- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 6 - ผู้ใดอยู่เบื้องล่างร้องทุกข์ต่อขุนนางผู้นี้
บทที่ 6 - ผู้ใดอยู่เบื้องล่างร้องทุกข์ต่อขุนนางผู้นี้
บทที่ 6 - ผู้ใดอยู่เบื้องล่างร้องทุกข์ต่อขุนนางผู้นี้
บทที่ 6 - ผู้ใดอยู่เบื้องล่างร้องทุกข์ต่อขุนนางผู้นี้
จางเหลาลิ่วคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น พอได้ยินเสียงคนรอบข้างหนาหูขึ้นก็ยิ่งร้องไห้เสียงดังอย่างได้ใจ
จากนั้นจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้าน จึงรีบเงยหน้าขึ้นมามอง
เห็นเพียงฟางเจิ้งอีเข้าไปนั่งอยู่หลังโต๊ะพิจารณาคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จางเหลาลิ่วมีสีหน้ายินดี จากนั้นก็รีบก้มหน้าร้องไห้กระซิกต่อไป
"ใต้เท้า! ผู้น้อยไม่ได้รับความเป็นธรรมขอรับ! วันนี้ผู้น้อยต้องการมาฟ้องศาล... ศาลว่าการอำเภอ"
เขายังพูดไม่ทันจบ ฟางเจิ้งอีก็แทบจะโกรธจนจมูกเบี้ยว
ฟ้องศาลว่าการอำเภอ? ช่างเก่งกล้าสามารถเหลือเกินนะ!
ไม่ได้สั่งสอนพวกชาวบ้านหัวหมออย่างพวกเจ้ามาหลายวัน เดี๋ยวนี้กล้าปีนเกลียวขึ้นมาขี้รดคอข้านายน้อยแล้วหรือ?
ไม้ตบโต๊ะกระแทกลงดังปัง! "เหวย! ผู้ใดอยู่เบื้องล่างร้องทุกข์ต่อขุนนางผู้นี้!"
ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันหัวเราะครืน
"ปัง! ปัง! ปัง!" ไม้ตบโต๊ะถูกกระแทกติดต่อกันหลายครั้ง
"เงียบ! เงียบ! ใครส่งเสียงดังอีก! ลากตัวเข้ามาตีสิบไม้ก่อนเลย!"
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ เด็กน้อยที่มามุงดูถูกผู้ใหญ่ปิดปากเอาไว้แน่น
จิ่งตี้ขมวดพระขนงทอดพระเนตรฉากที่ดูน่าขบขันนี้ ในพระทัยเต็มไปด้วยความผิดหวัง
นี่หรือคือนายอำเภอเถาหยวน? ดูแล้วก็เป็นแค่ขุนนางโง่เขลาชัดๆ! ยืนไม่มีท่ายืน นั่งไม่มีท่านั่ง! แถมยังมีท่าทางเหมือนคนยังไม่ตื่นนอน คนแบบนี้กลับมีบารมีสูงส่งปานนี้เชียวหรือ!
กัวเทียนหยางขยับเข้าไปใกล้พระกรรณแล้วกระซิบเสียงเบา "ฝ่าบาท ทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ คนผู้นี้ช่างป่าเถื่อนไร้เหตุผลยิ่งนัก"
"หุบปาก! ดูต่อไป!"
จางเหลาลิ่วคุกเข่าอยู่ที่เดิม พูดตะกุกตะกัก "ผู้น้อยจางเหลาลิ่ว ข้าไม่ได้ฟ้องท่านนะขอรับ ข้าจะฟ้องหลู่ฝ่า มือปราบของศาลว่าการ!"
ฟางเจิ้งอีหน้าแดงก่ำ "เอาล่ะๆ! คราวหน้าคราวหลังเวลาพูดก็อย่าเว้นจังหวะหายใจเฮือกใหญ่สิ"
"ว่ามา! เจ้าจะฟ้องหลู่ฝ่าเรื่องอะไร?"
