- หน้าแรก
- วิถีชีวิตหรูหราสุดแสนสำราญ
- บทที่ 24 หยาดน้ำจากฟากฟ้า
บทที่ 24 หยาดน้ำจากฟากฟ้า
บทที่ 24 หยาดน้ำจากฟากฟ้า
บทที่ 24 หยาดน้ำจากฟากฟ้า
ภายในจุดตันเถียนของหลัวเทียนวั่งมีหยดน้ำสีเขียวและสีฟ้ากักเก็บไว้อยู่แล้ว ซึ่งพลังทั้งสองสายนี้ไม่ได้ต่อต้านหรือแทรกแซงกันและกันเลย หลัวเทียนวั่งรู้เพียงว่าหยดน้ำสีเขียวสามารถรักษาอาการป่วยได้ ส่วนหยดน้ำสีฟ้าช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชพรรณ สำหรับประโยชน์ด้านอื่นๆ เขาไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย เปรียบเสมือนอัญมณีในคลังสมบัติ เขามองเห็นเพียงประกายแสงสีทองระยิบระยับ แต่กลับไม่รู้วิธีนำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์
นิสัยชอบสัปหงกของเขาดูเหมือนจะหายไปแล้ว ตอนนี้เขาใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติทั่วไป เข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวัน หลัวเป่าหลินและเซียวชุนซิ่วรู้สึกเบาใจขึ้นมากที่เห็นหลานชายเป็นเช่นนี้
"ในที่สุดเทียนวั่งก็หายดีแล้ว" เซียวชุนซิ่วเอ่ยพร้อมรอยยิ้มโล่งใจ ขณะทอดสายตามองแผ่นหลังของหลานชายที่กำลังต้อนวัวเหลืองขึ้นเขาไป
"ใช่ หายดีแล้วล่ะ!" หลัวเป่าหลินพยักหน้าเห็นด้วย
ทว่าสองตายายก็ยังคงตระหนักดีว่า ท้ายที่สุดแล้วเทียนวั่งก็มีความพิเศษกว่าเด็กคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น วัวเหลืองที่ไม่ต้องใช้เชือกจูง หรือนกกระจอกส่งเสียงเจื้อยแจ้วที่เกาะอยู่บนหลังของมัน อย่างไรเสีย เทียนวั่งก็แตกต่างจากเด็กทั่วไปอยู่มาก
เด็กๆ ในหมู่บ้านต่างก็พากันรักษาระยะห่างจากหลัวเทียนวั่ง เรื่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด
เมื่อไปถึงตีนเขา หลัวเทียนวั่งตบหัววัวเหลืองเบาๆ "ไปกินหญ้าเถอะ"
วัวเหลืองเอาหัวถูไถมือของหลัวเทียนวั่งอย่างออดอ้อน ก่อนจะวิ่งออกไปกินหญ้าตามทิศทางที่หลัวเทียนวั่งชี้ วัวตัวนี้ฉลาดกว่าวัวทั่วไปนัก มันรู้จักเลือกกินเฉพาะบริเวณที่มีหญ้าอวบน้ำและอ่อนนุ่มเท่านั้น
ส่วนเจ้านกกระจอกก็ยังคงดื้อดึงไม่เปลี่ยน หลังจากกินจนอิ่มหนำ มันมักจะคาบหนอนผีเสื้อกลับมาฝากหลัวเทียนวั่งเสมอ
"ฉันไม่กิน ฉันไม่กินหรอก" หลัวเทียนวั่งโยนหนอนผีเสื้อลงพื้นด้วยความรังเกียจ ทำเอานกกระจอกน้อยต้องเอียงคอทำหน้าฉงน มันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจ้านายตัวน้อยถึงได้ไม่ชอบของอร่อยแบบนี้ หลังจากนกกระจอกน้อยปลดทุกข์เสร็จ มันก็หันกลับไปกินหนอนตัวนั้น รสชาติยังคงอร่อยล้ำ มันจ้องมองเจ้านายตัวน้อยด้วยความสับสนมึนงง
หลังจากปล่อยวัวไว้บนเขาแล้ว หลัวเทียนวั่งก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กเดินหาเห็ดตามพุ่มไม้ เขาไม่รู้ว่ามีคนอื่นมาเก็บตัดหน้าไปก่อนแล้วหรือเพราะเหตุใด แต่หลัวเทียนวั่งค้นหาไปตั้งหลายที่ก็เจอแต่เห็ดดอกตูมที่ยังไม่บาน ปกติแล้วจะไม่มีใครเก็บเห็ดดอกตูมเล็กๆ พวกนี้หรอก พวกเขาจะปล่อยทิ้งไว้ให้มันโตจนบานในวันถัดไป อย่างไรก็ตาม หลังจากเดินหาอยู่นาน หลัวเทียนวั่งก็อดไม่ได้ที่จะรวบรวมสมาธิควบแน่นอักขระสีฟ้าแล้วปล่อยใส่เห็ดดอกตูมดอกหนึ่ง
