- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 12 - องค์รัชทายาทผู้เป็นยอดลูกกตัญญู
บทที่ 12 - องค์รัชทายาทผู้เป็นยอดลูกกตัญญู
บทที่ 12 - องค์รัชทายาทผู้เป็นยอดลูกกตัญญู
บทที่ 12 - องค์รัชทายาทผู้เป็นยอดลูกกตัญญู
"สรุปก็คือ ไอ้ลูกทรพีคนนี้เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ ไม่สนใจราชกิจเลยแม้แต่น้อยใช่ไหม!?" จิ่งตี้ฟังแล้วเส้นเลือดปูดโปนด้วยความโกรธ แทบอยากจะคว้ากระบองทองคำไปฟาดหัวไอ้ลูกชั่วให้รู้แล้วรู้รอด
หลี่เหยียนซงกล่าวว่า "ก็ไม่ถึงขนาดนั้นพ่ะย่ะค่ะ สองวันมานี้ยังเสด็จไปที่ค่ายทหาร ทรงบอกว่าจะไปตรวจตรากฎระเบียบกองทัพ และฝึกซ้อมทหารพ่ะย่ะค่ะ"
"นอกจากนั้นก็ไม่มีแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ดี! ดีมาก! แล้วตอนนี้ไอ้ลูกทรพีคนั่นอยู่ที่ไหน!" จิ่งตี้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้ว!
เดิมทีตั้งใจว่าพอกลับมาถึงวังจะตรวจดูความเคลื่อนไหวของรัชทายาทเป็นอันดับแรก
ผลปรากฏว่าฎีกาที่คั่งค้างมาหลายวันถูกส่งมากองรวมกันที่ห้องทรงงานแบบไม่มีตกหล่นเลยสักนิด!
ความขุ่นเคืองในพระทัยของจิ่งตี้ถูกความโกรธกลืนกินไปไม่น้อย แต่ก็ยังพอข่มอารมณ์ไว้ได้
ทว่าพอมาฟังคำบ่นของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งสามคนเข้า ก็ถึงกับคุมอารมณ์ไม่อยู่
"กระหม่อมเดาว่า น่าจะประทับอยู่ที่สวนพยัคฆ์เสือดาวที่เพิ่งสร้างใหม่ในตำหนักบูรพาพ่ะย่ะค่ะ!" จางตงเซี่ยงทนดูพฤติกรรมนี้มานานแล้ว
เขาอยากจะให้จิ่งตี้รีบไปสั่งสอนรัชทายาทเสียที หมกมุ่นอยู่แต่กับการละเล่นแบบนี้ ดูแล้วไม่สมกับจะเป็นฮ่องเต้ในอนาคตเลย!
"เอาล่ะ พวกท่านเหนื่อยกันมากแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ"
"มีอะไรพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน กัวเทียนหยาง จัดขบวนเสด็จไปตำหนักบูรพา!"
...
ตำหนักบูรพา สวนพยัคฆ์เสือดาว
ภายในสวนพยัคฆ์เสือดาว เสือโคร่งตัวใหญ่กำลังไล่ต้อนม้าแก่สองตัว
รัชทายาทประทับเอนกายอยู่บนเก้าอี้ ทอดพระเนตรอย่างออกรสออกชาติ
หลิ่วจินยืนทำหน้าบูดเบี้ยวอยู่ด้านหลังรัชทายาทหลี่หยวนจ้าว
เดิมทีการให้รัชทายาทสำเร็จราชการแทนถือเป็นเรื่องดี เป็นโอกาสให้พระองค์ได้แสดงฝีมือ
ใครจะไปคิดว่าสิ่งแรกที่รัชทายาททำคือการสร้างสวนพยัคฆ์เสือดาวให้ตัวเอง แล้วก็ตามมาด้วยการโดดงานยาวเป็นวันๆ!
เขาในฐานะขันทีรับใช้ใกล้ชิด ย่อมหนีความผิดไม่พ้น!
