- หน้าแรก
- ทะลุมิติสร้างตำนาน เริ่มต้นที่การแต่งงานกับยุวชนสาว
- บทที่ 13 - การเข้าเมืองยังต้องรอคอย
บทที่ 13 - การเข้าเมืองยังต้องรอคอย
บทที่ 13 - การเข้าเมืองยังต้องรอคอย
บทที่ 13 - การเข้าเมืองยังต้องรอคอย
ลุงเจ็ดยังงงๆ อยู่ แต่พอรับไปดูแล้วเห็นว่าเป็นปลาคาร์พสองตัวจริงๆ ก็ยิ้มจนแก้มปริ
"ปัดโธ่ หยวนไห่ ไอ้หนูเอ๊ย!"
"ทำไมแกถึงเป็นคนรักษาคำพูดขนาดนี้? ลงคลองไปงมปลามาให้ข้าจริงๆ รึเนี่ย?"
"เอาคืนไปเถอะ เอาคืนไปให้ปู่กับย่าแกกินบำรุงร่างกายเถอะ!"
ลุงเจ็ดพูดไปอย่างนั้น แต่มือที่รับปลาไปแล้วกลับไม่ได้ยื่นคืนให้จี้หยวนไห่เลยสักนิด
ที่เขาเรียกว่าปู่กับย่าก็คือพ่อแม่ของพ่อจี้หยวนไห่ เพราะเขานับรุ่นเดียวกับพ่อของจี้หยวนไห่ จึงเรียกขานตามลำดับญาติเช่นนั้น
"ลุงเจ็ดครับ นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำครับ! ลุงอุตส่าห์วิ่งเต้นเป็นธุระให้มากมาย ลำบากทั้งกายทั้งใจ ยังไงผมก็ต้องให้พ่อสื่ออย่างลุงได้กินปลาคาร์พที่ผมส่งให้แน่นอนครับ!"
จี้หยวนไห่พูดพลางยิ้มอย่างนอบน้อม คำพูดคำจาเต็มไปด้วยความเกรงใจ
ลุงเจ็ดจึงเลิกปฏิเสธ แล้วเรียกป้าเจ็ดออกมารับปลาคาร์พสองตัวนั้นไป ก่อนจะชวนจี้หยวนไห่เข้าไปคุยกันในบ้าน
จี้หยวนไห่ไม่ได้ปฏิเสธ เขาเดินเข้าบ้านไปพูดคุยกับลุงเจ็ดและป้าเจ็ดที่กำลังยิ้มหน้าบาน จากนั้นเขาก็เริ่มสอบถามถึงนโยบายการเข้าเมืองในปัจจุบัน
ในหน่วยผลิตแห่งนี้ ลุงเจ็ดคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดและรู้เรื่องมากที่สุด
ถึงแม้จี้หยวนไห่จะมีระดับความทรงจำเดิมอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันอย่างลึกซึ้งนัก
เพราะจี้หยวนไห่ดูเป็นคน "จริงใจ" และรู้งาน พูดจาฉะฉานไม่ประหม่าหรือหลบๆ ซ่อนๆ ลุงเจ็ดจึงยินดีที่จะพูดคุยกับเขามากหน่อย
"ตอนนี้การที่คนในชนบทจะเข้าเมืองยังไม่ได้เปิดเสรีนะ ถ้าไม่มีใบรับรองจากหน่วยผลิต แกแอบเข้าเมืองไปก็จะกลายเป็นพวกอพยพผิดกฎหมาย ถ้าถูกเขาจับได้ล่ะก็ จะถูกใส่กุญแจมือล่ามไว้กับท่อระบายความร้อน จะยืนก็ไม่ได้จะนั่งก็ไม่ลง รสชาติมันทรมานสุดๆ เลยล่ะ"
ลุงเจ็ดคาบยาสูบพูดพลางจ้องมองจี้หยวนไห่ด้วยสีหน้าที่ยังคงแฝงรอยยิ้ม
"แล้วลุงเจ็ดครับ ถ้ามีใบรับรองจากหน่วยผลิตแล้ว จะสามารถเข้าเมืองไปหางานทำได้ไหมครับ?"
จี้หยวนไห่ถาม
"เข้าเมืองไปหางานทำรึ?" ลุงเจ็ดหลุดยิ้มออกมา "นั่นมันต้องเป็นคนที่มีวาสนาขนาดไหนกันเชียว?"
