- หน้าแรก
- ฉันคือวิหคสวรรค์กูฮั่วเหนียว ไม่ใช่ปีศาจร่มกากๆ
- บทที่ 7: บ้านหลังใหม่
บทที่ 7: บ้านหลังใหม่
บทที่ 7: บ้านหลังใหม่
แผ่นไม้กระดานแผ่นสุดท้ายถูกตอกปิดผนึกหลังคาอย่างแน่นหนา ไป๋ชิงอวี่ปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก กระโดดขึ้นไปในอากาศอย่างแผ่วเบา และทอดสายตามองบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ของนางจากระยะไกล พร้อมกับพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นี่คือหยาดเหงื่อแรงกายทั้งหมดของนาง
เพื่อการเติบโตอย่างแข็งแรงของลูกน้อย นางไม่ลังเลเลยที่จะสละรังของตนเอง
นางร่อนลงจอดบนพื้นดินและส่งเสียงเรียกเด็กน้อยสองคนที่อยู่ไม่ไกล "ตงชิง อย่ารังแกน้องสิ รีบมาดูบ้านใหม่ของเราเร็วเข้า"
สิ้นเสียงของนาง เด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มริมลำธาร ซึ่งมัดผมเป็นมวยและกำลังง่วนอยู่กับการจับกุ้ง ก็เงยหน้าขึ้นและตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
"ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่นก!"
ขอบคุณสำหรับทุกคะแนนโหวตนะครับ! แงๆๆๆ (บอกใบ้)
สายธารน้ำใสไหลเย็นเรื่อยเปื่อย ฝูงปลา กุ้ง และปูต่างซ่อนตัวอยู่ใต้โขดหิน บางครั้งก็มีปลาตัวเล็กว่ายโฉบผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไป๋ตงชิงยืนเท้าเปล่าอยู่ในบริเวณน้ำตื้น ระดับน้ำสูงแค่ครึ่งแข้ง นางกำกุ้งตัวสีเขียวไว้ในมือ สายตากวาดมองทุกซอกทุกมุมของก้นลำธาร ในที่สุดนางก็เห็นกุ้งตัวหนึ่งกำลังคลานอยู่ จึงพุ่งตัวเข้าตะครุบ แต่กุ้งสีเขียวตัวนั้นกลับไหวตัวทัน มันดีดหางและหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
"ฮึบ เฮ้อ หนีไปอีกแล้ว น่ารำคาญชะมัด"
ชุดกระโปรงผ้าโปร่งบางของนางเปียกชุ่มและแนบลู่ไปกับลำตัว ปอยผมปรกหน้าผากก็เปียกน้ำจากลำธารเช่นกัน ไป๋ตงชิงลุกขึ้นยืนจากน้ำ กระดิ่งใบเล็กๆ สองสามลูกที่ห้อยเอวส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งสดใส น่ารักน่าเอ็นดูไม่แพ้เจ้าตัว
"โธ่เอ๊ย กุ้งตัวนั้นก็หนีไปแล้วเหมือนกัน" เมื่อเห็นมือเล็กๆ ของตนว่างเปล่า เด็กหญิงตัวน้อยก็เบะปาก
จับกุ้งก็ไม่ได้ แถมยังทำตัวที่จับได้แล้วหลุดมือไปอีก นางรู้สึกน้อยใจยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าของนางยังเปียกชุ่มไปหมด ประเดี๋ยวท่านแม่นกเห็นเข้าจะต้องดุแน่ๆ ไป๋ตงชิงก้าวเท้าสั้นๆ เดินขึ้นจากลำธาร ยืนอยู่ริมตลิ่ง ใช้สองมือจับกระโปรงและบิดน้ำออกอย่างแรง น้ำจากลำธารไหลทะลักออกมาระหว่างนิ้วมือ แต่เสื้อผ้าก็ยังคงเปียกชุ่มและแนบติดตัวจนรู้สึกอึดอัด
นางหันหน้าไปมองก็เห็นน้องชายนั่งอยู่บนพื้นใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร เขาพิงหลังกับลำต้น หลับตาพริ้ม ไม่รู้ว่าหลับไปแล้วหรือกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
เมื่อเห็นภาพนั้น ดวงตากลมโตสีดำขลับของไป๋ตงชิงก็กลอกไปมา นางสวมรองเท้าปักคู่จิ๋ว ค่อยๆ ย่อตัวลงและย่องเบาๆ เข้าไปหาเด็กชายใต้ต้นไม้ทีละก้าว ราวกับลูกแมวลายสลิดที่พยายามจะตะครุบนกโดยไม่ให้เกิดเสียง
เพียงไม่กี่ก้าว นางก็เข้าประชิดตัวเด็กชาย ไป๋ตงชิงกระโดดขึ้นกะทันหัน ชูสองมือทำท่ากรงเล็บเสือ และแผดเสียงร้องด้วยความไร้เดียงสา "แฮ่!"