แต่เจ้านายคนนี้เป็นคนหัวดื้อมาตั้งแต่เด็ก! ไม่มีความสนใจในราชกิจเลยแม้แต่น้อย กลับไปสนใจเรื่องการทำศึกสงคราม การต่อสู้ของสัตว์ หรือเรื่องไร้สาระพวกนั้นเสียมากกว่า
เขาไม่น่าปากสว่างไปเล่าเรื่องเสือเรื่องเสือดาวให้รัชทายาทฟังเลย!
ถ้าฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้เข้า สิ่งแรกที่จะทำคงเป็นการถลกหนังเขาแน่ๆ!
ยิ่งคิดหลิ่วจินก็ยิ่งหวาดกลัว ใบหน้าเริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆ
การแสดงไล่ล่าม้าของเสือโคร่งเบื้องล่างใกล้จะจบลงแล้ว ม้าตัวหนึ่งถูกขย้ำคอจนตาย ส่วนม้าอีกตัวถูกเขี้ยวแหลมคมฉีกหน้าท้องจนไส้ไหล
เสือโคร่งกำลังแทะเล็มเครื่องในม้าอย่างเอร็ดอร่อย
หลี่หยวนจ้าวรู้สึกหมดสนุก "หลิ่วกงกง ข้าดูม้าแก่พวกนี้แล้วรู้สึกเบื่อจังเลย!"
"สู้หาเสือมาอีกสักตัวดีกว่า ให้เสือสองตัวสู้กันเองน่าจะสนุกกว่านี้นะ"
หลิ่วจินปาดเหงื่อเย็นเยียบ "เตี้ยนเซี่ย (ฝ่าบาท/องค์ชาย) พระองค์ไม่ได้เสด็จออกว่าราชการมาหลายวันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในสวนพยัคฆ์เสือดาว พวกขุนนางต่างก็ไม่พอใจกันใหญ่ ฮ่องเต้เสด็จกลับมาคงจะอธิบายยากนะพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่หยวนจ้าวทำท่าไม่ใส่ใจ "มีคนไม่พอใจแล้วไงล่ะ!"
"แผ่นดินสงบร่มเย็นแล้ว ยังมีอะไรให้ข้าทำอีก! มีพวกราชอาจารย์ในสภาเน่ยเก๋ออยู่ก็พอแล้วนี่!"
"น่าเสียดายจริงๆ ที่ข้าเกิดช้าไปหลายปี!"
"ไม่อย่างนั้น ตอนนี้คงได้เป็นเวลาที่ข้าจะได้ควบม้าสู้รบในสนามรบแล้ว! เฮ้อ~"
พูดจบหลี่หยวนจ้าวก็ถอนหายใจ ท่าทางดูเศร้าหมองลงเล็กน้อย
หลิ่วจินกำลังจะอ้าปากพูด แต่จู่ๆ ก็เห็นจิ่งตี้เสด็จตรงเข้ามาแต่ไกล เขาถึงกับตัวสั่นงันงก!
จากนั้นก็ค่อยๆ ถอยไปชิดกำแพงอย่างเงียบกริบ
หลี่หยวนจ้าวที่ยังคงอยู่ในอารมณ์เศร้าสลดกล่าวต่อ "การจับพู่กันร่ายกวีมันใช่เรื่องที่ลูกผู้ชายอกสามศอกควรทำเหรอ!? ชาติชายฉกรรจ์อย่างข้ามันต้องออกไปรบสิถึงจะถูก!"
"ถ้าข้าไม่ได้เป็นรัชทายาท ข้าก็ต้องเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เก่งกาจไร้เทียมทานแน่ๆ!"
"น่าเสียดาย ที่เสด็จพ่อชิงตัดหน้าเอาความดีความชอบที่ข้าควรจะได้ไปหมดเลย! น่าเจ็บใจนัก!"
