- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปปั่นนิยาย กลายเป็นเศรษฐีในยุคเจ็ดศูนย์
- บทที่ 27 - ความคิดที่จะสะสมแสตมป์
บทที่ 27 - ความคิดที่จะสะสมแสตมป์
บทที่ 27 - ความคิดที่จะสะสมแสตมป์
บทที่ 27 - ความคิดที่จะสะสมแสตมป์
พอผ่านพ้นวันชาติไปได้ไม่นาน หลิวหงหมินก็ได้รับจดหมายจากฮ่องกง เป็นจดหมายที่หลัวเป่าหมิงเขียนส่งมาให้
ในจดหมายระบุว่าทางหนังสือพิมพ์หมิงเป้าได้เซ็นสัญญาที่เขานำกลับไปแล้ว และกำหนดวันตีพิมพ์เรื่อง 'ชื่อเสียงระบือไกล' ในวันที่สิบห้า โดยจะแบ่งตีพิมพ์เป็นตอนๆ ทั้งหมดสิบตอน ส่วนค่าต้นฉบับก็ถูกส่งมาให้เขาเรียบร้อยแล้ว เขาสามารถนำใบสั่งจ่ายเงินไปเบิกถอนที่ธนาคารได้เลย
วันต่อมา หลิวหงหมินก็เดินทางไปยังธนาคาร แต่ปรากฏว่าตอนที่จะเบิกเงินกลับถูกพนักงานปฏิเสธ "ทางเราไม่สามารถจ่ายเป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกงให้ได้ค่ะ แต่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินหยวนให้คุณได้"
หลิวหงหมินส่ายหน้า "ไม่ต้องครับ ช่วยเปิดบัญชีแล้วฝากเงินก้อนนี้เข้าบัญชีให้ผมก็พอ"
พนักงานธนาคารเห็นว่าหลิวหงหมินไม่ใช่คนที่จะหลอกล่อได้ง่ายๆ จึงเสนอทางเลือกใหม่ "ถ้าอย่างนั้นแลกเป็นคูปองเงินตราต่างประเทศแทนได้ไหมคะ"
ธนาคารทุกแห่งต่างก็มีเป้ายอดเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ ถึงเงินดอลลาร์ฮ่องกงจะไม่ใช่สกุลเงินหลักในการทำยอด แต่มีก็ยังดีกว่าไม่มี เงินเจ็ดร้อยกว่าดอลลาร์ฮ่องกงอาจจะเป็นยอดเล็กน้อย แต่การทำยอดเงินฝากมันก็ต้องอาศัยการสะสมทีละเล็กทีละน้อยนี่แหละ
หลิวหงหมินชะงักไปเล็กน้อย "คูปองเงินตราต่างประเทศเริ่มนำมาหมุนเวียนใช้แล้วเหรอครับ"
พนักงานส่ายหน้า "ตอนนี้ยังค่ะ แต่ทางธนาคารของเราได้รับคูปองมาบางส่วนแล้ว"
"ยังไม่ให้ใช้แล้วคุณมาแนะนำให้ผมทำไมเนี่ย" หลิวหงหมินถึงกับพูดไม่ออก ถ้าคูปองเงินตราต่างประเทศยังใช้ไม่ได้ เงินของเขาที่แลกไปก็สูญเปล่าน่ะสิ
พนักงานรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย "ยังไงเดี๋ยวเขาก็เปิดให้ใช้หมุนเวียนอยู่ดีนั่นแหละค่ะ"
"ขอบคุณมากครับ" หลิวหงหมินกัดฟันตอบ "ช่วยเปิดบัญชีแล้วฝากเงินดอลลาร์ฮ่องกงทั้งหมดของผมเข้าไปเลยครับ"
พนักงานจำใจต้องเปิดบัญชีให้เขาอย่างเสียไม่ได้ ถึงแม้เงินจะถูกฝากไว้ในธนาคารของพวกเขา แต่มันกลับไม่ถูกนับรวมเป็นผลงานการทำยอดเงินฝากต่างประเทศของธนาคาร
