- หน้าแรก
- ขอเกาะหนึบบอสหนุ่มเพื่อนวัยเด็กไม่ยอมปล่อย
- บทที่ 15 ผลกรรมของสวีเหมียวเหมียว
บทที่ 15 ผลกรรมของสวีเหมียวเหมียว
บทที่ 15 ผลกรรมของสวีเหมียวเหมียว
บทที่ 15 ผลกรรมของสวีเหมียวเหมียว
เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนตี ซูอิงจึงดึงตัวคนหนุนหลังมาเป็นโล่กำบังให้ตัวเองทันที
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อหลินหนานเห็นซูอิงเป็นเช่นนี้ แม้จะประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของหล่อน แต่ก็ยังทำใจแข็งปล่อยให้คนอื่นมาต่อว่าหล่อนไม่ได้อยู่ดี
“คุณลุง คุณป้า ซูอี้คะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเสี่ยวอิงหรอกค่ะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน เธอคงไม่ทำแบบนี้ อย่าไปตำหนิเธอเลยนะคะ” หลินหนานเอ่ยกับครอบครัวซูพลางจับมือซูอิงไว้แน่น
“เงินค่าจักรยานนั่นไม่ใช่ของเจียงเยว่แน่เรอะ?” พ่อซูมองหน้าซูอิงเพื่อถามย้ำให้แน่ใจอีกครั้ง
ซูอิงส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ถ้าพ่อไม่เชื่อ รอเจียงเยว่กลับมาก็ลองไปถามเขาดูก็รู้แล้วไม่ใช่หรือคะ?”
พอได้ยินลูกสาวพูดแบบนี้ พ่อซูก็ย่อมต้องเชื่อใจเธอเป็นธรรมดา
อีกอย่าง ต่อให้เจียงเยว่จะมีเงินซื้อจักรยานให้ซูอิงจริงๆ แต่ตั๋วจักรยานก็ไม่ใช่ของที่จะหามาได้ง่ายๆ เสียหน่อย
จ้าวหงเหมยมองสถานการณ์ตรงหน้าก็รู้ได้ทันทีว่าแผนการของตนล้มเหลวไม่เป็นท่า
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าทำไมถึงมีคนมาพูดว่าจักรยานคันนี้เจียงเยว่เป็นคนซื้อให้ เรื่องระหว่างฉันกับเขามันก็เป็นธุระกงการอะไรในครอบครัวของฉัน ถ้าฉันได้ยินพวกคุณคนไหนเอาไปซุบซิบนินทาอีก ฉันไม่ปล่อยไว้แน่”
ซูอิงตวัดสายตามองกลุ่มคนที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกอยู่หน้าประตู หล่อนยืนเท้าสะเอวและเอ่ยปากด่าทอด้วยใบหน้าเย็นชา
ทว่าตอนนั้นเอง เสียงค่อนขอดประชดประชันของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากกลุ่มไทยมุง
“แหม ยุคสมัยนี้การแย่งผู้ชายชาวบ้านมันเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจนักหรือไง? ริอ่านปีนขึ้นเตียงผู้ชายตั้งแต่อายุยังน้อย ต่อให้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาไป สันดานหมาชอบกินขี้มันก็แก้ไม่หายหรอก คอยดูไปเถอะ”
ซูอิงปรายตามองเจ้าของประโยคเมื่อครู่ หล่อนคือหวังไฉ่เสีย คนที่ยืนซุบซิบนินทากับป้าฮวาอยู่หน้าประตูเมื่อก่อนหน้านี้นี่เอง
ผู้หญิงคนนี้ชิงชังครอบครัวซูของเธอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และความบาดหมางระหว่างสองบ้านก็ไม่ได้เพิ่งก่อตัวขึ้นแค่วันสองวันเสียเมื่อไหร่
