- หน้าแรก
- องค์ชายขยะ เริ่มต้นมาข้าก็ปลุกพลังระบบมหาวายร้าย
- บทที่ 155 บุตรแห่งโชคชะตาที่วิปริต
บทที่ 155 บุตรแห่งโชคชะตาที่วิปริต
บทที่ 155 บุตรแห่งโชคชะตาที่วิปริต
บทที่ 155 บุตรแห่งโชคชะตาที่วิปริต
“ท่านอ๋อง ตบะของมังกรอสูรตนนี้ อย่างน้อยต้องอยู่ในขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นเก้า หรืออาจจะสามารถต่อกรกับยอดฝีมือที่เหนือกว่าขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดได้เลยทีเดียว มันน่ากลัวถึงขีดสุด”
นี่เป็นครั้งแรกที่ปู้เหลียงซ่วยได้เห็นสัตว์อสูรขนาดมหึมาเช่นนี้ เพียงแค่ไอทมิฬที่ปกคลุมทั่วร่างและกลิ่นอายดุร้ายที่แผ่ออกมาจากปากของมัน ก็ทำให้เขาต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึง
“เมื่อมีมันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณชายชิงหลง หรือมังกรเจียวแห่งเทือกเขาสัตว์อสูร ก็มิอาจคุกคามพวกเราได้อีกต่อไป ตอนนี้ก็แค่รอให้อีกฝ่ายมาถึง หากพวกเขารู้จักเจียมตัว ข้าก็จะไว้หน้าให้บ้าง แต่หากไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ข้าจะทำให้พวกมันต้องอยู่ไม่เป็นสุขเลยทีเดียว”
เย่เสวียนมองดูแบล็ควอร์เกรย์มอนด้วยสายตาพึงพอใจ ความมั่นใจของเขาพองโตขึ้นอย่างมาก
“ท่านอ๋อง จากรายงานของสายลับและข่าวจากหลัวหวั่ง คุณชายชิงหลงได้นำพรรคพวกจากนิกายเสวียนเทียนรวมถึงหลิ่วหลิงเซวียนมาด้วยแล้ว คาดว่าไม่เกินสามวันน่าจะมาถึงเขตแดนประจิม ส่วนธิดาเทพหลิงเตี๋ยนั้นมาถึงเขตแดนประจิมแล้ว ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองสัตว์อสูรพ่ะย่ะค่ะ”
ปู้เหลียงซ่วยหยิบจดหมายลับที่ปู้เหลียงเหรินส่งมาออกมา พร้อมรายงานความเคลื่อนไหวทั้งหมดของศัตรูให้เย่เสวียนทราบ
“ต้าซ่วย ท่านจงจับตาดูพวกเขาให้ดี หากพวกเขาก่อเรื่อง ก็จัดการพาตัวออกไปจากเขตแดนประจิมเสีย อย่าให้เกิดการปะทะขึ้นในเขตแดนประจิมเป็นอันขาด”
เย่เสวียนพยักหน้าสั่งการ การต่อสู้ของยอดฝีมือขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดนั้นรุนแรงและน่ากลัวกว่าขอบเขตก่อแก่นปราณหลายเท่าตัวนัก แค่แบล็ควอร์เกรย์มอนที่อยู่ตรงหน้า หากลงมือเต็มกำลังแล้วรวบรวมพลังสร้างดาร์คไกอาฟอร์ซขึ้นมา เพียงแค่การโจมตีเดียว ก็สามารถทำลายเมืองซีเฟิงทั้งเมืองให้ราบเป็นหน้ากลองได้ในพริบตา
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง นอกจากนี้ยังมีข่าวอีกเรื่อง... เย่ป้าเทียนถูกเทพอสูรเมฆาอัคคีสังหารแล้ว ตอนนี้ทั่วอาณาจักรต้าเฉียนกำลังอยู่ในความวุ่นวายอย่างหนัก บรรดาตระกูลและนิกายจำนวนมากต่างฉวยโอกาสนี้ลุกฮือขึ้นบุกยึดดินแดนเพื่อขยายอำนาจ เตรียมจะเลียนแบบท่านอ๋อง ตั้งตนเป็นอ๋องกันถ้วนหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของปู้เหลียงซ่วยมืดมนลงอย่างเห็นได้ชัด ความโกลาหลใต้หล้าคือสิ่งที่เขาไม่ปรารถนาจะเห็นที่สุด ในชาติก่อนเขาอุทิศตนวางแผนเพื่อราชวงศ์ถังมานานถึงสามร้อยปี แต่สุดท้ายก็ยังมิอาจยุติกลียุคได้
ดวงใจของเขามั่นคงต่อใต้หล้า มิอยากเห็นราษฎรต้องทนทุกข์ทรมานจากไฟสงครามอีกครั้ง
“ตั้งตนเป็นอ๋องรึ? คิดว่าใครหน้าไหนก็ริจะเป็นอ๋องได้งั้นหรือ? ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... ในอาณาจักรต้าเฉียน หากใครกล้าฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย ข้าจะเป็นคนแรกที่กำจัดมันทิ้งเสีย อาณาจักรต้าเฉียนต้องเป็นของตระกูลเย่ของข้าตลอดไป ใครก็อย่าได้คิดจะแตะต้อง!”
