- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 360 ไม่คิดเลยว่าเจ้าเฒ่านักพรตผู้นี้จะมีความสามารถอยู่บ้าง
บทที่ 360 ไม่คิดเลยว่าเจ้าเฒ่านักพรตผู้นี้จะมีความสามารถอยู่บ้าง
บทที่ 360 ไม่คิดเลยว่าเจ้าเฒ่านักพรตผู้นี้จะมีความสามารถอยู่บ้าง
บทที่ 360 ไม่คิดเลยว่าเจ้าเฒ่านักพรตผู้นี้จะมีความสามารถอยู่บ้าง
เย่ฉยงมองบุรุษสองคนที่ทุ่มเถียงกันอย่างไร้สาระ ในหัวของนางเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
"พวกเจ้าสองคนทำอะไรกัน?"
"จะทะเลาะกันก็ไสหัวไปทะเลาะกันที่ตีนเขาโน่น ข้ายังมีธุระต้องจัดการ"
นางพูดพลางเชิดคางส่งสัญญาณไปทางตีนเขา
"เห็นหรือไม่? นักพรตที่ข้าเชิญมาถึงแล้ว พวกเจ้าอย่ามาขวางทางทำงานของข้า"
"หากทำให้ข้าพลาดฤกษ์ยามขุดสุสาน ข้าจะสั่งให้คนโยนพวกเจ้าลงจากเขาไปเสีย!"
เผยเหยี่ยน: "..."
เขานี่ช่างรู้จักหาเรื่องช่วยรักษาหน้าตาให้จวิ้นจู่เสียจริง!
กู้เฉิงเซียวรีบหันไปมองที่ตีนเขา เมื่อเห็นว่าองครักษ์ข้างกายจวิ้นจู่กำลังนำนักพรตชราคนหนึ่งเบียดเสียดฝูงชนขึ้นเขามาจริงๆ เขาก็รู้สึกชาไปทั้งร่าง
เมื่อครู่เห็นจาวหยางจวิ้นจู่ป่าวประกาศว่าจะมาขุดสุสานแต่ยังไม่ลงมือ เขายังคิดว่านางแค่ข่มขู่เพื่อบีบให้พวกตนคืนหนี้เท่านั้น
ไม่คิดเลยว่านางจะเชิญนักพรตมาจริงๆ ดูท่าแล้วนางคงเตรียมจะขุดสุสานขนานใหญ่!
เขารีบหันไปหาเผยเหยี่ยนด้วยความร้อนรน "เผยต้าเหริน ถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้แล้ว ท่านยังไม่ขัดขวางอีกหรือ?"
เผยเหยี่ยนมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
"ข้าจะขัดขวางทำไม?"
"คุณชายกู้คงไม่ได้คิดว่าข้ามาที่นี่เพื่อมอบความยุติธรรมให้ตระกูลกู้ของพวกท่านหรอกนะ?"
กู้เฉิงเซียวมองเขาด้วยความสงสัยไม่แพ้กัน
"เผยต้าเหรินไม่ได้มาตามพระราชโองการของฝ่าบาทเพื่อขัดขวางจาวหยางจวิ้นจู่ไม่ให้ขุดสุสานหรอกหรือ?"
เผยเหยี่ยนแสดงสีหน้าเฉยเมย "ข้ามาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ชาวบ้านมากมายขนาดนี้วิ่งขึ้นมาบนเขา หากเกิดเหตุเหยียบกันตายจะทำอย่างไร?"
"หน้าที่ของจินอีเว่ยอย่างพวกเรา คือรับผิดชอบความปลอดภัยของราษฎรในเมืองหลวง"
"ขอคุณชายกู้อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปเอง!"
กู้เฉิงเซียว: "???"
ไม่ใช่รึ?
หมายความว่าอย่างไรกัน?
บิดาของเขาไม่ได้ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วหรือ?
ตามหลักการแล้ว เมื่อฝ่าบาททรงทราบรายงานเรื่องจวิ้นจู่จะขุดสุสานจากบิดาของเขา เพื่อรักษาพระเกียรติของราชวงศ์ ย่อมต้องส่งจินอีเว่ยมาสกัดกั้นทันที
เหตุใดเมื่อฟังความหมายของเผยต้าเหรินผู้นี้แล้ว เขาดูไม่เหมือนมาเพื่อขัดขวาง แต่เหมือนมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการขุดสุสานเสียมากกว่า!
หรือว่าบิดาของเขาจะไม่ได้ไปเข้าเฝ้า?
เป็นไปไม่ได้ เรื่องขุดสุสานใหญ่โตปานนี้ บิดาไม่มีทางนิ่งเฉยแน่นอน
กู้เฉิงเซียวที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ทำได้เพียงฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่เผยเหยี่ยน
"ขอเผยต้าเหรินโปรดระงับเรื่องตลกพรรค์นี้ด้วย หลังจากนี้ตระกูลกู้ของข้าย่อมมีของกำนัลตอบแทนท่านอย่างหนัก!"