ใต้ต้นไม้ เด็กชายลืมตาขึ้นอย่างเงียบๆ ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือของเขากลับแฝงไว้ด้วยความ "เย็นชา" ห่างเหิน แม้ว่าเขาจะเพิ่งอายุเพียงสามขวบก็ตาม เมื่อเห็นท่าทางของพี่สาวซึ่งไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิดแถมยังดูน่ารักน่าชัง เขาก็หลับตาลงพักผ่อนต่อ โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยปาก
"ท่านพี่ ประเดี๋ยวถ้าท่านแม่นกเห็นว่าท่านทำเสื้อผ้าเปียก ท่านโดนลงโทษแน่ ข้าจะไม่ปริปากช่วยท่านแม้แต่คำเดียว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋ตงชิงก็เบะปาก "ฉางเซิงบ้า ประเดี๋ยวถ้าข้าโดนลงโทษ ข้าจะลากเจ้าไปรับโทษด้วยแน่!"
เด็กชายผู้มีนามว่าหลิวฉางเซิงจำใจลืมตาขึ้นอีกครั้ง "เมื่อครู่ข้าก็บอกท่านชัดเจนแล้วว่าให้จับแมลง แต่ท่านก็ยังดึงดันจะลงน้ำไปจับกุ้งเอง อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน"
ไป๋ตงชิงกำลังจะอ้าปากเถียง แต่จู่ๆ นางก็สัมผัสได้ถึงเงาดำทะมึนทาบทับอยู่ด้านหลัง แสงแดดถูกใครบางคนบดบังไปจนหมดสิ้น
ความเย็นเยียบแล่นปราดไปตามสันหลัง ไป๋ตงชิงสังหรณ์ใจไม่ดีเสียแล้ว นางค่อยๆ หันหน้าไปอย่างแข็งทื่อ และก็เป็นอย่างที่คิด ท่านแม่นกยืนอยู่ข้างหลังนาง ด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างจะ "ดุดัน" หัวใจของไป๋ตงชิงร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม พลางคิดในใจว่า 'ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว'
"ตงชิง ถ้าข้าจำไม่ผิด ข้าบอกเจ้าชัดเจนแล้วนะว่าอย่าทำเสื้อผ้าชุดใหม่เลอะเทอะ"
กลิ่นอายของไป๋ชิงอวี่ในตอนนี้ไม่อาจใช้คำว่าน่าเกรงขามได้ แต่ต้องบอกว่าแฝงความ "น่ากลัว" อยู่ไม่น้อย
ทันทีที่นางพูดจบ ไป๋ตงชิงตัวน้อยก็พยายามหาข้อแก้ตัว "เปล่านะเจ้าคะ ท่านแม่นก คือว่า... คือ... ข้าแค่อยากกินกุ้งเป็นมื้อเที่ยง แล้วข้าก็เห็นว่าท่านแม่นกเหนื่อยมาก ข้าไม่อยากให้ท่านแม่นกต้องลำบาก ข้าก็เลยลงไปจับเองเจ้าค่ะ"
นางหันกลับมาและก้มหน้าลง ท่าทีสำนึกผิดของนางดูใช้ได้ทีเดียว แต่สายตาที่แอบชำเลืองมองสีหน้าของไป๋ชิงอวี่เป็นระยะๆ นั้นช่างเจ้าเล่ห์นัก
ไป๋ชิงอวี่เองก็จนปัญญา 'นี่คือคำพูดของเด็กสามขวบครึ่งอย่างนั้นหรือ?'