"เรียนนายท่าน ผู้น้อยเปิดเหลาอาหารอยู่ทางเหนือของเมือง หลู่ฝ่ามากินข้าวหลายครั้งแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน แถมยังทุบไหเหล้าชั้นดีของข้าแตกไปสองไห เจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยไปหาตั้งหลายครั้ง เขาก็ยังไม่ยอมคืนเงินขอรับ!"
"รวมเป็นเงินที่ติดค้างทั้งสิ้นสิบเจ็ดตำลึงสองเฉียน! จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ยอมจ่าย ผู้น้อยหมดหนทางจริงๆ ถึงได้กล้ามารบกวนนายท่าน"
ฟางเจิ้งอีมีสีหน้าผ่อนคลายลง เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ ตราบใดที่ไม่ใช่คดีฆาตกรรมก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
คนที่ยืนอยู่ข้างๆ จางเหลาลิ่วก็คือหลู่ฝ่า ฟางเจิ้งอีย่อมรู้จักเขาดี
เขาจึงตวาดเสียงกร้าว "หลู่ฝ่า! เจ้าติดหนี้แล้วไม่ยอมจ่ายจริงหรือไม่?!"
เมื่อเห็นฟางเจิ้งอีโกรธ หลู่ฝ่ารู้ตัวว่าปิดบังไปก็เปล่าประโยชน์ จึงคุกเข่าดังตุ้บลงกับพื้นแล้วร้องไห้คร่ำครวญ "นายท่าน! ข้าไม่มีเงินจริงๆ ขอรับ ที่ทุบไหเหล้าของจางเหลาลิ่วก็เพราะวันนั้นดื่มหนักไปหน่อยเลยอารมณ์ไม่ดี"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจหลบหน้าเขานะขอรับ ตอนนี้ข้ายังเป็นหนี้บ่อนพนันอยู่อีกสิบตำลึงเลย"
เมื่อฟางเจิ้งอีได้ยินเช่นนั้นก็โกรธขึ้นมาจริงๆ เขาแค่นเสียงเย็น "ดีมากหลู่ฝ่า เจ้าควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น 'หรูฝ่า' (เหยียบย่ำกฎหมาย) เสียมากกว่า! ข้าสั่งห้ามแล้วห้ามอีกว่าคนของทางการห้ามเข้าบ่อนพนัน ห้ามระรานชาวบ้าน เจ้ากลับไม่ฟังเข้าหูเลยสักคำ"
"เด็กๆ! ลากตัวไปตีสั่งสอนยี่สิบไม้ก่อน!"
ไม่รอให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองข้างเดินเข้ามา หลู่ฝ่าก็กัดฟันกรอด เลิกชายเสื้อขึ้นมากัดไว้ในปาก แล้วหมอบลงบนพื้นอย่างว่าง่าย
"ปัง! ปัง! ปัง!"
หลังจากถูกตีครบยี่สิบไม้ ก้นของหลู่ฝ่าก็แหลกเหลวอาบไปด้วยเลือด
เขาเอ่ยปากอย่างอ่อนแรง "นายท่าน ผู้น้อยสำนึกผิดแล้วขอรับ"
จิ่งตี้ทอดพระเนตรภาพนี้ด้วยความประหลาดพระทัย
บารมีของนายอำเภอผู้นี้เห็นได้ชัดว่าสูงส่งถึงขีดสุด! จำเลยกลับไม่มีความคิดที่จะขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
แถมกฎหมายยังเข้มงวดเด็ดขาด การพิจารณาคดีแบบนี้เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกจริงๆ!
กัวเทียนหยางเองก็มองด้วยความงุนงง ขนาดลูกหลานของตนที่เชื่อฟังขนาดนี้ยังหาได้ยาก นายอำเภอผู้นี้มีดีกรีไม่ธรรมดาจริงๆ เขาต้องเรียนรู้วิธีการนี้เอาไว้บ้างแล้ว!
