- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 24 - ปั่นหัวจนเป๋
บทที่ 24 - ปั่นหัวจนเป๋
บทที่ 24 - ปั่นหัวจนเป๋
บทที่ 24 - ปั่นหัวจนเป๋
ทันทีที่ฟางเจิ้งอีเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นสามสายตาจ้องมองมาที่ตนเขม็ง จึงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน
"กินสิ! มองข้ากันทำไมล่ะเนี่ย?"
"อสนีบาตสวรรค์! อสนีบาตสวรรค์!" หลี่หยวนจ้าวร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น
"จะมีอสนีบาตสวรรค์ที่ไหนกันเล่า! เรื่องภูตผีปีศาจปาฏิหาริย์แบบนั้นจะไปเชื่อได้ยังไง ทุกคนกินข้าวกันเถอะ! กินเสร็จแล้วข้าจะพาคุณชายหลี่ไปเที่ยวชมทิวทัศน์ของอำเภอเถาหยวนด้วยตัวเองเลย!"
ถึงแม้สีหน้าของฟางเจิ้งอีจะดูผ่อนคลาย แต่ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง
ตาแก่เหล่าหลี่บ้าเอ๊ย! ถ้าไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ข้านายน้อยก็คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจแบบนี้หรอก! ตั้งแต่ข้าข้ามภพมาก็เอาแต่กู้ภัยช่วยชาติมารดามันตลอด! อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตสงบสุขมาสองปี นี่ยังจะต้องให้ข้าไปกู้ภัยอีกหรือไง!?
ฮ่องเต้จิ่งตี้ทอดพระเนตรมองฟางเจิ้งอีอย่างลึกซึ้งด้วยสายตาที่แฝงแววจับผิด ก่อนจะก้มหน้าลงเสวยต่อ
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาสักคำ
เมื่อทานอาหารเสร็จ ทั้งสี่คนก็เดินออกจากหอชิ่งชาง ต่างฝ่ายต่างรู้กันและไม่มีใครพูดถึงเรื่องน้ำท่วมที่เจี้ยนเจียงอีก
เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มกร่อย ฟางเจิ้งอีจึงพูดขึ้นยิ้มๆ "คราวก่อนที่พวกท่านมาก็อยู่เพียงไม่กี่วัน ได้แค่เดินดูผ่านๆ"
"วันนี้ข้าว่างพอดี ประจวบเหมาะกับที่คุณชายอยู่ที่นี่ด้วย ข้าจะพาพวกท่านไปเดินดูอำเภอเถาหยวนอย่างละเอียดเอง"
"หากถูกใจของชิ้นไหนก็ซื้อได้เต็มที่เลย ไม่แน่ว่าอาจจะพบช่องทางธุรกิจใหม่ๆ ก็ได้นะ!"
ฮ่องเต้จิ่งตี้ทรงเก็บซ่อนความกังวลไว้ในพระทัย ตรัสถามด้วยความสงสัย "ท่านนายอำเภอฟาง หลี่ผู้นี้มีสองเรื่องที่ยังไม่เข้าใจมาตลอด รบกวนท่านนายอำเภอฟางช่วยชี้แนะด้วย"
"เชิญว่ามาเลย?"
"เรื่องแรก เหตุใดโอกาสทำเงินมหาศาลขนาดนี้ในอำเภอเถาหยวน ท่านถึงไม่เก็บเอาไว้เอง แต่กลับมอบหมายให้หลี่ผู้นี้ดูแลแทน"
"เรื่องที่สอง หลี่ผู้นี้เดินทางไปทั่วสารทิศ ไม่เคยเห็นขุนนางท้องถิ่นคนใดต้อนรับขับสู้พ่อค้าวาณิชอย่างให้เกียรติเฉกเช่นท่านนายอำเภอฟางมาก่อนเลย นี่เป็นเพราะเหตุใดหรือ?"
อันที่จริง ฮ่องเต้จิ่งตี้ทรงอยากจะถามเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เสด็จมาเยือนครั้งก่อนแล้ว แต่เพราะมาเร็วไปเร็ว จึงไม่มีเวลาได้ซักถาม ในยุคสมัยนี้ อาชีพพ่อค้าวาณิชถือเป็นอาชีพชั้นต่ำ ไม่มีใครเห็นหัว ท่าทีของฟางเจิ้งอีนั้นนับว่าหาได้ยากยิ่ง แถมยังไม่ถือตัวอีกด้วย
"ฮ่าๆ! เหล่าหลี่ตาแหลมไม่เบานะ! เพราะข้าเป็นคนมีน้ำใจแบบนี้ยังไงล่ะ!"