เรื่องมันเริ่มขึ้นตอนที่หล่อนอยู่เดือนหลังคลอด ด้วยความอยากอวดเบ่งว่าสามีรักใคร่ทะนุถนอมตนเองมากแค่ไหน จึงเอาแต่เรียกร้องความสนใจจนสามีไม่ได้พักผ่อนในตอนกลางวัน เป็นเหตุให้เขาไปสัปหงกตอนเข้ากะดึกจนเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน เกือบทำให้โรงงานทั้งแผนกต้องเดือดร้อนไปด้วย
และเพราะความผิดพลาดในครั้งนั้น สามีของหล่อนจึงชวดตำแหน่งรองผู้อำนวยการไป และท้ายที่สุดทางโรงงานก็ตัดสินใจเลือกพ่อซูมารับตำแหน่งนี้แทน หล่อนจึงผูกใจเจ็บมาตลอด
หวังไฉ่เสียเป็นแม่เลี้ยงของสวีเหมียวเหมียว หล่อนแต่งงานกับสวีต้าหยงตอนที่สวีเหมียวเหมียวเพิ่งจะอายุได้เพียงสองขวบ
หลายปีที่ผ่านมา หล่อนให้กำเนิดลูกชายและลูกสาวแก่สวีต้าหยงอย่างละคน สวีต้าหยงจึงทั้งรักทั้งหลงภรรยาคนนี้จนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น สวีเหมียวเหมียวจึงกลายเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะร่วมโต๊ะกินข้าวกับคนในบ้านด้วยซ้ำ คงพอนึกภาพออกว่าชีวิตของเด็กสาวในบ้านตระกูลสวีนั้นยากลำบากเพียงใด
ขณะนี้สวีเหมียวเหมียวกำลังยืนหลบอยู่ด้านหลังหวังไฉ่เสีย เด็กสาวก้มหน้างุดพลางเอื้อมมือไปกระตุกแขนเสื้อแม่เลี้ยงเบาๆ เป็นเชิงบอกให้หยุดพูดเสียที
การที่หวังไฉ่เสียรู้เรื่องราวเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่ง ก็ต้องยกความดีความชอบให้สวีเหมียวเหมียวนั่นแหละ
หล่อนเกลียดชังซูอิงที่แย่งเจียงเยว่ไป จึงเอาเรื่องทุกอย่างของซูอิงไปเล่าใส่สีตีไข่ให้หวังไฉ่เสียฟังจนหมดเปลือก
หวังไฉ่เสียที่เกลียดชังบ้านตระกูลซูเข้าไส้อยู่แล้ว ย่อมไม่พลาดที่จะฉวยโอกาสนี้มาทำลายชื่อเสียงของซูอิง เพื่อเหยียบย่ำให้คนบ้านซูไม่กล้าสู้หน้าใครในชุมชนบ้านพักแห่งนี้อีก
หากเป็นเมื่อก่อน สวีเหมียวเหมียวคงไม่มีทางเอ่ยปากห้ามหวังไฉ่เสียเป็นแน่ แต่วันนี้หล่อนเพิ่งจะเซ็นหนังสือสัญญาใช้หนี้ให้ซูอิงไปหมาดๆ หากหวังไฉ่เสียรู้ว่าหล่อนติดหนี้ซูอิงก้อนโตขนาดนั้น มีหวังได้โดนถลกหนังทั้งเป็นแน่ๆ
“แกจะมากระตุกแขนฉันทำไมฮะ? ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับแกเลยนะว่าทำไมถึงไปเก็บเงินแทนอีนังซูอิงมันน่ะ? รนหาที่ตายนักใช่ไหม นังเด็กเวรนี่!” หวังไฉ่เสียเอื้อมมือไปบิดหูสวีเหมียวเหมียวพลางแผดเสียงด่าทอลั่น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซูอิงมักจะคอยออกหน้าปกป้องสวีเหมียวเหมียวและงัดข้อกับหวังไฉ่เสียอยู่บ่อยครั้ง เมื่อนึกถึงเรื่องพวกนี้ หวังไฉ่เสียก็ยิ่งลงไม้ลงมือกับลูกเลี้ยงหนักมือขึ้น
“ฉันสั่งนักสั่งหนาว่าให้อยู่ห่างๆ จากอีนังเด็กสารเลวซูอิงนั่นไว้ แต่แกก็ทำหูทวนลม ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาใช่ไหมฮะ!”