เย่เสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ จิตสังหารพลุ่งพล่านขึ้นในใจ
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
หยวนเทียนกังรับคำสั่งแล้วรีบส่งสาส์นไปยังฉีอ๋องหลี่เม่าเจินที่ประจำอยู่ชายแดนเขตแดนประจิมทันที เพื่อให้เขานำทัพเข้าสู่อาณาจักรต้าเฉียนเพื่อปราบปรามความวุ่นวายทั้งหมด
“ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง! องค์หญิงเก้าเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้กำลังรอท่านอยู่ที่จวนอ๋อง”
ในจังหวะนั้นเอง เฉาเจิ้งฉุนก็รีบเร่งเข้ามาแจ้งข่าวต่อเย่เสวียน
“มาเร็วนักรึ... แบล็ควอร์เกรย์มอน เจ้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไปก่อน จงเร้นกายและเก็บซ่อนกลิ่นอายของเจ้าไว้ อย่าให้ใครตรวจพบได้ เมื่อถึงเวลาที่ข้าต้องการ ข้าย่อมจะเรียกเจ้าเอง”
เย่เสวียนสั่งการแบล็ควอร์เกรย์มอนร่างยักษ์ จากนั้นจึงพาปู้เหลียงซ่วยรีบมุ่งหน้ากลับไปยังจวนอ๋อง
แบล็ควอร์เกรย์มอนกระพือปีกสีดำสนิทเบื้องหลัง แล้วเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที
ณ จวนเสวียนอ๋อง
เย่จื่อหวงนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เฉาเจิ้งฉุนจัดเตรียมไว้ให้ ข้างกายมีชายชราผู้หนึ่งยืนอารักขา ส่วนยอดฝีมือคนอื่นๆ ที่ติดตามมาด้วย ถูกจัดให้รออยู่ภายนอกจวนทั้งหมด
ดวงตาที่เปี่ยมสติปัญญาของเย่จื่อหวงกวาดมองไปรอบๆ แม้ใบหน้าจะดูเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับสั่นคลอนราวกับคลื่นยักษ์
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา นางได้ประจักษ์ถึงความเปลี่ยนแปลงของอาณาเขตซีเฟิง ราษฎรมั่งคั่ง บ้านเมืองสงบสุข ไม่ว่าจะย่างกรายไปที่ใด ผู้คนในเขตแดนประจิมต่างเทิดทูนบูชาเย่เสวียนจากก้นบึ้งของหัวใจ
ครั้งหนึ่ง แม่ทัพคนหนึ่งของนางเพียงแค่บ่นพึมพำถึงเย่เสวียนในทางมิชอบ
ก็ถูกยอดฝีมือขอบเขตก่อแก่นปราณที่บังเอิญเดินผ่านมาลงมือเข้าใส่จนบาดเจ็บสาหัสทันที หากมิใช่เพราะคนเหล่านั้นรู้ว่านางคือพี่สาวของเสวียนอ๋องที่เดินทางมาไกล เกรงว่าแม่ทัพผู้นั้นคงไม่มีชีวิตรอดกลับไปแล้ว
อำนาจการปกครองที่เสวียนอ๋องมีต่อเขตแดนประจิมนั้น... น่าสะพรึงกลัวเกินไป
แม้แต่นางในชาติก่อนที่เป็นถึงจักรพรรดินีผู้เกรียงไกร ก็ยังมิอาจครองใจคนได้ถึงเพียงนี้
และสิ่งที่ทำให้นางตระหนกยิ่งกว่า คือยอดฝีมือที่นางพบเจอระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นฉีอ๋องหลี่เม่าเจินที่มีพลังในระดับขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดและมีพลังอมตะลึกลับที่นางยังมองไม่ออก โหวอาภรณ์โลหิตไป๋อี้เฟยผู้มีเพลงกระบี่อันสูงส่ง หรือแม้แต่ขันทีเฉาเจิ้งฉุนที่มีปราณแท้หยางบริสุทธิ์อันแข็งแกร่งเมื่อครู่นี้
คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือที่สามารถสร้างชื่อกระฉ่อนในต้าเฉียนได้ทั้งสิ้น แต่พวกเขากลับจงรักภักดีต่อเย่เสวียนอย่างถวายหัว เรื่องนี้ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าขนลุก
นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าขานว่า ในเงาของต้าเฉียนยังมีปู้เหลียงซ่วยที่มีพลังแกร่งกล้ายิ่งกว่า เป็นผู้ควบคุมปู้เหลียงเหรินคอยสอดส่องใต้หล้า และยังมีปรมาจารย์อัสนีบาตผู้กุมอำนาจสายฟ้าและบัญชาการกองทัพศพโลหิตนับล้านได้อีกด้วย