ฮ่องเต้จิ่งตี้: "..."
ยกยอตัวเองเก่งก็เจ้านี่แหละ!
กัวเทียนหยางเบ้ปากอย่างดูแคลน
ฟางเจิ้งอีพูดต่อ "เหตุผลที่มอบให้ท่านดูแล ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ในอำเภอเถาหยวนของข้า ราษฎรที่รู้หนังสือและเข้าใจเหตุผลนั้นมีน้อยเกินไป หากอยู่ในอำเภอเถาหยวน ข้ายังพอจะดูแลปกป้องพวกเขาได้บ้าง แต่หากออกไปต่างถิ่น เกรงว่าคงถูกพวกหน้าเลือดสูบเลือดสูบเนื้อจนไม่เหลือซากแน่!"
"ส่วนเรื่องที่สอง... ความสำคัญของพ่อค้าวาณิชนั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าขุนนาง ชาวนา หรือช่างฝีมือเลย เหล่าหลี่ ท่านก็น่าจะเข้าใจความจริงข้อนี้ดีนะ!"
"เปรียบเหมือนข้าวสาร หากอยู่ในมือชาวนาก็มีค่าเพียงไม่กี่อีแปะ แต่ถ้านำมาที่อำเภอของข้าเพื่อหมักเป็นเหล้าพัดดอกท้อ มูลค่าของมันก็จะพุ่งสูงขึ้นเป็นร้อยเท่า!"
"หรือเปรียบเหมือนเครื่องปั้นดินเผาที่ท่านขาย หากขนส่งเครื่องปั้นดินเผาจากทางใต้ขึ้นมาขายทางเหนือ มูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล!"
"ทั้งหมดนี้ล้วนต้องอาศัยการหมุนเวียนของพ่อค้าวาณิช ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า การจัดสรรทรัพยากร! เมื่อจัดสรรทรัพยากรได้อย่างตรงจุด ของทุกอย่างก็จะแสดงคุณค่าสูงสุดออกมาได้ เพราะเหตุนี้ ท่านว่าพ่อค้าวาณิชสำคัญหรือไม่เล่า?"
"เพราะอำเภอเถาหยวนของข้าถูกราชสำนักทอดทิ้งมานาน ตำแหน่งผู้ช่วยนายอำเภอ หรือสมุห์บัญชี ล้วนแต่ว่างเว้นมาตลอด ดังนั้นโครงสร้างการปกครองจึงถูกปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้อำเภอเถาหยวนให้ความสำคัญกับพ่อค้าวาณิช ถึงแม้คนภายนอกจะดูถูกพ่อค้า แต่ในอำเภอเถาหยวนของข้าไม่มีธรรมเนียมเช่นนั้นเด็ดขาด!"
"ทางทิศใต้ของอำเภอเถาหยวนกำลังสร้างอาคารขนาดเล็กขึ้นมาใหม่กลุ่มหนึ่ง ท่านสนใจจะซื้อไว้สักหลังไหมล่ะ หากเงินไม่พอ ทางอำเภอของเรายังมีบริการให้สินเชื่อด้วยนะ!"
"เรื่องอื่นข้าไม่กล้ารับประกัน แต่อำเภอเถาหยวนคือตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับการใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างแน่นอน!"
ต้องรีบเกลี้ยกล่อมให้เหล่าหลี่ซื้อจวนในอำเภอเถาหยวนให้ได้ จะได้ดึงตัวเขาให้ปักหลักอยู่ที่นี่ คุณชายฟางดีดลูกคิดรางแก้วในใจดังกริ๊กๆ
คำพูดทุกประโยคล้วนแต่เป็นการขายของทั้งสิ้น นี่เจ้าเป็นขุนนางภาษาอะไรกัน?
กัวเทียนหยางพูดด้วยความไม่พอใจ "พ่อค้าวาณิชไม่รู้จักลงมือผลิตสิ่งใด หากสนับสนุนพ่อค้าวาณิช แล้วคนทั้งแผ่นดินแห่กันไปค้าขายกันหมด โลกนี้มิปั่นป่วนวุ่นวายไปหมดหรือ?"