นางฉลาดเกินไปหน่อยแล้ว!
ดูเหมือนการกระทำของเด็กอายุห้าหรือหกขวบเสียมากกว่า
นางสงสัยว่าอาจเป็นเพราะป้อนพลังปีศาจให้เด็กน้อยสองคนนี้มากเกินไปในตอนที่พวกเขายังเล็ก จึงทำให้พวกเขาฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ ต้องรู้ไว้ว่าแก่นแท้ของพลังปีศาจก็คือแก่นแท้ของปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน มันถูกเรียกว่าพลังปีศาจก็เพียงเพราะมันมีกลิ่นอายของปีศาจวิหคอย่างนาง และมาจากร่างกายของนางเอง
"แล้วกุ้งที่เจ้าจับมาอยู่ไหนล่ะ?" ไป๋ชิงอวี่เอ่ยถามคำถามแทงใจดำ พลางดึงเปียหางปลาที่ห้อยอยู่ด้านหลังของไป๋ตงชิง
เด็กน้อยทำหน้าเจื่อน ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ใช่สิ กุ้งอยู่ไหนกันล่ะ?
"บ่ายนี้ ท่องบทกวีที่ข้าคัดให้เจ้าเมื่อวานให้ขึ้นใจ แล้วคัดลอกมาสิบจบ ไม่อย่างนั้นก็ไปยืนม้าเหล็กหนึ่งชั่วยาม" ไป๋ชิงอวี่ไม่มีความปรานีต่อลูกน้อยของนาง และไม่ยอมผ่อนปรนให้เพียงเพราะคำพูดตลบตะแลงของนางด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าเล็กๆ ของไป๋ตงชิงก็สลดลง น้ำตาคลอเบ้า "ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่นก"
หลังจากไป๋ตงชิงพูดจบ นางไม่คาดคิดเลยว่าฉางเซิงที่อยู่ด้านหลังจะลุกขึ้นยืน "ท่านแม่นก ความจริงแล้วเป็นความคิดของข้าเองที่ให้ท่านพี่ลงไปจับกุ้ง ข้าพูดแหย่ท่านพี่เล่นตั้งใจจะแกล้งท่านพี่น่ะขอรับ"
"โอ้? ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็รับโทษไปครึ่งหนึ่งก็แล้วกัน"
"ขอรับ ท่านแม่นก"
"เอาล่ะ กลับไปกินข้าวกันได้แล้ว ตงชิง ประเดี๋ยวเจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย" พูดจบ ไป๋ชิงอวี่ก็หันหลังเดินจากไป ในขณะที่หันหลัง สายตาของนางก็อ่อนโยนลง นางไม่อยากตามใจลูกน้อยมากเกินไป นางให้รางวัลเมื่อทำดี และลงโทษเมื่อทำผิด
เมื่อมองตามแผ่นหลังของไป๋ชิงอวี่ หลิวฉางเซิงก็ปัดเศษดินออกจากก้น เตรียมตัวจะเดินจากไป ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของไป๋ตงชิงพูดเบาๆ "ขอบใจนะ"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะช่วยท่านหรอก ข้าแค่... ข้าแค่อยากจะคัดบทกวีที่ท่านแม่นกให้ท่านก็เท่านั้นเอง" ฉางเซิงเบือนหน้าหนี
"ฮิฮิ ข้ารู้น่า ฉางเซิงบ้าเอ๊ย"
•
ช่วงบ่ายหลังมื้อเที่ยงช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขและงดงาม เมื่อได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆ เจี๊ยวจ๊าวบนกิ่งไม้อย่างไม่ขาดสาย ไป๋ชิงอวี่ก็หยิบก้อนดินเล็กๆ ขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วดีดจั๊กจั่นตัวหนึ่งร่วงลงมาจากลำต้น นางไม่ชอบเสียงร้องของจั๊กจั่น มันดังยาวนานและหนวกหูเกินไป ช่างน่ารำคาญใจสำหรับนกอย่างนางเสียจริง