เมื่อเห็นว่าลงทัณฑ์เสร็จสิ้น ฟางเจิ้งอีก็กล่าวเสียงเรียบ "เห็นแก่ที่เจ้าเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรก เดือนนี้ถูกหักเบี้ยหวัดครึ่งหนึ่ง ไปบำเพ็ญประโยชน์กวาดถนนสามเดือนแล้วค่อยกลับมา!"
"หากทำผิดซ้ำอีก จะถูกไล่ออกจากอำเภอเถาหยวน!"
ริมฝีปากซีดเผือดของหลู่ฝ่าเผยรอยยิ้มออกมา "ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตาขอรับ"
"เด็กๆ! หามส่งโรงหมอ!"
จางเหลาลิ่วเห็นสภาพน่าเวทนาของอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่นในใจ ถึงแม้จะบาดหมางกัน แต่อำเภอเถาหยวนก็มีขนาดแค่นี้ ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกันคนหนึ่ง
ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง! ตีซะหนักขนาดนี้ ประเด็นสำคัญคือเงินของข้ายังไม่ได้คืนเลยนะ!
เขาจึงเอ่ยตะกุกตะกัก "นายท่าน เงินของข้าล่ะขอรับ..."
ฟางเจิ้งอีผายมือทั้งสองข้างทำท่าทางจนใจ "เจ้าก็เห็นแล้วนี่ เขาไม่มีเงิน"
"หา?" จางเหลาลิ่วอ้าปากค้าง
ไปล่วงเกินคนเข้าแล้ว แถมเงินยังไม่ได้คืนอีก ขาดทุนย่อยยับเลยทีนี้!
จางเหลาลิ่วใจสลาย เริ่มทำหน้าเหมือนคนเพิ่งสูญเสียบิดาบังเกิดเกล้า
ฟางเจิ้งอีหรี่ตาลง ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "แต่ขุนนางอย่างข้าก็ไม่อาจปล่อยให้คนดีต้องเสียเปรียบได้"
"เอาอย่างนี้แล้วกัน เหลาอาหารของเจ้าชื่ออะไร คืนนี้ข้าจะไปปรับไหมตัวเองด้วยการดื่มเหล้าสามจอกที่ร้านของเจ้า ตกลงตามนี้นะ เลิกศาล!"
"ชื่อร้านอาหารเหลาลิ่วขอรับ!" จางเหลาลิ่วดีใจเนื้อเต้น รีบโขกศีรษะสามครั้งติด "ขอบพระคุณนายท่าน! ขอบพระคุณนายท่าน!"
พูดจบเขาก็วิ่งกระหืดกระหอบออกจากศาลไปราวกับบินได้
"น่าเกรง... ขาม~~"
ก่อนไป ฟางเจิ้งอีปรายตามองจิ่งตี้และผู้ติดตามที่อยู่ด้านนอกศาล
แม้อำเภอเถาหยวนจะมีประชากรมาก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาก็แทบจะจำหน้าทุกคนได้หมด บรรดาพ่อค้าเร่หน้าเดิมๆ ต่างก็สร้างเครือข่ายเอาไว้หมดแล้ว และอำเภอเถาหยวนก็แทบจะไม่มีคนแปลกหน้าเข้ามาเลย สองคนนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็นพ่อค้าต่างถิ่นที่เพิ่งเข้าเมืองมาแน่นอน
ฝูงชนค่อยๆ แยกย้ายกันไป
จิ่งตี้และกัวเทียนหยางยืนอยู่ที่เดิมด้วยความงุนงงไปหมด
แค่นี้จบแล้วเหรอ? สถานการณ์มันเป็นยังไงกันแน่? ดูไม่ออกเลย!
คดีนี้ตัดสินได้ไร้ระเบียบแบบแผนสิ้นดี คนอำเภอเถาหยวนนี่ไม่ปกติกันหมดเลยหรือเปล่า!