"เอ๊ะ?" ฟางเจิ้งอีชะงักไป
ก็มารดามันเถอะ เจ้าก็เป็นพ่อค้าไม่ใช่หรือไง? สรุปว่าเจ้าอยู่ฝั่งไหนกันแน่เนี่ย?
เมื่อเห็นสีหน้าของฟางเจิ้งอีดูพิลึกกึกกือ กัวเทียนหยางก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป จึงรีบแก้ต่าง "ตั้งแต่โบราณกาลมาก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้นแหละ!"
ฟางเจิ้งอีแค่นยิ้มเย็น "ตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้คนก็เขียนหนังสือลงบนผ้าไหมหรือกระดองเต่า แล้วทำไมเจ้าถึงยังใช้กระดาษอยู่ล่ะ?"
"ตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้คนก็ทำไร่เลื่อนลอย ถางป่าเผาหญ้า แล้วทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนมาใช้ไถกับวัวทำนากันล่ะ?"
"สิ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล ล้วนถูกต้องทั้งหมดเลยหรือ? การยึดติดอยู่กับธรรมเนียมเก่าๆ เป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไปหรือ? หากคนทั้งโลกไปเป็นพ่อค้าวาณิช โลกนี้จะวุ่นวาย แล้วถ้าคนทั้งโลกเป็นบัณฑิต โลกนี้จะไม่วุ่นวายงั้นหรือ?"
"ไม่ใช่ทุกคนที่มีความสามารถในการร่ำเรียนหนังสือ และก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีความสามารถในการเป็นพ่อค้า"
"คนๆ หนึ่งสามารถทำนาไปพร้อมๆ กับเป็นพ่อค้าได้ สามารถอ่านหนังสือไปพร้อมๆ กับทำนาได้ นี่มันย้อนแย้งตรงไหนกัน?"
"เถ้าแก่กัวเอ๊ย! เสียดายที่เจ้าเป็นนักธุรกิจ แต่สมองกลับทึ่มทื่อเหลือเกิน!"
"เหตุใดอำเภอเถาหยวนของข้าถึงได้มั่งคั่งร่ำรวยถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะคนทั้งแผ่นดินต่างพากันดูถูกพ่อค้าวาณิช มีเพียงอำเภอของเราเท่านั้นที่ให้ความสำคัญ อำเภอเถาหยวนถึงได้มีวันนี้อย่างไรเล่า!"
กัวเทียนหยางหน้าแดงก่ำ "แต่ถ้าคนไปเป็นพ่อค้ากันหมด คนทำนากับเวลาทำนาก็จะลดลง เสบียงอาหารในแผ่นดินก็มีไม่เพียงพออยู่แล้ว หากเป็นจริงอย่างที่เจ้าว่า ผู้คนมิอดตายกันเกลื่อนกลาดหรือ!"
"เหล่าหลี่! สมุห์บัญชีของท่านคนนี้มีใจคิดกบฏนะ! เขาดูถูกอาชีพท่าน!" ฟางเจิ้งอีคร้านจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เลยหันไปฟ้องฮ่องเต้จิ่งตี้แทน
เจ้าหมอนี่ที่พูดจาแดกดัน ความจริงแล้วก็ไม่ได้พูดผิดไปเสียทีเดียว เกษตรกรรมคือรากฐานของทุกสิ่ง ในปัจจุบันการเกษตรยังไม่พัฒนา แถมยังไม่มีพืชผลที่ให้ผลผลิตสูงอย่างมันฝรั่ง โดยเนื้อแท้แล้ว อำเภอเถาหยวนก็เติบโตมาจากการดูดกลืนทรัพยากรจากพื้นที่อื่นๆ อย่างบ้าคลั่ง แต่ในฐานะที่ฟางเจิ้งอีเป็นนายอำเภอเถาหยวน เขาจะต้องเถียงเรื่องนี้ให้ชนะ!
ไม่อย่างนั้นต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? ใครโผล่มาก็กล้ามาชี้นิ้วสั่งสอนได้งั้นหรือ?!
"อ๊ะ! นี่ข้า... ข้าเปล่า ข้าไม่ได้พูดนะ เจ้าอย่ามาพูดจาส่งเดช!" กัวเทียนหยางหน้าแดงเถือก รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
ฮ่องเต้จิ่งตี้รีบเข้าไกล่เกลี่ย ตรัสเสียงขรึม "กัวต้าเสียมารยาทเกินไปแล้ว กลับไปข้าจะสั่งสอนเขาให้ดี!"
กัวเทียนหยางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจราวกับลูกสะใภ้ตัวน้อยทันที
มารดามันเถอะ!! ไอ้ระยำนี่ไม่เล่นตามน้ำเลยนี่หว่า! ดันโยนความผิดมาให้ข้าหน้าตาเฉย!
หลี่หยวนจ้าวที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกลิงโลดอยู่ในใจ แทบจะอดใจปรบมือไว้ไม่ไหว
น่าสนุก! น่าสนุกเกินไปแล้ว! ฟางเจิ้งอีผู้นี้เป็นคนน่าสนใจจริงๆ! นอกจากจะมีความคิดเห็นตรงกับข้าแล้ว ยังเถียงคนเก่งอีกด้วย
ถ้าในวังมีคนที่น่าสนใจแบบนี้สักคนก็คงดีสิ พวกอาจารย์มีแต่จะทำหน้าขรึมสอนหลักการบ้าบออะไรให้ข้าก็ไม่รู้!
พวกเขายังคงเดินต่อไปตามท้องถนน ระหว่างทางมีคนทักทายฟางเจิ้งอีอย่างต่อเนื่อง ส่วนกัวเทียนหยางเอาแต่ทำหน้าตึงไม่พูดไม่จา เขาตัดสินใจแล้วว่า ตราบใดที่มีฟางเจิ้งอีอยู่ด้วย เขาจะไม่อ้าปากพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว!
หลี่หยวนจ้าวมองซ้ายมองขวาไปเรื่อย จู่ๆ ก็สังเกตเห็นแผงขายหนังสือ
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเสด็จพ่อจะกลับไปเผาหนังสือของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
ถือโอกาสนี้ซื้อไปสักสองเล่มดีกว่า! หนังสือแปลกๆ พวกนั้น กว่าจะให้หลิ่วจินออกไปกว้านซื้อมาจากชาวบ้านได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ถ้าถูกเผาทิ้งหมด ข้าจะเอาหนังสือที่ไหนอ่านอีกล่ะ?!
ดังนั้นเขาจึงรีบวิ่งไปที่แผงหนังสือ พวกฟางเจิ้งอีก็ไม่ได้สนใจเขา ยังคงคุยกันต่อไป
หลี่หยวนจ้าววิ่งไปที่แผงหนังสือแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งส่งเดช จากนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง
เขาเคยอ่านหนังสือนอกตำรามาก็เยอะ แต่ชื่อหนังสือที่แหวกแนวขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เคยเห็น
ชื่อหนังสือเขียนไว้หราว่า: "นายอำเภอฟางปะทะธานอส"
"เถ้าแก่! หนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับอะไรหรือ?"
เถ้าแก่แผงหนังสือพอเห็นคนแปลกหน้าก็ยิ้มร่า "ท่านมาจากต่างถิ่นใช่ไหมล่ะ! ถึงได้ไม่รู้เรื่องนี้ ซื้อกลับไปอ่านดูสักเล่มสิ!"
"หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของมารฟ้าต่างแดนเมี่ยป้า (ธานอส) ที่บุกมารุกรานแคว้นจิ่ง ท่านนายอำเภอฟางรวบรวมอัญมณีไร้ขีดจำกัด (อินฟินิตี้สโตนส์) ทั้งเจ็ดเม็ดถวายแด่ฮ่องเต้เพื่อนำทัพออกไปปราบมารร้ายน่ะสิ"
"สนุกสุดยอดไปเลยล่ะ! เล่มละห้าสิบอีแปะเท่านั้น!"
"หา? เมี่ยป้า? อะไรคืออัญมณีไร้ขีดจำกัด?" หลี่หยวนจ้าวงงเป็นไก่ตาแตก ทำไมข้าไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย! เสด็จพ่อเคยไปปราบมารฟ้าต่างแดนด้วยหรือ?
ประจวบเหมาะกับที่พวกฮ่องเต้จิ่งตี้เดินตามมาทันพอดี
ฟางเจิ้งอีชะโงกหน้ามองจากด้านหลังเขาแล้วก็หน้าแดงก่ำ อดไม่ได้ที่จะลูบจมูกแก้เกี้ยว
ในใจแอบก่นด่า ไอ้ชาติหมาตัวไหนมันเอาเรื่องแต่งหลอกเด็กของข้าไปเขียนเป็นหนังสือฟะ! ดูท่าเขาคงต้องจัดการเรื่องอุตสาหกรรมวัฒนธรรมในอำเภอเถาหยวนเสียหน่อยแล้ว!