ที่บริเวณปลายน้ำของลำธารสายเล็ก นางนำเสื้อผ้าที่เด็กๆ เพิ่งเปลี่ยนออกเมื่อวานมาแช่ไว้บนโขดหิน จากนั้นก็ใช้ปีกหนีบท่อนไม้ไว้แล้วนำมาตีและขยี้ซักเสื้อผ้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางคุ้นชินกับการใช้ปีกแทนมือมานานแล้ว แม้ว่าปีกที่จำแลงมาจะไม่ยืดหยุ่นเท่ามือมนุษย์ แต่ก็ยังสามารถหยิบจับสิ่งของได้ บ้านไม้ที่อยู่ไม่ไกลก็สร้างขึ้นด้วยปีกคู่นี้ การซักเสื้อผ้าจึงเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่า
อย่าว่าแต่ซักเสื้อผ้าเลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางถึงขั้นเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยด้วยซ้ำ เมื่อสี่ปีที่แล้ว นางนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมีวันเช่นนี้
มันช่างน่าเหลือเชื่อเพียงใดที่ปีศาจวิหคตนหนึ่งจะมานั่งเย็บเสื้อผ้า ทำผ้าห่ม ซักผ้า และทำอาหาร ในขณะที่หลังก็แบกลูกน้อยไว้คนหนึ่งและในอ้อมกอดก็อุ้มไว้อีกคนหนึ่ง
ไป๋ชิงอวี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือน "ท่านแม่นก" เข้าไปทุกที จะพูดอย่างไรดีล่ะ ไม่ว่าจะเป็นไป๋ตงชิงหรือฉางเซิง เสื้อผ้าที่เด็กสองคนนี้สวมใส่อยู่ในตอนนี้ นางล้วนเป็นคนตัดเย็บเองเกือบทั้งหมด ถึงจะไม่สวยงามนัก แต่ก็ทนทาน ตอนที่นางซื้ออุปกรณ์ช่างไม้ นางก็ซื้อผ้ามาตุนไว้เยอะมาก เพื่อลดการพึ่งพาสังคมมนุษย์ในอนาคต
การปรากฏตัวในที่สาธารณะบ่อยเกินไปเป็นเรื่องอันตราย สักวันหนึ่งนางอาจตกเป็นเป้าหมายได้
นางนั่งซักเสื้อผ้าริมลำธาร พลางมองดูเด็กสองคนที่นั่งอ่านหนังสือเจื้อยแจ้วอยู่ใต้ร่มไม้ ฉางเซิงมักจะมีสมาธิจดจ่ออยู่เสมอ ในขณะที่ไป๋ตงชิงมักจะวอกแวกไปกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นมดบนพื้นดินหรือแมลงตัวเล็กตัวน้อย
ไป๋ชิงอวี่ส่ายหัวพร้อมกับยิ้มบางๆ แต่ไม่นานก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ อารมณ์ของนางจึงเริ่มซับซ้อน
นางรู้มานานแล้วว่านางสามารถมองเห็นพรสวรรค์ที่โดดเด่นที่สุดของลูกน้อยได้ ซึ่งนั่นก็คือเส้นทางที่เหมาะสมกับเด็กคนนั้นมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น พรสวรรค์ที่โดดเด่นที่สุดของไป๋ตงชิงคือการฝึกฝนวิถีกระบี่ วิถีกระบี่แห่งคุณธรรม หากได้รับการฝึกฝนอย่างตรงจุด ในอนาคตนางย่อมกลายเป็นเซียนกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน
แต่ปัญหาอยู่ตรงนี้