"เมื่อมีเสด็จพ่อเกิดมาแล้ว ไฉนต้องมีข้าเกิดมาด้วยเล่า~"
พูดจบ น้ำตาก็ไหลหยดลงมาจากหางตาของหลี่หยวนจ้าว ราวกับคนมีความสามารถที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า
หลิ่วจินมองจิ่งตี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังรัชทายาทแล้วรู้สึกเหมือนหนังศีรษะกำลังจะระเบิด
วาจาของยอดลูกกตัญญูประโยคนี้ ทำให้เขาตกใจจนหน้าซีดไร้สีเลือด
จบเห่แล้ว ชีวิตอันแสนสั้นของเขาคงจะต้องจบลงเหมือนเจ้าม้าพวกนั้นแน่ๆ
จิ่งตี้หรี่พระเนตรลง คล้ายกำลังทบทวนคำพูดของหลี่หยวนจ้าวเมื่อครู่
พระองค์ทรงทราบดีว่ารัชทายาทนั้นไม่รู้ความ เพราะทรงเห็นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
แต่คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะเหิมเกริมได้ถึงขนาดนี้!
ถึงกับกล้าพูดคำว่า 'เมื่อมีเสด็จพ่อเกิดมาแล้ว ไฉนต้องมีข้าเกิดมาด้วยเล่า' ออกมาได้!
หากคำพูดนี้แพร่งพรายออกไป บารมีของราชวงศ์คงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
แผ่นดินที่พระองค์อุตส่าห์บุกน้ำลุยไฟสู้รบมาอย่างยากลำบาก ในอนาคตจะต้องส่งมอบให้กับไอ้ลูกทรพีคนี่จริงๆ หรือ
จิ่งตี้ทรงรู้สึกเศร้าพระทัยยิ่งนัก
ทว่าจิ่งตี้ก็ยังทรงแย้มพระสรวลบางๆ ก่อนจะวางพระหัตถ์ลงบนบ่าของหลี่หยวนจ้าวเบาๆ
"ในเมื่อเจ้าชอบทำศึกสงครามขนาดนั้น ทำไมไม่กระโดดลงไปสู้เลยล่ะ ข้าเห็นเสือโคร่งข้างล่างนั่นก็หน่วยก้านไม่เลวเลยนะ"
ใครบังอาจมาแตะไหล่ข้า?
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย หลี่หยวนจ้าวก็เบิกตากว้าง
จากนั้นก็ค่อยๆ หันขวับกลับมาอย่างแข็งทื่อ พยายามฝืนยิ้มออกมาให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
"สะ... เสด็จพ่อ? ทรงเสด็จกลับมาแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ลูกเฝ้ารอคอยพระองค์มาตลอดเลย..."
จิ่งตี้แค่นพระสรวลเย็นเยียบ "หึ ข้าได้ยินมาว่าลูกรักล้มหมอนนอนเสื่อมาหลายวัน ข้าเป็นห่วงเจ้า ก็เลยแวะมาดูเงียบๆ แต่ดูท่าทางแล้ว ลูกรักของข้าก็ดูแข็งแรงดีนี่!"
"ลูก... ลูก..." หลี่หยวนจ้าวพูดตะกุกตะกัก เหงื่อเม็ดโตผุดซึมเต็มหน้าผาก
จิ่งตี้ตรัสด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง "มา ลูกรักตามข้ามา อยู่ที่นี่ไม่ค่อยสะดวก ข้าออกลีลาได้ไม่ถนัด ตามข้าไปที่อุทยานหลวงดีกว่า อ้อ แล้วก็พาขันทีน้อยข้างกายเจ้าไปด้วยล่ะ"
ตรัสจบ จิ่งตี้ก็เสด็จออกจากสวนพยัคฆ์เสือดาวไปอย่างช้าๆ
มองดูแผ่นหลังของจิ่งตี้ที่เดินห่างออกไป หลิ่วจินก็ตัวสั่นเทิ้มเดินเข้ามาใกล้ เขากลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก แล้วเอ่ยเสียงเครือ "เตี้ยนเซี่ย บ่าวจบสิ้นแล้ว... ตอนนี้บ่าวมีเพียงความปรารถนาเดียว ขอให้เตี้ยนเซี่ยช่วยเก็บศพบ่าวให้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ..."