"ข้าพอมองออกนะหยวนไห่ พอแกมีเมียเป็นคนเมือง แกก็เลยอยากจะเป็นคนเมืองตามไปด้วยใช่ไหมล่ะ"
จี้หยวนไห่ยิ้มตอบ "ลุงเจ็ดครับ ลุงมองผมสูงเกินไปแล้วครับ คนเมืองน่ะจะเป็นกันง่ายๆ ได้ยังไง ผมแค่ลองถามดู เผื่อว่าจะหาทางสร้างรายได้พิเศษบ้างน่ะครับ"
ลุงเจ็ดพยักหน้าและไม่ได้คิดอะไรต่อ
สมาชิกหน่วยผลิตที่มีหัวการค้าหน่อย ก็มักจะอยากหาลู่ทางอื่นบ้าง วันๆ ทำงานหลังขดหลังแข็งเพื่อสะสมแต้มค่าแรงแล้วรอแบ่งมันเทศมากิน ชีวิตมันช่างเหนื่อยยาก... ความคิดของจี้หยวนไห่ถึงแม้จะไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด
"แตเรื่องนี้มันทำยากจริงๆ นะ..."
ลุงเจ็ดพูดต่อ "ตามสถานการณ์ตอนนี้คือ ในช่วงฤดูทำนาจะออกใบรับรองแบบนี้ได้ยาก แต่ถ้าไม่ใช่ฤดูทำนา การจะออกใบรับรองให้สมาชิกหน่วยผลิตเข้าเมืองไปหางานชั่วคราวทำนั้นทำได้"
"ถึงจะถูกจับได้ แต่ถ้ามีใบรับรองจากหน่วยผลิต แกก็จะไม่ถูกนับว่าเป็นพวกอพยพผิดกฎหมาย"
"แต่ในนั้นมันก็มีกฎเกณฑ์อยู่นะ ไม่ใช่ว่าแกไปทำงานแล้วเงินทั้งหมดจะเป็นของแก"
"แกนับว่าเป็นคนของหน่วยผลิตที่ได้รับมอบหมายให้ออกไปทำงานหาเงินเข้าส่วนรวม เช่น ถ้าแกหาเงินได้วันละสองหยวน แกต้องส่งให้ส่วนรวมหนึ่งหยวนห้าสิบเฟิน"
จี้หยวนไห่เกือบจะนิ่งอึ้งไปกับคำพูดของลุงเจ็ด
ในความทรงจำ บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงเวลานี้คือยุคแห่งโอกาสที่ใครมีความกล้าก็สามารถสร้างตัวได้
แต่สิ่งที่จี้หยวนไห่เห็นในเสี่ยวซานถุนตอนนี้ มีเพียงกฎเกณฑ์ที่ล้าหลังและแนวคิดที่คร่ำครึ
ใช่หรอก มีคนเริ่มร่ำรวยที่ทางใต้จริง มีคนเริ่มพยายามทดลองสิ่งใหม่ๆ จริง
แต่สำหรับเสี่ยวซานถุนที่ห่างไกลและมีแนวคิดเก่าแก่แห่งนี้ ทุกอย่างยังไม่เคยเกิดขึ้น และมันยังดูเหมือนเรื่องเพ้อฝัน
จี้หยวนไห่จะทำอย่างไรได้?
จะไปคุยเรื่องนโยบายระดับชาติหรือทิศทางของประเทศกับลุงเจ็ดอย่างนั้นเหรอ?
เห็นได้ชัดว่ามันไม่มีประโยชน์เลย
ตอนนี้การออกไปทำงานนอกพื้นที่ รายได้ส่วนใหญ่ต้องส่งให้ส่วนรวม แถมถ้าไม่มีใบรับรองก็เสี่ยงถูกจับในฐานะผู้พยพผิดกฎหมายและถูกส่งตัวกลับ ต่อให้มีใบรับรอง ก็ไปได้ไม่ไกลเกินกว่าอำเภอแถวนี้ จะไปถึงเมืองใหญ่คงเป็นไปไม่ได้เลย...
ดูท่า เขาคงต้องค่อยๆ ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ในชนบทไปก่อน
ในช่วงเวลานี้ ระบบสัญญารับผิดชอบผลผลิต (ระบบเหมา) กำลังจะมาถึงแล้ว
เมื่อถึงตอนนั้น แต่ละครอบครัวจะมีที่ดินเป็นของตัวเอง หน่วยผลิตจะไม่สามารถมาบังคับทิศทางของแต่ละคนได้เหมือนเดิม ไม่ต้องมาถูกตรวจสอบเรื่องการทำงานทุกวัน เมื่อถึงเวลานั้นจี้หยวนไห่จะเข้าเมืองไปทำอะไรก็ไม่ต้องถูกจำกัดอีกต่อไป
คงอีกไม่นานแล้ว...
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้หยวนไห่ก็เลิกดึงดันที่จะขอใบรับรองออกจากหมู่บ้านจากลุงเจ็ด เขาพูดจาเกรงใจอีกสองสามประโยคแล้วขอตัวลากลับบ้าน
พอเขาเดินจากไป ลุงเจ็ดกับป้าเจ็ดก็พากันยิ้มร่า
"ส่งปลาคาร์พมาให้สองตัวจริงๆ ด้วย!"
"ไอ้หนูหยวนไห่นี่ใช้ได้เลยนะ!"
ป้าเจ็ดถามขึ้น "ฉันฟังที่เขาพูด ดูเหมือนเขาอยากจะเข้าเมืองนะ?"