คำพูดด่าทอของหวังไฉ่เสียทำเอาสีหน้าของคนตระกูลซูทุกคนดำทะมึนลงทันที
หลี่อวี้หลานทนไม่ไหวตั้งใจจะออกหน้าแทนลูกสาว แต่ก็ถูกซูอิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ดึงแขนรั้งเอาไว้เสียก่อน
“คุณป้าหวัง ฉันควรจะเรียกคุณว่าคุณป้าถูกไหมคะ?” ซูอิงยิ้มแย้มพลางก้าวเข้าไปหาหวังไฉ่เสีย
หวังไฉ่เสียเห็นซูอิงฉีกยิ้มส่งมาให้ก็ถึงกับงุนงง นึกเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายมาไม้ไหน
“จะเรียกอะไรก็ไม่มีประโยชน์ นังเด็กสารเลวก็คือนังเด็กสารเลวอยู่วันยังค่ำ คนบ้านแกมันไม่มีดีสักคนนั่นแหละ” หวังไฉ่เสียแค่นเสียงเหอะอย่างหยิ่งผยอง
ในตอนนั้นเอง สวีเหมียวเหมียวคล้ายจะเดาได้ว่าซูอิงกำลังคิดจะทำอะไร สีหน้าของหล่อนพลันซีดเผือดลงในชั่วพริบตา
และก็เป็นไปตามคาด หล่อนเห็นซูอิงล้วงเอาหนังสือสัญญาใช้หนี้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วกางออกตรงหน้าหวังไฉ่เสีย
“มามัวยืนด่าครอบครัวฉันไปก็ป่วยการเปล่า เป็นหนี้ก็ต้องจ่ายคืนให้ครบ นี่คือหนังสือสัญญาหนี้สินจำนวนสองร้อยหยวนที่สวีเหมียวเหมียวยืมฉันไป ถ้าบ้านคุณป้าไม่ยอมจ่ายคืนให้ละก็ ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความกับสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ ถึงตอนนั้นเราก็มาดูกันว่าบ้านใครจะต้องเป็นฝ่ายอับอายขายหน้ากันแน่ บ้านฉัน หรือว่าบ้านป้า?”
“สัญญาหนี้บ้าบออะไรกัน? นี่แกกำลังเพ้อเจ้ออะไรฮะ? กระดาษสัญญานี่มันมาจากไหน!” ท่าทีหยิ่งผยองของหวังไฉ่เสียหดหายไปกว่าครึ่งทันทีที่เห็นหนังสือสัญญาในมือซูอิง
จังหวะที่หล่อนกำลังจะพุ่งตัวเข้าไปแย่ง ซูอิงก็ชักมือกลับและเก็บกระดาษแผ่นนั้นลงไปเสียก่อน
“ลูกเลี้ยงป้าติดหนี้ฉันจริงหรือไม่ ป้าก็ลองกลับไปเค้นถามสวีเหมียวเหมียวดูเอาก็แล้วกัน ถ้าบ้านป้าไม่ยอมชดใช้ ฉันจะไปแจ้งความให้ตำรวจมาจับตัวสวีเหมียวเหมียวเข้าคุกไปซะ ถึงตอนนั้นไม่ใช่แค่งานของลุงสวีหรอกนะที่จะโดนหางเลขไปด้วย แต่อนาคตลูกๆ หัวแก้วหัวแหวนทั้งสองคนของป้าก็คงต้องพังป่นปี้ไปด้วยเหมือนกัน”
ซูอิงทอดสายตามองหวังไฉ่เสียกับสวีเหมียวเหมียวด้วยความเย็นชาและดูแคลน
เธอรู้ดีว่าต่อให้สวีเหมียวเหมียวจะไปตายโหงอยู่ที่ไหน หวังไฉ่เสียก็คงไม่คิดจะเหลียวแล แต่หากเรื่องนี้ไปกระทบกระเทือนถึงลูกชายสุดที่รักของหล่อนเข้าแม้แต่ปลายเล็บละก็ หล่อนย่อมไม่มีทางยอมอยู่เฉยแน่
“สวีเหมียวเหมียว ที่นังเด็กนี่พูดมาเป็นความจริงใช่ไหมฮะ!” หวังไฉ่เสียตวาดถามด้วยใบหน้าถมึงทึงพลางจ้องเขม็งไปที่สวีเหมียวเหมียว
“ฉัน... ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะยืมเงินเธอมาเยอะขนาดนี้นะคะ” สวีเหมียวเหมียวที่กำลังหวาดกลัวจนลนลานเผลอหลุดปากสารภาพความจริงออกมาในทันที
ทันทีที่ได้ยินคำสารภาพ หวังไฉ่เสียก็ถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะคิดบัญชีกับสวีเหมียวเหมียว
หล่อนกระชากผมลูกเลี้ยงอย่างแรงแล้วลากตัวถูลู่ถูกังกลับไปที่บ้าน
“แกรนหาที่ตายนักใช่ไหมฮะ! แกจะไปทำเรื่องระยำตำบอนอะไรอยู่ข้างนอกฉันไม่เคยสน แต่ถ้ามันส่งผลกระทบถึงอนาคตเสี่ยวเป่าของฉันละก็ ฉันจะตีแกให้ตายคามือเลยคอยดู!”