เมื่อฮ่องเต้จิ่งตี้ทอดพระเนตรเห็นชื่อหนังสือก็ทรงแย้มพระสรวลออกมา
หลี่หยวนจ้าวเปิดหนังสืออ่านดูสองสามหน้าแล้วพูดอย่างดูแคลน "ยังมีหนังสือแบบนี้อยู่อีกหรือ! ใช้ภาษาชาวบ้านเขียนทั้งเล่มเลยนี่นา สิ้นเปลืองกระดาษไปตั้งมากมายเปล่าๆ ปลี้ๆ!"
จากนั้นเขาก็สุ่มหยิบหนังสือออกมาจากกองอีกหลายเล่ม มีทั้ง "หนุ่มน้อยอาชิว" "บันทึกอัศวินยุทธภพ" "นายอำเภอป้ายทอง" อะไรเทือกนั้น
หลังจากดูติดต่อกันหลายเล่ม หลี่หยวนจ้าวก็เอ่ยด้วยความสงสัย "ทำไมมีแต่ภาษาชาวบ้านเต็มไปหมดเลย! แปลกประหลาดยิ่งนัก!"
ฮ่องเต้จิ่งตี้อดไม่ได้ที่จะทอดพระเนตรตาม พอเห็นว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ตรัสถาม "ท่านนายอำเภอฟาง! ในอำเภอเถาหยวนนี่ ใครนึกอยากจะพิมพ์หนังสือก็ทำได้เลยหรือ!? ถึงได้เอาภาษาชาวบ้านมาเขียนหนังสือกันแบบนี้"
ในยุคสมัยนี้ หนังสือแทบทุกเล่มล้วนถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาเขียนทางวรรณคดี หากใช้ภาษาชาวบ้านเขียนหนังสือ ในสายตาของเหล่าบัณฑิตแล้ว มันจะกลายเป็นของไร้ระดับที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง ดังนั้นการที่ทั้งสองคนจะมีคำถามเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับฟางเจิ้งอี
ฟางเจิ้งอีอธิบาย "ถูกต้อง! เพียงแค่มีเงิน โรงพิมพ์ในอำเภอเถาหยวนของข้าก็พร้อมจะพิมพ์หนังสือให้ทุกคน! ส่วนเรื่องที่ใช้ภาษาชาวบ้านเขียนนั้น ก็เพราะอำเภอเถาหยวนไม่ค่อยมีผู้รู้หนังสือนักหรอก ลำพังแค่อ่านหนังสือออกก็ถือว่ายากเต็มทนแล้ว!"
"มีหนังสือให้อ่าน ได้เรียนรู้ตัวหนังสือเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยก็ถือว่าดีเยี่ยมแล้ว ไอ้พวกตัวหนังสือที่อ่านยากตีความยากพวกนั้นมันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก!"
หลี่หยวนจ้าวเถียงกลับ "ช่างตื้นเขินเสียนี่กระไร! นี่มันคือการสิ้นเปลืองกระดาษเปล่าๆ ชัดๆ!!"
ฟางเจิ้งอีหัวเราะหึๆ โดยไม่นึกโกรธ นี่แหละคือข้อจำกัดทางความคิด คล้ายกับพวกคนแก่หัวโบราณที่มองพวกวัยรุ่นยุคใหม่ไม่ขึ้นนั่นแหละ
แต่เดี๋ยวเวลาจะให้คำตอบเอง
"ภาษาชาวบ้านมันหยาบโลนตรงไหนหรือ? หนังสือที่ดีคืออะไร? หนังสือที่ราษฎรอ่านแล้วเข้าใจ อ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ นั่นแหละคือหนังสือที่ดี"
"หากข้าสั่งให้คนพิมพ์ตำราสี่คัมภีร์ห้าคัมภีร์คลาสสิกให้พวกเขาอ่าน มันก็มีแต่จะเพิ่มความปวดหัวให้กับราษฎรเปล่าๆ หากใครที่มีความมุ่งมั่นอยากจะร่ำเรียน ก็ย่อมต้องขวนขวายหาหนังสือที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาอ่านเองนั่นแหละ"
"เมื่อหลายปีก่อน ราษฎรเถาหยวนยังเป็นแค่ผู้อพยพลี้ภัย คนทั้งอำเภอที่อ่านหนังสือออกนับนิ้วได้เลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ ผู้คนเกินครึ่งเต็มใจที่จะใช้เวลาว่างมาอ่านหนังสืออ่านเล่นพวกนี้ ท่านว่ามันดีหรือไม่ดีเล่า?"