ไป๋ตงชิงเป็นเซียนกระบี่ แต่ฉางเซิงนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ถ้าไป๋ตงชิงคือเซียนกระบี่แห่งคุณธรรม ฉางเซิงก็คือผู้ฝึกวิถีมาร
ใช่แล้ว วิถีมาร และพรสวรรค์ของเขาก็แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งในระดับที่ว่าจะเป็นจอมมารเฒ่าผู้ป่าวประกาศว่า 'ชะตาข้าข้าลิขิต ฟ้าหาได้กำหนดไม่' จากนั้นก็ก่อสงครามครั้งใหญ่ และสุดท้ายก็ถูกกำจัดโดยตัวเอกฝ่ายธรรมะ
"เฮ้อ ลิขิตสวรรค์ยากจะฝืน ใครจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร"
ยืนตีลังกาแล้วนะ
หมายเหตุ: ไป๋ตงชิงและฉางเซิงเป็นเพียงพี่น้องกันเท่านั้น และจะไม่มีความรู้สึกที่เกินเลยไปกว่าความรักฉันพี่น้องดวงตะวันลับขอบฟ้า ดวงดาวส่องแสงประปราย นกที่เหนื่อยล้าบินกลับคืนสู่ผืนป่า แสงไฟสลัวในบ้านไม้ทอดเงายาวของไป๋ชิงอวี่ สายลมยามค่ำคืนพัดพาความหนาวเหน็บ นางนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ยังไม่ได้พักผ่อนจนดึกดื่นป่านนี้เพราะลูกน้อยคนหนึ่งยังท่องจำหนังสือไม่ได้ และในขณะนี้นางกำลังช่วยสางผมที่พันกันยุ่งเหยิงให้เด็กน้อยคนนั้น หลังจากที่ต้มน้ำให้นางอาบเสร็จแล้ว
ไป๋ตงชิงนั่งอยู่ในอ้อมกอดของไป๋ชิงอวี่ นางมองตัวเองในกระจกทองเหลือง สลับกับมองดูท่านแม่นกผู้แสนอ่อนโยนที่นั่งอยู่ด้านหลัง ทันใดนั้น นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม "ท่านแม่นก โลกภายนอกเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? คนที่อยู่ข้างนอกภูเขาใหญ่ๆ นั่น ใช้ชีวิตเหมือนพวกเราหรือเปล่า?"
มือที่กำลังสางผมของไป๋ชิงอวี่ชะงักไป "โลกภายนอกไม่ได้ดีหรอก แม้จะคึกคัก แต่ก็เทียบที่นี่ไม่ได้ ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมียุทธภพ การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นภายนอกนั้นไม่เหมาะกับพวกเรา ส่วนเรื่องความเป็นอยู่นั้น..."
"อยู่กับข้า ชีวิตความเป็นอยู่ย่อมดีกว่าคนส่วนใหญ่ข้างนอก สรรพสัตว์ล้วนต้องทนทุกข์ ผู้คนมากมายภายนอกไม่แม้แต่จะมีข้าวกินให้อิ่มท้อง และในช่วงข้าวยากหมากแพง ผู้คนก็ล้มตายกันเป็นเบือ"
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็น่าสงสารมากเลย ความรู้สึกหิวเป็นความรู้สึกที่แย่มาก"
"ใช่แล้ว นั่นเป็นเหตุผลที่เจ้าชอบลุกขึ้นมาขโมยของกินกลางดึกบ่อยๆ"
"ฮิฮิ เปล่านะเจ้าคะ ท่านแม่นก ข้าแค่ควบคุมปากตัวเองไม่ได้เพราะขนมที่ท่านแม่นกทำมันหอมเกินไปต่างหาก"
ไป๋ชิงอวี่ไม่ได้พูดอะไร หลังจากหวีผมให้เด็กน้อยเสร็จ นางก็ลูบหัวเล็กๆ นั้นเบาๆ "ไปล้างหน้าล้างตาแล้วเตรียมตัวเข้านอนได้แล้ว"
"เจ้าค่ะ!"
