- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 359 การมโนไปเองของกู้เฉิงเซียว
บทที่ 359 การมโนไปเองของกู้เฉิงเซียว
บทที่ 359 การมโนไปเองของกู้เฉิงเซียว
บทที่ 359 การมโนไปเองของกู้เฉิงเซียว
เสียงกราบไหว้ดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ทั้งเคร่งขรึมและฮึกเหิม ทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์
หลังจากพิธีการเสร็จสิ้น ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียง ดวงตาแต่ละคู่แดงก่ำด้วยความตื้นตัน สีหน้าเต็มไปด้วยความฮึกเหิม มือที่กร้านงานกำจอบ เสียม และพลั่วแน่น ก่อนจะชูขึ้นเหนือศีรษะ อุปกรณ์ทำไร่ทำนาเหล่านั้นโบกสะบัดกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรจนยากจะหาที่เปรียบ
ชาวบ้านนับหมื่นแผดเสียงตะโกนพร้อมกัน เสียงนั้นดังกระหึ่มระลอกแล้วระลอกเล่า แฝงไว้ด้วยความคาดหวังและความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานของเหล่าราษฎร
“เป็นหนี้ต้องคืนเงิน นี่คือสัจธรรมที่ถูกต้อง!”
“วันนี้ต้องทวงหนี้เก่าคืนมาให้ได้ เพื่อสร้างสถานศึกษา ก่อตั้งหอสมุด สร้างคุณประโยชน์แก่ปวงประชาทั่วหล้า!”
“มิยอมให้คนยากไร้ไร้หนทาง มิยอมให้เด็กน้อยไร้ตำราเรียน!”
“ขุดสุสาน! ต้องขุดเดี๋ยวนี้!”
อายุขัย +1
อายุขัย +1
อายุขัย +1+1+1+1...
เย่ฉยงรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
จนแทบอยากจะกู่ร้องออกมาเป็นเพลง
วันนี้ช่างเป็นวันที่ดีเหลือเกิน~
โอ้เย่~
คราวหน้าข้าจะมาขุดสุสานเช่นนี้อีก!
องค์หญิงสี่เมื่อเห็นว่าเย่ฉยงใช้เพียงถ้อยคำไม่กี่ประโยค ก็สามารถทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังเป็นการเชิดชูพระเกียรติยศของเสด็จพ่อของนางให้สูงส่งขึ้นอีกด้วย
เสด็จพ่อครองราชย์มานานเพียงนี้ ยังมิเคยมีคราใดที่ชื่อเสียงจะขจรขจายและได้รับความรักใคร่ศรัทธาจากราษฎรท่วมท้นเท่านี้มาก่อน
หากรู้ว่าการขุดสุสานจะนำมาซึ่งคุณูปการอันใหญ่หลวงเพียงนี้ นางคงพาพระมารดามาช่วยขุดด้วยเสียแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงรีบยกพลั่วในมือขึ้นร่วมวงกับฝูงชน ตะโกนก้องไปพร้อมๆ กัน
“ขุดสุสาน! ต้องขุดสุสาน!”
เซี่ยไหวโจวเองก็มิคาดคิดว่าเนื้อเรื่องจะทวีความตื่นเต้นและร้อนแรงถึงเพียงนี้ เขารีบก้มลงกับพื้น สั่งให้คนนำคบเพลิงมาส่องสว่าง แล้วเริ่มตวัดปลายพู่กันเขียนอย่างบ้าคลั่ง
“ตระกูลใหญ่เบี้ยวหนี้ทำคลังหลวงร่อยหรอ ตระกูลกู้นำทีมดูหมิ่นเกียรติราชสำนัก”
“หน่วงเหนี่ยวโชคชะตาชาติบ้านเมือง ทำลายเสถียรภาพแผ่นดิน ราษฎรนับหมื่นต้องทนทุกข์”
“ตระกูลกู้ผิดนัดชำระหนี้สร้างความระส่ำระสาย บีบคั้นราษฎรต้องขึ้นเขามาขุดสุสานทวงคืนความเป็นธรรม”
“ช่างเป็นพฤติกรรมที่ฟ้าดินมิอาจละเว้น สวรรค์มิอาจอภัยจริงๆ ~”
คุณชายอิงกั๋วกงมองดูราษฎรที่เนืองแน่นเต็มขุนเขาพากันตะโกนก้องว่าจะขุดสุสาน ตอนนี้เขารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักที่เมื่อคืนตัดสินใจขโมยเงินเก็บส่วนตัวของบิดาออกมา เพื่อชำระหนี้ให้ทันในช่วงเช้าที่ผ่านมา
มิเช่นนั้น วันนี้ท่านทวดของเขาคงได้ออกมาทัศนาโลกภายนอกเป็นแน่
รอยแผลที่ถูกโบยเมื่อคืนช่างคุ้มค่ายิ่งนัก คุ้มค่าเหลือเกิน
เหล่าจินอีเว่ยที่เร่งเดินทางมาตามพระราชโองการเพื่อยับยั้งกลุ่มของจวิ้นจู่มิให้ลงมือ เมื่อมาถึงตีนเขาก็ต้องชะงักฝีเท้า เพราะได้ยินเสียงตะโกนที่ดังกึกก้องและเปี่ยมไปด้วยพลังมาจากด้านบน
ทุกคนหยุดนิ่งด้วยความตกตะลึง
ทั้งเสียง “ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” และเสียงตะโกนก้องว่าจะต้องขุดสุสานให้ได้
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
จวิ้นจู่กำลังทำสิ่งใดอยู่บนเขานั่น?