หลี่หยวนจ้าวทำหน้าไม่ยอมแพ้ "ย่อมไม่ดีแน่! ตัวอักษรที่หยาบโลนเช่นนี้ มิใช่ว่าทำให้สายตาคนอ่านแปดเปื้อนหรอกหรือ อีกอย่าง ข้อความเดิมใช้แค่ไม่กี่คำก็อธิบายได้ชัดเจนแล้ว แต่พอใช้ภาษาชาวบ้านกลับต้องเขียนให้ยืดยาวขนาดนี้!"
ฟางเจิ้งอียิ้มบางๆ "นอกจากภาษาชาวบ้านจะเข้าใจง่ายแล้ว การที่มันมีจำนวนคำเยอะก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของมันนะ!"
"นิสัยข้าสันโดษหลงใหลในวรรคทอง หากถ้อยคำไม่สะเทือนเลื่อนลั่น ยอมตายเสียดีกว่า หากเปลี่ยนบทกวีวรรคนี้ให้เป็นภาษาชาวบ้าน ก็จะต้องเขียนว่า 'อุปนิสัยส่วนตัวของข้านั้นชอบเก็บตัว และหลงใหลคลั่งไคล้ในการขบคิดค้นหาบทกวีที่ไพเราะงดงาม หากภาษาในบทกวีนั้นไม่สามารถทำให้ผู้คนตกตะลึงจนถึงขีดสุดได้ล่ะก็ ข้าก็ยินดีที่จะตายเสียดีกว่าเลิกล้มความตั้งใจ'"
"ท่านดูสิ! จากเดิมที่มีแค่สิบสี่ตัวอักษร พอเปลี่ยนเป็นภาษาชาวบ้าน ข้าก็ต้องเขียนถึงเกือบห้าสิบคำ แบบนี้ก็เท่ากับว่าข้าได้เพิ่มจำนวนคำขึ้นมาอีกตั้งกว่าสามสิบคำ!"
"แค่ประโยคเดียวก็สามารถเพิ่มจำนวนคำได้ตั้งสามสิบกว่าคำ หากนำหนังสือสักเล่มที่เขียนด้วยภาษาแบบดั้งเดิมมาแปลเป็นภาษาชาวบ้าน เกรงว่าจำนวนคำคงจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว!"
"นั่นก็หมายความว่า หากข้าต้องการพิมพ์หนังสือหนึ่งเล่ม ก็จะต้องใช้น้ำหมึกและกระดาษเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นขนาดของโรงพิมพ์ก็จะต้องขยายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวด้วย!"
"และเมื่อเป็นเช่นนี้ จำนวนแรงงานที่ต้องจ้างก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว! สิ่งที่ตามมาก็คือ จำนวนช่างทำน้ำหมึกและช่างทำกระดาษก็จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน! แถมคนที่คอยจัดหาวัตถุดิบให้ก็ต้องเพิ่มจำนวนตามไปด้วย!"
"ท้ายที่สุดแล้ว ราษฎรที่ซื้อหนังสือไปอ่านก็ไม่เพียงแต่จะได้อ่านหนังสือที่เข้าใจง่ายเท่านั้น แต่ยังได้โอกาสในการทำงานหาเงินเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย!"
"ท่านว่าแบบนี้ดีหรือไม่ดีล่ะ?"
หลี่หยวนจ้าวอ้าปากค้างเถียงไม่ออก แต่ลึกๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ!
ฮ่องเต้จิ่งตี้ก็ทรงทอดพระเนตรฟางเจิ้งอีด้วยสีหน้าประหลาด ทรงรู้สึกว่าสมองของพระองค์ในตอนนี้กำลังสับสนอลหม่าน!
คนที่ประสาทเสียที่สุดคือ กัวเทียนหยาง
ไอ้ระยำฟางเจิ้งอี! ทำไมถึงได้มีตรรกะวิบัติวิปริตแบบนี้เยอะนักวะ! องค์รัชทายาทกับฝ่าบาทโดนปั่นหัวอีกแล้ว! บัดซบเอ๊ย!
(จบแล้ว)