พื้นที่สำหรับอาบน้ำอยู่ในห้องเล็กๆ ด้านหลัง ซึ่งปกติมักจะใช้เป็นห้องครัว ในตอนกลางคืน เด็กสองคนจะสลับกันเข้าไปอาบน้ำที่นั่น
ห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ไป๋ชิงอวี่นั่งอยู่ริมเตียง แหงนมองกระบี่ยาวที่แขวนอยู่บนผนัง ความรู้สึกหลากหลายหลั่งไหลเข้ามาในใจ หลายครั้งที่นางรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง นางไม่อยากให้ลูกน้อยไปพัวพันกับโลกภายนอก แต่นางกลับเล่านิทานเกี่ยวกับมนุษย์ให้พวกเขาฟัง และซื้อหนังสือมาให้พวกเขาเรียนรู้อยู่บ่อยครั้ง
ถ้าพวกเขาแค่ใช้ชีวิตอยู่ในภูเขา การเรียนรู้ที่จะแยกแยะเห็ดพิษและสมุนไพร วิธีหาเหยื่อ วิธีล่าสัตว์ และวิธีเอาชีวิตรอดในป่าแห่งนี้ ย่อมมีความสำคัญมากกว่าตำราคลาสสิกเหล่านี้เสียอีก หากไม่ได้ติดต่อกับคนภายนอก และใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ วัฒนธรรมก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
ไป๋ตงชิงอายุยังไม่ถึงสี่ขวบดี ปกติแล้ววัยนี้เป็นวัยแห่งการเล่นสนุก การเรียนรู้วิชาการน่าจะเริ่มตอนอายุหกขวบมากกว่า
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด เด็กหญิงตัวน้อยก็เดินกลับมาจากการอาบน้ำ ผมเปียกชุ่มลู่ไปด้านหลัง ร่างกายพันด้วยผ้าเช็ดตัวที่ไป๋ชิงอวี่เป็นคนตัดเย็บเองกับมือ
"ท่านแม่นก"
"อืม มานั่งนี่สิ"
เด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้าไปนั่งตักไป๋ชิงอวี่อย่างว่าง่าย ไป๋ชิงอวี่หยิบผ้าขนหนูแห้งมาเช็ดผมยาวที่เปียกชื้นของนางอย่างเบามือ
หากไม่นับรวมห้องครัวด้านหลัง บ้านหลังนี้มีทั้งหมดสามห้อง เด็กสองคนมีห้องส่วนตัวคนละห้อง โดยปกติแล้ว ไป๋ชิงอวี่จะนอนกับไป๋ตงชิง ส่วนเด็กอีกคนก็มีห้องของตัวเอง แม้จะยังเล็ก แต่เขาก็ไม่กลัวที่จะอยู่คนเดียว และสามารถนอนในห้องมืดๆ ได้โดยไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด
ขณะที่เช็ดผมให้เด็กหญิงตัวน้อย ไป๋ชิงอวี่ก็ค่อยๆ ตกอยู่ในภวังค์อีกครั้ง จนนางไม่ได้ยินเสียงเรียกของเด็กน้อย
"ท่านแม่นก"
"นี่ ท่านแม่นก"
ไป๋ตงชิงกะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะเรียกเสียงเบา "ท่านแม่!"
และก็เป็นไปตามคาด คำเรียกนี้ทำให้ไป๋ชิงอวี่ก้มหน้าลงมามอง "มีอะไรหรือ?"