หลิวหงหมินถือสมุดบัญชีเดินออกจากธนาคาร จากนั้นก็ไปหาจาเจี้ยนอิง "เจี้ยนอิง ช่วยคอยติดตามข่าวคราวจากฝั่งฮ่องกงให้ฉันหน่อยสิ"
"เรื่องชื่อเสียงระบือไกลกำลังจะตีพิมพ์แล้วใช่ไหม"
หลิวหงหมินพยักหน้า "จะเริ่มตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์หมิงเป้าวันที่สิบห้านี้แล้ว ฉันอยากรู้ว่ากระแสตอบรับจากคนที่นั่นจะเป็นยังไงบ้าง"
"ฉันจะรีบเขียนจดหมายไปที่ฮ่องกงเดี๋ยวนี้เลย"
จาเจี้ยนอิงหมุนตัววิ่งกลับไปที่หอพัก ปล่อยให้หลิวหงหมินยืนรออยู่หน้าตึก
หลิวหงหมินยักไหล่เบาๆ แล้วลงไปนั่งรอที่ขอบฟุตบาทข้างทาง ไม่ผิดคาด สิบกว่านาทีต่อมา จาเจี้ยนอิงก็วิ่งลงมาพร้อมกับจดหมายในมือ
"หงหมิน พาฉันไปที่ทำการไปรษณีย์หน่อย"
หลิวหงหมินลุกขึ้นยืนแล้วตวัดขาขึ้นคร่อมจักรยาน จาเจี้ยนอิงกระโดดขึ้นซ้อนท้ายอย่างคล่องแคล่ว พลางเอื้อมมือไปจับเอวของเขาไว้
"หงหมิน ยินดีด้วยนะ เปาบุ้นจิ้นวัยหนุ่มไปตีพิมพ์ที่ฮ่องกงแล้ว ต้องประสบความสำเร็จอย่างงดงามแน่ๆ"
"ขอบใจมาก" หลิวหงหมินตอบกลั้วหัวเราะ "ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับเรื่องแม่นางหลี่ของเธอด้วยนะ ต้องปังแน่ๆ"
พอพูดถึงเรื่อง 'แม่นางหลี่' จาเจี้ยนอิงก็ยิ่งเบิกบานใจ เธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่านิยายเรื่องแรกที่ลงมือเขียนจะไปเตะตากองบรรณาธิการนิตยสารวรรณกรรมปักกิ่งเข้าอย่างจัง เพียงแต่เธอต้องย้ายไปพักที่เรือนรับรองของทางนิตยสารเพื่อปรับแก้ต้นฉบับ
โครงเรื่องของแม่นางหลี่นั้นยอดเยี่ยมมาก และจาเจี้ยนอิงก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีทีเดียว เพียงแต่มันเป็นไปตามที่หลิวหงหมินคาดการณ์ไว้ นิตยสารวรรณกรรมปักกิ่งต้องการผลักดันนิยายเรื่องนี้ให้เป็นผลงานชิ้นเอกที่เป็นตัวแทนเรียกร้องสิทธิสตรี พวกเขาคาดหวังกับเรื่องนี้ไว้สูงมาก ดังนั้นนิยายสั้นเรื่องนี้จึงต้องถูกนำมาขัดเกลาอย่างประณีตที่สุด ต้องแก้จนกว่าจะไร้ที่ติ
แต่ด้วยความที่จาเจี้ยนอิงยังเป็นนักศึกษา พวกเขาจึงอนุโลมให้เธอไปเรียนตามปกติในตอนกลางวัน แล้วค่อยกลับมาแก้ต้นฉบับที่เรือนรับรองในตอนกลางคืน การทำงานแบบกึ่งเก็บตัวเช่นนี้ ถือเป็นกรณีพิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเรือนรับรองของนิตยสารวรรณกรรมปักกิ่ง
แน่นอนว่าเงินเบี้ยเลี้ยงที่เธอก็ได้เป็นกรณีพิเศษเช่นกัน คนอื่นได้วันละสองหยวน แต่จาเจี้ยนอิงได้แค่วันละหนึ่งหยวนห้าเหมา
ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก หลิวหงหมินถึงกับอึ้งไปเลย ในยุคนี้ยังมีสวัสดิการแบบนี้ด้วยเหรอ แค่ไปนั่งแก้ต้นฉบับที่เรือนรับรองเดือนเดียว กลับได้เงินเบี้ยเลี้ยงมากกว่าที่มหาวิทยาลัยให้อีก รู้อย่างนี้ตอนที่เขาปั่นต้นฉบับเปาบุ้นจิ้นวัยหนุ่มร่างแรก เขาน่าจะส่งไปให้นิตยสารวรรณกรรมปักกิ่งบ้าง
ขอแค่ทางนิตยสารจ่ายเงินให้คุ้มค่า เขาพร้อมจะแก้ต้นฉบับไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เลยทีเดียว
พอถึงที่ทำการไปรษณีย์ พนักงานก็จัดการติดแสตมป์ลงบนซองจดหมาย แสตมป์สีสันสดใสดูสวยงามสะดุดตา ในบรรดาแสตมป์พวกนั้นมีแสตมป์รูปสัตว์อยู่ด้วย มีทั้งแสตมป์รูปม้าของปีที่แล้ว แสตมป์รูปแพะของปีนี้ แล้วก็ยังมีแสตมป์รูปเสือของเมื่อหลายปีก่อนรวมอยู่ด้วย
หลิวหงหมินฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าปีหน้าดูเหมือนจะเป็นปีวอก แสตมป์ลิงที่จะพิมพ์ออกมาขายนั้นมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตอย่างมหาศาล
จังหวะที่จาเจี้ยนอิงกำลังจะควักเงินจ่าย หลิวหงหมินก็ชิงหยิบแบงก์สิบหยวนลายรวมใจออกมายื่นให้พนักงานไปรษณีย์เสียก่อน
"คุณครับ นอกจากค่าส่งจดหมายฉบับนี้แล้ว เงินที่เหลือผมขอซื้อแสตมป์สวยๆ หน่อยครับ"
จาเจี้ยนอิงชะงักไป "นายจะซื้อแสตมป์เยอะแยะไปทำไม"
แสตมป์ดวงหนึ่งราคาแค่ไม่กี่เฟินกี่เหมา แบงก์สิบหยวนใบเดียวซื้อแสตมป์ได้ตั้งหลายร้อยดวง
"เห็นมันสวยดีน่ะ ฉันอยากลองสะสมแสตมป์ดูบ้าง"
จาเจี้ยนอิงพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้ขัดข้องอะไร ในดินแดนปักกิ่งแห่งนี้ ผู้คนมีธรรมเนียมการเล่นของสะสมกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของเก่าวัตถุโบราณ หรือการเลี้ยงนกเลี้ยงปลาปลูกต้นไม้ ผู้ชายปักกิ่งหลายคนต่างก็มีงานอดิเรกกันทั้งนั้น หลิวหงหมินวันๆ เอาแต่เรียนกับเขียนหนังสือ การมีงานอดิเรกเพิ่มขึ้นมาบ้างก็เป็นเรื่องดี จะได้ช่วยผ่อนคลายจิตใจ
การสะสมแสตมป์ถึงจะเปลืองเงินไปสักหน่อย แต่ด้วยรายได้ของหลิวหงหมินในตอนนี้ ถือว่าขนหน้าแข้งไม่ร่วงเลยสักนิด
พนักงานไปรษณีย์มีสีหน้าเรียบเฉย เขาเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนประจำ หลิวหงหมินจะซื้อแสตมป์หรือไม่ซื้อก็ไม่ได้มีผลต่อรายได้ของเขาสักนิด
"มีเท่าที่เห็นนี่แหละ คุณเลือกเอาเองแล้วกัน"