"ก็ต้องอยากเข้าเมืองอยู่แล้วสิ" ลุงเจ็ดกล่าว "ใครๆ ก็อยากเข้าเมืองไปกินอาหารที่รัฐจัดสรรให้กันทั้งนั้น แต่ถ้าเข้าเมืองไปแล้วกลายเป็นพวกพเนจรผิดกฎหมายจนถูกซ้อมส่งกลับมา มันจะเสียหน้าขายหน้ากันไปเปล่าๆ"
"ถ้าเขามาถามเรื่องนี้กับข้าอีก ข้าจะออกใบรับรองให้เขาเข้าเมืองไปลองดูสักหน่อย"
"แต่ใบรับรองของหน่วยผลิตเสี่ยวซานถุนของเรา เมืองใหญ่ที่ไหนเขาจะไปยอมรับ อย่างมากเขาก็คงเดินเล่นได้แถวๆ อำเภอแถวนี้แหละ"
ป้าเจ็ดพยักหน้าเห็นด้วย
ออกจากเสี่ยวซานถุนไปเดินเล่นในอำเภอ ก็นับว่าเข้าเมืองแล้ว... ไม่อย่างนั้นสมาชิกหน่วยผลิตจะหนีไปไหนได้พ้น?
พอกลับมาจากบ้านเลขาธิการ คนในบ้านจี้หยวนไห่ก็เข้านอนกันหมดแล้ว จี้หยวนไห่จึงกลับเข้าห้องปีกตะวันตกนอนหลับไปเช่นกัน
เมื่อตื่นขึ้นมา เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีพละกำลังเต็มเปี่ยม จี้หยวนไห่บิดขี้เกียจไปทีหนึ่ง
พอเดินออกไปนอกห้อง แม่ก็ร้องทักเขา "หยวนไห่!"
จี้หยวนไห่ชะงักไปครู่หนึ่ง "ครับแม่ มีอะไรเหรอครับ?"
"เดี๋ยวแม่จะไปบ้านคุณยายแก แกไปช้อนปลาช่อนตัวนั้นขึ้นมาให้แม่หน่อย แม่จะเอาไปด้วย" แม่กล่าว
จี้หยวนไห่ถึงกับมุมปากกระตุก
แม่ฉันน่ะแม่... มาอีกแล้ว
จี้หยวนไห่ทำเป็นไม่ได้ยินที่เธอพูด เขาเดินตรงไปที่ห้องโถงกลางทันที "ปู่ครับ ย่าครับ เดี๋ยววันนี้ผมจะไปหาลุงเจ็ดเพื่อออกใบรับรอง แล้วพาลู่เหอหลิงไปจดทะเบียนสมรสครับ"
ปู่กล่าวว่า "งั้นแกก็ไปเถอะ—ที่ปู่มีเงินอยู่ห้าหยวน แกเอาไปใช้เถอะ"
"เจ้าใหญ่ เอาเงินให้หยวนไห่หน่อย แล้วเอาทะเบียนบ้านออกมาด้วย"
"วันนี้เขาจะไปจดทะเบียนสมรสแล้ว!"
พ่อของจี้หยวนไห่ขานรับ ไม่นานนักเขาก็เดินออกมาพร้อมเงินยี่สิบหยวนและสมุดทะเบียนบ้าน ยื่นให้จี้หยวนไห่พลางบอกว่า "อย่าลืมซื้อกระติกน้ำ กะละมัง ผ้าขนหนู แล้วก็ลูกอมมงคลมาด้วยนะ"
"เดี๋ยวพ่อจะให้หวังเหล่าซานมาเขียนอักษรมงคลให้สองสามแผ่น"
ย่าเดินออกมาสมทบแล้วตะโกนสั่ง "สะใภ้ใหญ่! ไปตามสะใภ้รองกับสะใภ้สามมา วันนี้ต้องช่วยกันทำความสะอาดห้องปีกตะวันตก จัดแจงที่หลับที่นอนให้หยวนไห่เสียหน่อย!"
แม่ของจี้หยวนไห่ที่เดิมทีตั้งใจจะเอาปลาช่อนไปบ้านเดิม แผนการจึงพังทลายลงโดยสิ้นเชิง
แถมจี้หยวนไห่ยังจะไปแต่งงานกับปัญญาชนหญิงลู่เหอหลิง ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ที่เธอหมายมั่นไว้ให้น้องชายของเธอเอง เธอจึงยิ่งไม่มีความสุขเข้าไปใหญ่
ทว่าในยุคสมัยนี้ คำสั่งของพ่อสามีแม่สามีนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก แม่ของจี้หยวนไห่ไม่กล้าคัดค้าน เธอจึงต้องไปตามสะใภ้รองและสะใภ้สามมาช่วยกันทำความสะอาดห้องปีกตะวันตก และย้ายข้าวของที่นอนของจี้หยวนซานไปไว้ที่ห้องโถงกลางเพื่อนอนเบียดกับปู่ย่าชั่วคราว
(จบแล้ว)