เรื่องน่าเหลือเชื่อพลันบังเกิดขึ้น ดงเห็ดตูมเหล่านั้นเติบโตอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตาของหลัวเทียนวั่ง เปลี่ยนจากเห็ดตูมขนาดเท่าปลายนิ้วกลายเป็นร่มคันเล็กที่บานสะพรั่ง ไม่เพียงแต่เห็ดตูมจะกลายเป็นเห็ดดอกใหญ่เท่านั้น แต่บริเวณรอบๆ ก็ยังมีเห็ดตูมดอกใหม่ผุดขึ้นมาจากดินอย่างต่อเนื่องและบานออกอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเดียว ดงเห็ดก็งอกเงยขึ้นมาอย่างหนาแน่นใต้พุ่มไม้นั้น พุ่มไม้ที่อยู่ติดกับดงเห็ดก็เริ่มเติบโตขึ้นเช่นกัน เพียงไม่นานมันก็สูงขึ้นจากไม่ถึงหนึ่งเมตรกลายเป็นสูงกว่าตัวหลัวเทียนวั่งเสียอีก
หลัวเทียนวั่งเองก็ตกตะลึง ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน เขาเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะนั่งยองๆ ลงเก็บเห็ดใส่ตะกร้าไม้ไผ่ เพียงแค่จุดนี้จุดเดียว เห็ดก็ล้นตะกร้าของหลัวเทียนวั่งแล้ว
"เฒ่าหวง! มานี่สิ!" หลัวเทียนวั่งตะโกนเรียก
วัวเหลืองรีบวิ่งเข้ามาหาทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกของหลัวเทียนวั่ง
"ตรงนี้" หลัวเทียนวั่งชี้ไปที่จุดที่เขาเพิ่งเก็บเห็ดเสร็จ หญ้าบริเวณนั้นก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน พงหญ้าขนาดเท่าเสื่อไม้ไผ่ยาวขึ้นมาก วัวเหลืองโปรดปรานหญ้าชนิดนี้ที่สุด มันจึงเคี้ยวกินจนหมดเกลี้ยง
หลัวเทียนวั่งไม่มีนาฬิกา แต่เมื่อประเมินจากความสูงของดวงอาทิตย์ เขาก็พอจะกะเวลาคร่าวๆ ได้ เมื่อถึงเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า หลัวเทียนวั่งก็พาวัวเหลืองกลับบ้าน
เฉิงอวี้เหลียนรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่หลัวเทียนวั่งไม่ยอมทำการบ้าน "หลัวเทียนวั่ง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะต้องทำการบ้านที่ฉันสั่ง! ไม่อย่างนั้นฉันจะไปเยี่ยมบ้านเธอ ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่าพ่อแม่ของเธออบรมสั่งสอนกันยังไง!"
หากเป็นเมื่อก่อน หลัวเทียนวั่งคงจะตอบครูเฉิงไปอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า "ครูเฉิงครับ ผมป่วยอยู่"
แต่ตอนนี้ข้ออ้างนั้นใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าตอนนี้หลัวเทียนวั่งแทบไม่ต่างอะไรกับเด็กปกติทั่วไป และถ้าเขาไม่ยอมทำการบ้านจนครูเฉิงไปเยี่ยมบ้านจริงๆ เขาก็คงหาทางเลี่ยงทำการบ้านไม่ได้อยู่ดี
หลัวเทียนวั่งต้องยอมรับความจริงอันแสนรันทดนี้ วันเวลาดีๆ สิ้นสุดลงแล้ว! เมื่อหลัวเทียนวั่งคิดจะกลับตัวกลับใจมานั่งทำการบ้าน เขาก็พบว่าตัวเองไม่มีแม้แต่สมุดจด สมุดเล่มเก่าที่บ้านถูกเอาไปใช้เป็นกระดาษชำระหมดแล้ว เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินทางไปโรงเรียนอีกรอบ หลัวเทียนวั่งรู้สึกว่าระยะทางมันค่อนข้างไกล เขาจึงจูงวัวเหลืองออกมาแล้วขี่มันไปโรงเรียน
"แปลกจริงหนอ แปลกจริงหนอ! เหอม่าวานมีเรื่องแปลกประหลาด วัวเหลืองขี่ได้เหมือนม้า หลัวเทียนวั่งช่างเก่งกล้า เลี้ยงนกกระจอกราวกับเลี้ยงหมา!"
ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนแต่งบทร้องเล่นนี้ แต่มันก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว พวกเด็กทโมนจำกันได้อย่างแม่นยำ และเมื่อใดที่เห็นหลัวเทียนวั่ง พวกเขาก็จะเข้ามารุมล้อมแล้วร้องเพลงนี้ล้อเลียน
หลัวเทียนวั่งไม่สนใจ ปล่อยให้คนอื่นร้องตามใจชอบ แต่หลัวเป่าหลินและเซียวชุนซิ่วนั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เซียวชุนซิ่วถึงกับเดินด่าทอไปทั่วหมู่บ้านอยู่หลายครั้ง ประณามคนไร้ศีลธรรมที่แต่งเพลงหยาบช้าเช่นนี้ขึ้นมา แน่นอนว่านี่คือเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง
ดังนั้น หลัวเทียนวั่งจึงไปซื้อสมุดแบบฝึกหัดสองสามเล่มจากร้านขายของชำเล็กๆ ข้างโรงเรียนประถมเหอม่าวาน หลังจากกลับถึงบ้านและทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์เสร็จ ด้วยความว่างจัด หลัวเทียนวั่งจึงใช้ปากกาวาดอักขระตัวหนึ่งลงตรงมุมสมุดแบบฝึกหัดอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก มันเหมือนกับอักขระสีฟ้าตัวนั้นไม่มีผิดเพี้ยน ธรรมชาติของเด็กย่อมไม่ทันได้คิดหรอกว่าอักขระตัวนี้จะส่งผลอย่างไรตามมา
วันรุ่งขึ้น สมุดแบบฝึกหัดก็ไปถึงมือของครูเฉิงอวี้เหลียน เมื่อเห็นหลัวเทียนวั่งตั้งใจส่งการบ้าน เธอก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก "ไม่ว่าเธอจะเป็นเด็กแบบไหน พอมาอยู่ในมือฉัน เธอก็เป็นแค่ซุนหงอคงในกำมือของพระยูไลนั่นแหละ"
ทว่า อักขระที่อยู่ท้ายสมุดการบ้านของหลัวเทียนวั่งนั้นดูแปลกตาไปสักหน่อย ครูเฉิงอวี้เหลียนแค่ปรายตามอง แต่มันกลับดึงดูดสายตาจนไม่อาจละไปไหนได้ เธอเผลอยื่นมือออกไปสัมผัสอักขระตัวนั้นโดยไม่รู้ตัว เพียงแค่สัมผัสก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น จู่ๆ ก็มีหยดน้ำพุ่งออกมาจากสมุดแบบฝึกหัด มันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต่อหน้าต่อตาเธอ จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นมวลน้ำก้อนใหญ่กว่าหัวคน สาดโครมเข้าใส่หัวของครูเฉิงอวี้เหลียนเข้าอย่างจังจนเปียกปอนไปทั้งตัว
ครูเฉิงอวี้เหลียนถึงกับตกตะลึง "นี่มันตอนกลางวันแสกๆ นะ หรือว่าฉันโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ เข้าให้แล้ว?"
เมื่อครูเฉิงอวี้เหลียนก้มลงมองสมุดแบบฝึกหัดของหลัวเทียนวั่งอีกครั้ง เธอก็พบว่าอักขระตัวนั้นหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่เหลือแม้แต่รอยขีดเขียน ราวกับว่ามันไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
เฉิงอวี้เหลียนเปียกโชกไปทั้งตัวจนตัวสั่นสะท้าน เธอไม่กล้าอยู่ในห้องพักครูต่อ จึงรีบวิ่งเตลิดออกไปทันที
"ครูเฉิง ไปสระผมมาเหรอครับ?" จ้าวผิงสุ่ยมองครูเฉิงอวี้เหลียนด้วยความรู้สึกแปลกใจ สระผมประสาอะไรถึงได้เปียกลงไปยันกางเกงล่ะนั่น ตอนนี้เปียกแนบเนื้อจนมองเห็นสีชุดชั้นในด้วยซ้ำ โอ้ สีดำซะด้วย