หลิวหงหมินกวาดสายตาไปรอบๆ แล้วก็สะดุดตาเข้ากับแสตมป์ชุดหนึ่งที่ดูพิเศษกว่าใคร เป็นแสตมป์ที่ระลึกครบรอบสามสิบปีการสถาปนาประเทศ ภาพหลักเป็นรูปตราแผ่นดิน มีริบบิ้นหลากสีพริ้วไหวเป็นฉากหลัง สีสันฉูดฉาดผสมผสานกันอย่างลงตัว
"เอาชุดนี้ครับ"
หลิวหงหมินรีบหยิบแสตมป์ชุดนั้นออกมาทันที จากนั้นก็เลือกแสตมป์นักษัตรและแสตมป์ที่มีลวดลายสวยงามมาอีกจำนวนหนึ่ง
พนักงานมองดูเงินที่เหลือ "เงินยังเหลืออีกนิดหน่อย ให้ผมเอาสมุดสะสมแสตมป์ให้คุณสักเล่มไหม"
หลิวหงหมินมองแสตมป์กองโตในมือ "ได้ครับ"
เมื่อได้สมุดสะสมแสตมป์มาแล้ว หลิวหงหมินก็ค่อยๆ บรรจงสอดแสตมป์แต่ละดวงเข้าไปในหน้ากระดาษอย่างระมัดระวัง ยกเว้นแสตมป์ที่ระลึกแบบเต็มแผ่นชุดนั้นที่เขาไม่ได้แตะต้อง แสตมป์แบบนี้ต้องเก็บไว้ทั้งแผ่นถึงจะมีราคา
จาเจี้ยนอิงมองดูหลิวหงหมินที่พยายามยัดแสตมป์ที่ระลึกทั้งแผ่นลงในกระเป๋าอย่างทุลักทุเลด้วยความแปลกใจ
"นายจะสะสมแสตมป์ไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เก็บใส่สมุดล่ะ"
หลิวหงหมินยิ้มตอบ "ฉันกำลังลงทุนอยู่น่ะ"
"ลงทุนเหรอ" จาเจี้ยนอิงถามด้วยความงุนงง "ลงทุนอะไร"
หลิวหงหมิน "เธอคิดดูนะ แสตมป์แผ่นที่ฉันถืออยู่นี่ สมมติว่าเขาผลิตออกมาทั้งหมดหนึ่งหมื่นชุด แต่สุดท้ายด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้า ทำให้เหลือรอดมาแค่สิบชุด แต่กลับมีคนตั้งแสนคนที่อยากได้มัน เธอว่าแสตมป์แผ่นนี้จะมีมูลค่าเท่าไหร่"
จาเจี้ยนอิงอ้าปากค้าง "นายไม่ได้ชอบแสตมป์พวกนี้หรอกเหรอ"
"ฉันชอบเงินมากกว่าต่างหาก"
หลิวหงหมินถามพร้อมรอยยิ้ม "ดูเป็นคนหน้าเงินไปหน่อยไหม"
จาเจี้ยนอิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "นายดูให้ความสำคัญกับเรื่องเงินมากเลยนะ"
หลิวหงหมิน "เธอจำช่วงที่เราเพิ่งเกิดได้ไหม"
"นายหมายถึงช่วงภาวะทุพภิกขภัยครั้งใหญ่สามปีน่ะเหรอ"
หลิวหงหมินพยักหน้า "ตอนนั้นฉันยังเด็กมาก เรื่องอื่นฉันจำไม่ได้หรอก จำได้แค่วันที่บ้านไม่มีข้าวกิน ต้องเอาซังข้าวโพดมากินประทังชีวิต"
ซังข้าวโพด กินเข้าไปแล้วจะทำให้ลำไส้แห้งผาก ขับถ่ายไม่ออก ทรมานแสนสาหัส
ถึงแม้เจ้าของร่างเดิมจะไม่อยู่แล้ว แต่หลิวหงหมินก็ยังจดจำความเจ็บปวดในตอนนั้นได้ฝังใจ ประกอบกับวิญญาณของหลิวหงหมินที่มาจากโลกอนาคตเคยใช้ชีวิตอย่างยากจนข้นแค้น เขาจึงกลัวความจนจับใจ การหาเงินจึงกลายเป็นสัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ในตัวเขา
[จบแล้ว]