เย่ฉยงได้ยินคำว่า 'ของกำนัลตอบแทนอย่างหนัก' ก็พลันเหมือนคว้าหลักฐานสำคัญได้ นางจ้องมองคนทั้งสองด้วยโทสะ
"พวกเจ้าเห็นข้าไร้ตัวตนรึ? ต่อหน้าข้ายังกล้าเจรจาต่อรองด้วยเงินทองและอำนาจกันอย่างหน้าด้านๆ?"
"โอหังนัก!"
"กลับไปข้าจะต้องตรวจสอบตระกูลกู้ของเจ้าให้ดี ว่าแอบติดสินบนขุนนางไปเท่าไหร่แล้ว"
เมื่อเผยเหยี่ยนได้ยินคำพูดของจวิ้นจู่ เขาก็รีบถอยฉากออกมาหนึ่งก้าวใหญ่ รักษาระยะห่างจากกู้เฉิงเซียวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงขรึม
"จวิ้นจู่ ข้าน้อยปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมมาโดยตลอด ไม่เคยลำเอียง และไม่รับสินบนจากผู้ใดทั้งสิ้น"
พูดจบ เขาก็หันไปจ้องกู้เฉิงเซียวด้วยสีหน้าเย็นชาจนน่าขนลุก น้ำเสียงเจือด้วยคำเตือนอย่างชัดเจน
"ขอคุณชายกู้โปรดระวังคำพูด อย่าได้นำความคิดโสมมที่ใช้รับมือขุนนางชั่วมาใช้กับข้าน้อย"
"พวกเราจินอีเว่ยชิงชังเรื่องนี้ที่สุด หากเจ้ายังกล้าบุ่มบ่ามอีก ข้าจะจับเจ้าเข้าคุก ตรวจสอบเส้นทางการเงินและคนที่เจ้าเคยสมรู้ร่วมคิดให้หมดสิ้น"
กู้เฉิงเซียวจ้องมองเผยเหยี่ยนด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา
เผยต้าเหรินผู้นี้กลายเป็นคนพูดมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาขบคิดเรื่องนั้นแล้ว เพราะนักพรตที่ตีนเขาถูกองครักษ์ของจวิ้นจู่นำตัวมาถึงเบื้องหน้าทุกคนแล้ว
นักพรตชราเห็นคลื่นมหาชนที่ตะโกนก้องว่าจะขุดสุสาน ก็ถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่
เขามองไปทางต้าลี่ด้วยสายตาโกรธเคือง
"เจ้าไม่ได้บอกข้าหรือว่าจวิ้นจู่มีธุระจะปรึกษา? นี่มันเรื่องอะไรกัน! นี่มันสุสาน เจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม?"
เขาจะหัวใจวายตายเอา เป็นเพียงชายชราที่นั่งดูดาวอยู่ในลานบ้านดีๆ แต่เจ้าเด็กโง่นี่กลับบุกเข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง แล้วลากเขามาหาจาวหยางจวิ้นจู่
เขายังหลงคิดว่าเด็กสาวคนนั้นจะให้ตนช่วยดูดวงว่านางจะรวยเมื่อไหร่ จะได้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองหลวงหรือไม่
ที่ไหนได้ กลับพาเขามาท่ามกลางดงสุสานเช่นนี้
ช่างเป็นบาปเป็นกรรมจริงๆ!
ส่วนต้าลี่นั้นหาได้มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
"ท่านนักพรตโปรดอภัย"
"จวิ้นจู่ของพวกเรากำชับว่าต้องไปหานักพรตจากวัดจิ้งอันมาให้ได้ บอกว่าพวกท่านเชี่ยวชาญเรื่องภูตผีวิญญาณ"
"ในเมื่อจวิ้นจู่ออกคำสั่ง ข้าน้อยย่อมต้องปฏิบัติตามให้ถึงที่สุด"
"หากเชิญท่านมาไม่ได้ ก็เท่ากับข้าทำงานพลาด"
"อีกอย่าง กลางค่ำกลางคืนท่านไม่หลับไม่นอน ออกมารับลมที่ลานบ้านก็แสดงว่าว่างอยู่แล้ว สู้มาช่วยเรียกวิญญาณที่นี่สักหน่อยเถิด นี่มันงานถนัดของพวกท่านมิใช่หรือ"
"วางใจได้ เมื่อจบเรื่องนี้ นายหญิงของข้าไม่ปล่อยให้ท่านต้องเสียเปล่าแน่นอน"
พูดจบเขาก็ผลักนักพรตชราไปตรงหน้าจวิ้นจู่ พร้อมเสนอหน้าอวดผลงานเต็มที่
"จวิ้นจู่ ข้าน้อยพาคนมาแล้วขอรับ"
จี๋เสียงที่อยู่ด้านข้างหรี่ตามองใบหน้าของนักพรตคนนั้นอย่างสงสัย เพียงแวบเดียวความทรงจำเก่าๆ ก็ผุดขึ้นมา
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เท้าสะเอวฉับ จ้องเขม็งไปที่นักพรตด้วยโทสะ
"ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง! เมื่อสี่ปีก่อนเป็นเจ้าที่พูดจาเหลวไหล บอกว่าคุณหนูของข้าเป็นคนอายุสั้น"
"ตอนนั้นคุณหนูยังเด็กนักจึงไม่ได้เอาความ แต่ตอนนี้เจ้าเฒ่ายังกล้ามาเสนอหน้าถึงที่ ช่างรนหาที่ตายแท้ๆ!"