เสียงด่าทอของหวังไฉ่เสียดังลั่นไปทั่วทั้งชุมชนบ้านพัก ผสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของสวีเหมียวเหมียวที่ทำเอาคนที่ได้ยินถึงกับขนหัวลุกชัน
ก็แน่ล่ะ นี่มันเงินตั้งสองร้อยหยวนเชียวนะ ไม่ใช่แค่สองหยวนเสียเมื่อไหร่
สวีต้าหยงได้เงินเดือนแค่เดือนละหกสิบกว่าหยวน เงินก้อนนี้เทียบเท่ากับรายได้หยาดเหงื่อแรงงานของเขากว่าสี่เดือนเต็มๆ
“อิงอิง นี่... นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะลูก? ก่อนหน้านี้ลูกกับเหมียวเหมียวสนิทกันมากไม่ใช่หรือไง? ทำไมจู่ๆ เธอถึงมาติดหนี้ลูกเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ?” หลี่อวี้หลานเอ่ยถามด้วยความงุนงง
“หนูไม่มีเพื่อนที่ชอบแทงข้างหลังแบบหล่อนหรอกค่ะ เรื่องระหว่างหนูกับเจียงเยว่ หล่อนก็เป็นคนคอยยุยงปั่นหัวหนูทั้งนั้น แถมยังคอยเป่าหูให้หนูขโมยเงินที่บ้าน โดยขู่ว่าถ้าพี่ใหญ่แต่งงานกับพี่หลินหนานเข้ามา หนูจะกลายเป็นหมาหัวเน่าและไม่มีที่ยืนในบ้านอีกต่อไป”
“หนูว่าข่าวลือเสียๆ หายๆ ของหนูในชุมชนบ้านพักนี้ส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นฝีมือหล่อนนั่นแหละค่ะที่เอาไปปล่อย คนแบบนี้หนูขออยู่ให้ห่างไว้เป็นดีที่สุด”
ซูอิงสามารถปัดสวะเรื่องการขโมยเงินของครอบครัวออกไปให้พ้นตัวได้อย่างแนบเนียน ประกอบกับมีหลินหนานออกหน้ากางปีกปกป้องอยู่แบบนี้ ต่อให้เป็นพ่อซูก็คงไม่อาจเอาความอะไรกับเธอได้อีก
“พี่สะใภ้คะ ให้หนูพาพี่ไปลองชุดตัวใหม่ดีกว่า หนูอุตส่าห์ตั้งใจเลือกมาให้พี่เป็นพิเศษเลยนะคะ พี่ใส่แล้วต้องออกมาสวยมากแน่ๆ” ซูอิงเอ่ยเจื้อยแจ้วพลางดึงแขนหลินหนานให้เดินตามเข้าไปในห้องของตนเอง
หลินหนานหันไปมองซูอี้ด้วยสีหน้าลำบากใจ แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มพยักหน้าและส่งสายตาปลอบประโลมให้ เธอจึงยอมเดินตามซูอิงเข้าไปในห้องแต่โดยดี