หลี่หยวนจ้าวโกรธจัด "ไอ้คนไม่มีตา! เสด็จพ่อเสด็จมา ทำไมเจ้าไม่ส่งสัญญาณเตือนข้า!"
หลิ่วจินยังคงสั่นเป็นเจ้าเข้า "มะ... ไม่ทันแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮ่องเต้เสด็จมาเร็วเกินไป บ่าวตกใจจนทำอะไรไม่ถูก โอ๊ย บ่าวไม่ไหวแล้วเตี้ยนเซี่ย ขาอ่อนยืนไม่อยู่แล้ว..."
ใบหน้าของหลี่หยวนจ้าวซีดเผือดราวกับกระดาษ
จบเห่แล้ว! ชีวิตวัยสิบห้าปีอันแสนสั้นของเขาคงต้องจบลงเพียงเท่านี้
สั้นกุดเหมือนจู๋ของหลิ่วจินไม่มีผิด
เมื่อนึกถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะถาโถมเข้ามา หลี่หยวนจ้าวก็หนาวสะท้านไปทั้งตัว เขาเตะหลิ่วจินที่นั่งกองอยู่บนพื้นไปหนึ่งที
"ลุกขึ้น!! เร็วเข้า! รีบไปเอาเสื้อนวมหนาๆ มาให้ข้าใส่หลายๆ ชั้น แล้วก็ไปเอาอาวุธลับของข้ามาด้วย!!"
อุทยานหลวง
จิ่งตี้ประทับนั่งอยู่ในศาลาด้วยพระพักตร์เรียบตึง พระหัตถ์ซ้ายถือไม้พลองท่อนหนา ส่วนพระหัตถ์ขวาถือแส้เส้นยาว
ไม้พลองและแส้นี้ พระองค์รับสั่งให้คนไปคัดเลือกมาจากคลังแสงโดยเฉพาะ เป็นขนาดที่ทรงอานุภาพมากที่สุด
จิ่งตี้ลองกวัดแกว่งไปมาสองสามที ฟาดจนราวหินแตกกระจาย ฟาดจนกิ่งไม้หักสะบั้น พระองค์รู้สึกพอพระทัยกับอานุภาพของมันมาก พละกำลังของพระองค์ยังคงแข็งแกร่งไม่ลดน้อยถอยลงไปจากเมื่อก่อนเลย!
ภายใต้ไม้พลองย่อมให้กำเนิดลูกกตัญญู!
ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว!
พระองค์อุตส่าห์จัดหาพระอาจารย์ที่เก่งกาจที่สุดในใต้หล้า และสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดให้กับรัชทายาท ใครจะไปคิดว่าท้ายที่สุดแล้วกลับเติบโตมาเป็นผลไม้เน่าเฟะแบบนี้!
เดิมทีจิ่งตี้ก็พอจะระแคะระคายอยู่บ้าง แม้บางครั้งรัชทายาทจะแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นคนร่าเริงมีชีวิตชีวา พระองค์ทรงเชื่อว่าการได้รับการขัดเกลาจากจวนจ้านซื่อและขุนนางอาวุโสในสภาเน่ยเก๋อ น่าจะทำให้เขาเติบโตขึ้นได้บ้าง แต่ไม่คิดเลยว่ารัชทายาทจะเลวร้ายลงถึงเพียงนี้!
อายุสิบห้าแล้วนะ!
ตอนที่พระองค์อายุสิบห้า พระองค์ลงสนามรบเข่นฆ่าศัตรูสร้างความดีความชอบไปแล้ว
แต่ลูกชายที่เกิดมากลับรู้จักแต่การเล่นสนุกไปวันๆ ไม่ต่างอะไรกับแมลงสาบไร้ค่า!
เทียบกับขี้เล็บเท้านายอำเภอเถาหยวนผู้นั้นยังไม่ได้เลย!
เสือไม่แสดงอำนาจ! เจ้าเห็นข้าเป็นแมวป่วยงั้นหรือ!?
ชั่วพริบตานั้น ประกายความโหดเหี้ยมอย่างรุนแรงก็วาบผ่านในพระเนตรของจิ่งตี้!
(จบแล้ว)