เมื่อเทียบแดนบูรพาของนางกับเขตแดนประจิมแล้ว ช่างดูอ่อนแอจนน่าใจหาย
แต่สิ่งที่ทำให้นางหวาดหวั่นที่สุด ก็คือเสียงคำรามของอสูรร้ายที่น่าสยดสยองเมื่อครู่นี้ มันรุนแรงเสียจนเกือบจะทำให้ปราณมังกรจักรพรรดิที่นางเพียรบำเพ็ญมาแทบพังทลายลงในชั่วพริบตา
สิ่งเหล่านี้ทำให้นางยิ่งอยากทำความรู้จักน้องชายคนนี้ให้มากขึ้นไปอีก
“ตึก ตึก ตึก!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่หญิงมาเร็วกว่าที่คิดนัก น้องชายยังนึกว่าท่านจะมาถึงจวนเสวียนอ๋องในวันพรุ่งนี้เสียอีก มิได้ส่งคนไปต้อนรับอย่างเป็นทางการ ถือเป็นความผิดของน้องชายแล้ว”
เย่เสวียนก้าวเข้ามาในห้องโถง เพียงแวบเดียวเขาก็เห็นเย่จื่อหวงผู้สง่างามและสูงศักดิ์ พร้อมกับชายชราที่ยืนเบื้องหลังนาง
เพียงแค่สบตา เย่เสวียนก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสถึงระดับพลังของทั้งสองได้เลย
เขาจึงแอบส่งกระแสจิตถามปู้เหลียงซ่วยที่เดินตามมาอย่างลับๆ
“ท่านอ๋อง องค์หญิงเก้ามีตบะอยู่ในระดับขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นสาม ส่วนชายชราด้านหลังนางนั้นอยู่ในขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นหนึ่ง ดูจากกลิ่นอายแล้วน่าจะเพิ่งทะลวงผ่านได้ไม่นานพ่ะย่ะค่ะ”
ปู้เหลียงซ่วยส่งกระแสจิตตอบกลับทันที
‘ขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นสามรึ? พี่หญิงของข้า สมแล้วที่เป็นบุตรแห่งโชคชะตา จักรพรรดินีจุติลงมาเกิดใหม่ เพียงระยะเวลาสั้นๆ แค่เดือนสองเดือน กลับทะลวงผ่านระดับใหญ่ได้แล้ว พรสวรรค์และวาสนานี้ช่างวิปริตเกินมนุษย์เสียจริง มิน่าเล่าในนิยายหรือบทละครชาติก่อน พวกตัวร้ายจะเก่งกาจเพียงใด สุดท้ายก็ต้องดับสูญด้วยน้ำมือของบุตรแห่งโชคชะตาอยู่ดี’
เย่เสวียนตกใจจนเกือบจะสบถออกมา
คนเปรียบกับคน... ช่างน่าเจ็บใจนัก
ทว่าเขากลับลืมไปว่าตัวเขาเองก็ ‘วิปริต’ ไม่แพ้กัน หากเขาต้องการและไม่มุ่งเน้นการขัดเกลาจนถึงขีดสุดในทุกขอบเขตพลัง เพียงแค่จับยอดฝีมือขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดมาสักสองสามคน เขาก็สามารถเลื่อนระดับพลังขึ้นไปทัดเทียมกับนางได้อย่างง่ายดาย
“น้องชาย ไม่ได้พบกันเพียงครึ่งปีเศษ เจ้าดูหล่อเหลาองอาจขึ้นมากนัก ทั้งยังบริหารเขตแดนประจิมได้เป็นระเบียบเรียบร้อย กำจัดลัทธิมาร ล้างแค้นให้เสด็จพ่อ... ดูไปแล้ว เจ้าช่างเหมือนจักรพรรดิองค์ใหม่ยิ่งนัก”
เย่จื่อหวงเองก็กำลังพิจารณาเย่เสวียนอยู่เช่นกัน นางมองออกว่าเขามีระดับพลังอยู่ในขอบเขตก่อแก่นปราณขั้นหก ซึ่งดูเหมือนจะด้อยกว่านาง
แต่นางรู้ดีว่า การที่นางบำเพ็ญมาถึงขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดได้นั้น เป็นเพราะอาศัยมรดกของจักรพรรดินีและวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับมาเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการเกื้อหนุนจากปราณมังกรของต้าเฉียน
มิเช่นนั้น ความเร็วในการพัฒนาของนางอาจจะไม่ได้นำหน้าเย่เสวียนมากนัก และนางยังจำได้แม่นว่า เมื่อหนึ่งปีก่อน เย่เสวียนถูกนิกายเสวียนเทียนทำลายวรยุทธ์จนสิ้น เขาเริ่มฝึกฝนใหม่จากศูนย์จนมาถึงระดับนี้ได้ในเวลาเพียงปีเดียว...
หากวัดกันที่พื้นฐานแล้ว นางเองก็สู้เขาไม่ได้เลยเช่นกัน