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ แค่อยากเรียกท่านแม่นกกับท่านแม่ดูเฉยๆ"
เด็กหญิงตัวน้อยเป็นเด็กที่รู้ความมาก แม้นางจะเรียกไป๋ชิงอวี่ว่าท่านแม่นก แต่ลึกๆ ในใจนางก็ถือว่าไป๋ชิงอวี่คือแม่ของนาง บางครั้งนางก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านแม่นกถึงไม่ยอมให้นางและฉางเซิงเรียกนางว่าแม่ ในสายตาของไป๋ตงชิง ท่านแม่นกก็คือแม่ของนาง ผู้ที่เลี้ยงดูนางมาจนโตป่านนี้
ไป๋ชิงอวี่ไม่ได้ตอบอะไร เด็กหญิงตัวน้อยจึงเอ่ยถามเสียงเบา "ท่านแม่นก ตอนนั้นท่านพบข้าได้อย่างไรหรือเจ้าคะ?"
"ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?"
"เอ่อ... ข้าก็แค่อยากรู้ขึ้นมากะทันหันเจ้าค่ะ"
"สามปีก่อน ข้าพบเจ้าที่ชายป่า ตอนนั้นพ่อแม่และพี่ชายของเจ้าก็อยู่กับเจ้าด้วย ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด พวกเขาจึงหนีเข้ามาในป่า และบังเอิญไปพบกับเสือร้าย พ่อแม่และพี่ชายของเจ้าถูกเสือขย้ำตายทั้งหมด พอข้าไปถึง ก็เหลือเพียงเจ้าคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ข้าทนเห็นเจ้าตายไม่ได้ จึงพาเจ้ากลับมาเลี้ยงดู"
ไป๋ชิงอวี่ไม่เคยคิดที่จะปิดบังชาติกำเนิดของเด็กน้อย นางอาจจะปิดบังได้หนึ่งปี สองปี หรือสามปี แต่ถ้านางโตขึ้นล่ะ? นางเป็นนก นางจะบอกเด็กน้อยว่า 'ข้าเป็นคนคลอดเจ้าออกมา' ได้อย่างไร? บอกความจริงไปเสียยังจะดีกว่า หากความผูกพันของพวกเขาต้องสั่นคลอนเพราะเรื่องนี้ นางก็คงได้แต่บอกว่านางเลี้ยงลูกเนรคุณมาคนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เรื่องของไป๋ตงชิงนั้นพูดง่าย แต่เรื่องของฉางเซิงนั้นไม่มีทางที่จะพูดได้เลย ในปีนั้น เป็นเพราะนมที่มีพิษ นางจึงต้องลงมือสังหารพ่อแม่แท้ๆ ของฉางเซิง ว่ากันว่าความแค้นที่ฆ่าพ่อไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ ถ้านางอธิบายให้เขาฟังว่าที่ทำไปก็เพื่อช่วยชีวิตเขา ไม่เช่นนั้นพ่อแท้ๆ ของเขาคงจะวางยาพิษในนมให้เขาดื่ม มันก็คงจะฟังดูแปลกๆ ไม่น้อย
ฉางเซิงยังเด็ก แต่ก็อายุสามขวบแล้ว ไป๋ชิงอวี่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะบอกเรื่องนี้กับเขาอย่างไรดี
"ขอบคุณท่านแม่นกเจ้าค่ะ โตขึ้นข้าจะตอบแทนบุญคุณท่านแม่นกอย่างแน่นอน!" เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
นางไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่แท้ๆ ของนางเลย นางรู้เพียงว่าท่านแม่นกเป็นผู้เลี้ยงดูนางมา หากไม่มีท่านแม่นก นางคงตายไปนานแล้ว 'ผู้ให้กำเนิดแต่ไม่ได้เลี้ยงดู ตัดนิ้วทดแทนได้ ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดู ตัดหัวทดแทนได้ แต่ผู้ไม่ได้ให้กำเนิดแต่ชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ บุญคุณนี้เกิดใหม่อีกร้อยชาติก็ชดใช้ไม่หมด!'
