน่อย

แถมเดินไปได้ไม่ทันไร องครักษ์เหล็กนิลก็หยุดนิ่งไปดื้อๆ

นั่นก็เป็นเพราะระดับพลังของเขายังต่ำเกินไป สัมผัสทางจิตวิญญาณก็เลยอ่อนแอตามไปด้วย

ขอบเขตการรับรู้ทางจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนนั้น

มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับพลัง

ทุกครั้งที่เลื่อนระดับขั้นย่อย ขอบเขตสัมผัสทางจิตวิญญาณก็จะขยายกว้างขึ้น และมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ด้วยระดับพลังหลอมปราณขั้นสี่ของโหลวฉางอันในตอนนี้ เขาจะสามารถควบคุมองครักษ์เหล็กนิลได้นานที่สุดก็แค่ประมาณหนึ่งก้านธูปเท่านั้น แถมถ้าระยะห่างเกินสิบห้าจั้ง สัญญาณการเชื่อมต่อก็จะขาดหายไปทันที

แต่ถ้าเอาไปใช้ในการต่อสู้ระยะประชิดล่ะก็

ระยะทางและเวลาแค่นี้ ถือว่าเหลือเฟือแล้ว

ในระหว่างที่กำลังซัดกับศัตรูอยู่ ก็ใช้สัมผัสทางจิตวิญญาณสั่งการให้องครักษ์เหล็กนิลลอบโจมตีทีเผลอจากด้านหลัง

ผลลัพธ์จะเป็นยังไงคงไม่ต้องให้เดา...

วันรุ่งขึ้น

โหลวฉางอันก็เอาองครักษ์เหล็กนิลตัวนี้ไปตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้านตัวเอง

เหตุผลแรกคือ เอาไว้เป็นจุดเรียกแขก

กลไกประเภทองครักษ์เหล็กนิลนี่ ถือว่าเป็นของแปลกตาสักหน่อย ผู้ใช้อาคมที่สร้างเป็นมีอยู่ไม่มากนัก

แต่ก็มีวางขายตามตลาดใหญ่ๆ อยู่บ้างเหมือนกัน

เนื่องจากมันทำอะไรได้หลายอย่าง ผู้ฝึกตนกระเป๋าหนักบางคนก็มักจะซื้อองครักษ์เหล็กนิลไปไว้ใช้ป้องกันตัว

เหตุผลที่สองคือ องครักษ์เหล็กนิลสามารถใช้เฝ้าบ้านได้

หากมีใครมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ นี้ โหลวฉางอันก็แทบไม่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน แค่ควบคุมองครักษ์เหล็กนิล เขาก็สามารถรับรู้สถานการณ์ภายนอกได้แล้ว

ถ้ารอให้เขาทะลวงผ่านระดับหลอมปราณช่วงปลายไปได้

ขอบเขตสัมผัสทางจิตวิญญาณก็จะขยายกว้างขึ้นไปอีก

ถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถบังคับองครักษ์เหล็กนิลให้ลงไปถอนหญ้าหรือจับแมลงในนาแทนตัวเองได้เลย...

สรุปก็คือ สารพัดประโยชน์จริงๆ

และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ หลังจากเอาองครักษ์เหล็กนิลมาตั้งหน้าบ้านได้ไม่ถึงครึ่งวัน

มันก็ได้ผลจริงๆ

ชายร่างกำยำเพื่อนบ้านจากบ้านหมายเลขหกสิบห้าก็มาเคาะประตูเรียกถึงที่

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 9 - หุ่นเชิดไม้เขียวและองครักษ์เหล็กนิล

คัดลอกลิงก์แล้ว