เย่ฉยงได้ยินเช่นนั้น สายตาก็พลันจับจ้องไปที่นักพรตเฒ่า พินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม
"นี่คือเจ้าอาวาสตำหนักเต๋าที่วัดจิ้งอันหรือ?"
จี๋เสียงพยักหน้าอย่างโกรธเคือง
"จะไม่ใช่เขาได้อย่างไรเจ้าคะ!"
"เป็นถึงเจ้าอาวาสตำหนักเต๋า แต่กลับกล้าสาปแช่งจวิ้นจู่ว่าอายุสั้น"
"หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นจวิ้นจู่อายุยังน้อย ไม่ถือสาหาความประกอบกับท่านอ๋องยังมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าเฒ่านี่ พวกเราคงสั่งรื้อตำหนักเต๋าซอมซ่อของเขาให้ราบเป็นหน้ากลองไปนานแล้ว"
เจ้าอาวาสได้ยินดังนั้นก็เหงื่อตก รีบปาดเหงื่อเย็นเฉียบพลางละล่ำละลักอธิบาย
"จวิ้นจู่โปรดระงับโทสะ เมื่อก่อนท่านฟังเพียงครึ่งแรก แต่ยังไม่ทันฟังครึ่งหลังก็สะบัดหน้าหนีออกจากตำหนักเต๋าไปเสียก่อน"
"แม้ว่าดวงชะตาของจวิ้นจู่จะมีความไม่มั่นคง อายุขัยไม่แน่นอน มีลักษณะของคนอายุสั้นและโชคชะตาดูเหมือนจะอับจน..."
"ทว่าในภายหลังกลับสามารถอาศัยตบะบารมีของตนเองพลิกผันชะตาชีวิต ควบคุมอายุขัยและความตายได้ด้วยมือตนเอง เป็นดวงชะตาที่สามารถเปลี่ยนแปลงลิขิตฟ้า!"
"ข้าน้อยพิจารณาอีกครา ตอนนี้ระหว่างคิ้วของจวิ้นจู่อบอวลด้วยบุญบารมีมหาศาล โชคชะตาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ แม้ชะตาจะยังมีความผันผวน และดวงวาสนาก็ไม่อาจเทียบเท่าบิดาของท่านที่มีพรสวรรค์สูงส่ง บุญบารมียืนยาว..."
"แต่โชคชะตาของท่านพลิกกลับมารุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ เป็นดวงชะตาที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้านี้แล้ว"
เย่ฉยงมองเขาด้วยความประหลาดใจ
"ไม่คิดเลยว่าเจ้าเฒ่านักพรตผู้นี้จะมีความสามารถอยู่บ้าง"
เจ้าอาวาสได้ยินคำชมก็รีบโบกมืออย่างถ่อมตัว
"จวิ้นจู่ชมเกินไปแล้ว ข้าน้อยเพียงแค่พอมีความรู้เรื่องการดูโหงวเฮ้งและดวงชะตาอยู่บ้าง ขอจวิ้นจู่อย่าได้ถือสาคำพูดโง่เขลาของข้าน้อยในกาลก่อนเลย"
จี๋เสียงได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
"คุณหนู ท่านจะไปเชื่อคำพูดของคนลวงโลกผู้นี้ได้อย่างไรเจ้าคะ?"
เย่ฉยงยกมือขึ้นขัดจังหวะจี๋เสียง จากนั้นนางก็ยื่นจอบในมือให้แก่นักพรตเฒ่าด้วยท่าทีจริงจัง
น้ำเสียงของนางเจือด้วยความตื่นเต้น "ท่านเจ้าอาวาส ในเมื่อท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นพลั่วแรกของการขุดสุสานครั้งนี้ ก็ให้ท่านเป็นคนลงมือเบิกฤกษ์เถิด!"