"แค่เจ้าเติบโตอย่างแข็งแรงและไม่สร้างปัญหาให้ข้าก็พอแล้ว" นางกล่าว ก่อนจะลูบหัวเด็กหญิงตัวน้อยอีกครั้ง
หลังจากพูดจบ ไป๋ชิงอวี่ก็จู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "ตงชิง เมื่อวานเจ้าบอกข้าว่าอยากได้พู่กันด้ามใหม่ใช่ไหม?"
"อืม ใช่เจ้าค่ะ ท่านแม่นก พู่กันที่ข้าใช้อยู่ขนมันจะร่วงหมดแล้ว"
"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ข้าจะซื้อด้ามใหม่มาให้เจ้าก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของไป๋ตงชิงก็เป็นประกาย "ท่านแม่นก ท่านจะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ?"
เมื่อมองทะลุความคิดของเด็กหญิงตัวน้อยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไป๋ชิงอวี่จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เจ้ากับฉางเซิงอยู่เฝ้าบ้าน"
•
เวลาผ่านไปสองปี ไป๋ชิงอวี่รู้สึกว่านางสามารถเข้าไปในเมืองเถาฮวาเพื่อซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันได้แล้ว
นางอยากจะพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด แต่ของบางอย่างก็ไม่สามารถหาได้จริงๆ เช่น เกลือ เครื่องปรุงรสอื่นๆ รวมถึงข้าวสารและแป้ง นางยังอยากจะซื้อเสื้อผ้าและหนังสือให้เด็กๆ ด้วย เช้าตรู่วันหนึ่ง ไป๋ชิงอวี่สะพายตะกร้าออกเดินทาง โดยไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรกับเด็กสองคนที่ถูกทิ้งไว้ที่บ้านมากนัก
ละแวกนี้ไม่มีปีศาจตนอื่นอาศัยอยู่ แมลงมีพิษและสัตว์ป่าก็ถูกพลังปีศาจของนางขับไล่ไปจนหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งที่ตั้งของบ้านไม้ก็ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด
นางใช้พลังปีศาจจำแลงกายเป็นหญิงสาวชาวมนุษย์ สองมือสอดประสานไว้ในแขนเสื้อกว้าง
นางเดินทางมาถึงเมืองเถาฮวาอย่างง่ายดาย แม้จะเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่ก็มีผู้คนพลุกพล่านอยู่ในเมืองแล้ว
สิ่งที่ไป๋ชิงอวี่คาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้ามาในเมือง นักพรตเฒ่าที่ตั้งแผงดูดวงอยู่ริมถนนก็จ้องเขม็งมาที่นาง
อันที่จริง นักพรตเฒ่าผู้นี้อยู่ที่นี่มานานแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมา ชาวเมืองสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง นั่นคือ นักพรตหลินจากทางตอนใต้ของเมืองได้มาตั้งแผงดูดวงทางฝั่งตะวันตกของเมือง เป็นที่รู้กันดีว่าพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองเป็นทางไปสู่ป่าเขา จึงแทบจะไม่มีผู้คนสัญจรไปมาบริเวณนั้นเลย
"แม่นาง โปรดหยุดก่อน"
ไป๋ชิงอวี่ไม่สนใจนักพรตเฒ่าที่อยู่ด้านหลัง และก้าวเดินต่อไป
"ไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว" เมื่อเห็นว่าไป๋ชิงอวี่ไม่สนใจ นักพรตเฒ่าจึงลูบเคราและเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินประโยคนี้ ไป๋ชิงอวี่ก็หยุดเดินทันที
"แม่นาง ข้าไม่มีเจตนาร้าย ข้าแค่มีเรื่องอยากจะขอร้องแม่นางสักหน่อย"
"นี่ แม่นาง โปรดหยุดก่อน นักพรตยากไร้ผู้นี้ขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับลูกของแม่นาง" เมื่อเห็นว่าไป๋ชิงอวี่ยังคงเพิกเฉย นักพรตเฒ่าก็เริ่มร้อนรน
เกือบสองพันยอดไลก์แล้ว ฝากกดโหวตด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะฉีกขาให้ดูเลย! แงๆๆๆ