กัวเทียนหยางครุ่นคิดอยู่นานก็จับต้นชนปลายไม่ถูก จึงเอ่ยด้วยความสงสัย "นายท่าน ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันดูมีลับลมคมนัยไปหมดเลยล่ะขอรับ!"
"สู้พวกเราเปิดอกเข้าไปถามนายอำเภอคนนั้นตรงๆ เลยดีไหมขอรับ?"
จิ่งตี้ก้มพระพักตร์ครุ่นคิด "ไม่รีบ รอดูไปก่อน คืนนี้เขาบอกว่าจะไปดื่มเหล้าที่ร้านอาหารเหลาลิ่วนี่? พวกเราก็ไปด้วย!"
ทั้งสองเดินออกจากศาลว่าการ แล้วไปเดินเล่นบนถนนอีกพักใหญ่
เมื่อได้เห็นสิ่งแปลกใหม่มากมาย จิ่งตี้ก็เกรงว่าจะตกหล่น จึงสั่งให้กัวเทียนหยางนำกระดาษและพู่กันมาจดบันทึกตลอดทาง
เผลอแป๊บเดียวก็ถึงยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น.) เสียแล้ว
ทั้งสองคนเดินมาถึงทางเหนือของเมืองพอดี จึงเริ่มถามทางไปร้านอาหารเหลาลิ่ว
หลังจากได้รับการชี้ทางจากผู้คนสัญจรไปมา ก็ใช้เวลาไม่นานในการค้นหาจนพบ
เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาที่มีลูกค้าเข้าร้าน แต่คนหน้าร้านอาหารเหลาลิ่วกลับมีจำนวนไม่น้อย แถมยังดูเยอะกว่าร้านอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
จิ่งตี้เงยพระพักตร์ขึ้นมองแล้วก็ต้องพูดไม่ออก
ที่ชั้นสองของร้านอาหารมีป้ายผ้าสีแดงผืนใหญ่แขวนอยู่
【ขอน้อมรับนายอำเภอผู้ทรงเกียรติที่มาเยือนร้านของเราเพื่อลิ้มรสอาหารจานใหม่: ไก่รุ่นตุ๋นตังกุย!】
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง นายอำเภอผู้นี้มาช่วยจางเหลาลิ่วเรียกลูกค้านี่เอง"
คนฉลาดอย่างจิ่งตี้เข้าใจเรื่องราวได้ในทันที
แต่กัวเทียนหยางก็เริ่มเป่าหูพระองค์อีกครั้ง "ฝ่าบาท คนผู้นี้ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ขุนนางกับพ่อค้าจะสมรู้ร่วมคิดกันได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!"
จิ่งตี้ก็ทรงรู้สึกว่าไม่เหมาะสมเช่นกัน การที่ทางการและพ่อค้าแม่ค้าชาวบ้านเข้ามาพัวพันกันช่างดูไม่งามนัก ผิดหลักจารีตประเพณี
"ไปเถอะ เข้าไปดูกันก่อน"
ตอนนี้ฟางเจิ้งอียังมาไม่ถึง ทั้งสองคนจึงเดินขึ้นไปที่ชั้นสองโดยตรง หาที่นั่งใกล้บันได สั่งกับข้าวและเหล้ามาสองอย่าง แล้วนั่งลงเงียบๆ
ผ่านไปไม่นาน ก็มีเสียงดังเอะอะโวยวายดังมาจากชั้นล่าง
ฟางเจิ้งอีเดินทอดน่องขึ้นมายังชั้นสองโดยมีจางเปียวและเสี่ยวเถาล้อมหน้าล้อมหลัง เขาเหลือบไปเห็นจิ่งตี้ที่นั่งอยู่ตรงหัวบันไดทันที
จากนั้นเขาก็เดินผ่านทั้งสองคนไปนั่งที่โต๊ะตรงกลาง
จางเหลาลิ่วรีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น "นายอำเภอ เหล้าและกับข้าวเตรียมไว้ให้ท่านพร้อมแล้ว จะให้ยกมาเสิร์ฟเลยไหมขอรับ?"
(จบแล้ว)