หรือนางเริ่มขุดไปแล้ว?
หรือว่านางแอบอ้างพระนามของฝ่าบาทเพื่อการนี้?
ไม่... คงมิกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนั้นกระมัง?
นางมิกลัวหัวหลุดจากบ่าหรืออย่างไร?
เหล่าจินอีเว่ยต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันไปทางเผยต้าเหรินเป็นตาเดียว
เผยเหยี่ยนไม่มีเวลาให้ขบคิดมากนัก เขาทะยานร่างด้วยวิชาตัวเบา ยืมแรงจากโขดหินและพื้นดินพุ่งผ่านฝูงชนที่ออกอัดกันอยู่ตีนเขา ตรงดิ่งไปยังตำแหน่งของจวิ้นจู่ด้วยความเร็วสูงสุด
เมื่อเห็นว่าจวิ้นจู่เพียงแค่ตะโกนคำขวัญปลุกใจ แต่ยังมิได้เริ่มลงมือขุดจริงๆ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เป็นไปตามที่ฝ่าบาททรงคาดการณ์ไว้ จวิ้นจู่ยังคงรู้จักความหนักเบาและกาละเทศะ
ในอีกด้านหนึ่ง กู้เฉิงเซียวที่เดิมทีตั้งใจจะขึ้นมาห้ามปรามจาวหยางจวิ้นจู่ กลับหลงมโนไปเองว่าคำพูดที่เฉียบคมและเปี่ยมด้วยหลักการของตนจะสามารถสยบความโอหังของนางได้ อีกทั้งยังจะช่วยปลุกจิตสำนึกให้ราษฎรแห่งราชวงศ์โจวเข้าใจว่าการขุดสุสานบรรพบุรุษผู้อื่นเป็นเรื่องผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง
ทว่าเขาคิดผิดถนัด จาวหยางจวิ้นจู่ผู้นี้กลับนำเรื่องหนี้สินเรื้อรังของเหล่าตระกูลใหญ่ไปผูกโยงกับผลประโยชน์ปากท้องของประชาชน อย่างการสร้างสถานศึกษาและหอสมุด
หมากกระดานนี้ ตระกูลกู้ของเขาจะแก้ทางได้อย่างไร?
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองไปยังจาวหยางจวิ้นจู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
นึกไม่ถึงเลยว่านางที่ดูเหมือนคนบ้าบิ่น มุทะลุ ไร้ยางอายไปวันๆ จะมีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งและเจ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้ ทุกฝีเท้าที่นางก้าวเดินล้วนผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ มิมีพพลาดพลั้ง
เขารู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
มีบุตรสาวที่ฉลาดล้ำและซ่อนคมได้แนบเนียนถึงเพียงนี้ แล้วตวนอ๋องผู้เป็นบิดาจะยังเป็นเพียงคนเขลาที่ไร้พิษสงได้อย่างไร?
ที่แท้สองพ่อลูกคู่นี้ต่างก็จงใจสวมหน้ากาก แสร้งทำตัวไร้สาระต่อหน้าชาวโลกเพื่อปกปิดเขี้ยวเล็บและแผนการอันล้ำลึก ช่างเป็นบุคคลที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนขุดสุสานดังก้องวนเวียนอยู่ในหุบเขา และเห็นชาวบ้านแต่ละคนถือจอบถือพลั่วจ้องมองเขาเขม็ง
กู้เฉิงเซียวหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย ร่างกายอ่อนเปลี้ยจนแทบจะยืนไม่อยู่
องครักษ์เห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปประคองไว้แน่น เพราะหากเขาล้มพับลงไปตอนนี้ ชื่อเสียงของตระกูลกู้คงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
“คุณชาย ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
กู้เฉิงเซียวสะบัดมือองครักษ์ออก โซเซไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง สายตาเหลือบไปเห็นเผยเหยี่ยนที่ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิต
ดวงตาของเขาพลันมีความหวังวาบขึ้นมา รีบเข้าไปประสานมือถามด้วยท่าทางลนลาน
“เผยต้าเหริน ท่านมาได้ทันเวลาพอดี!”
“ท่านได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาทให้มาหยุดยั้งจวิ้นจู่ใช่หรือไม่?”
เขาชี้ไปยังชาวบ้านที่ตาแดงก่ำตะโกนโห่ร้องอยู่รอบๆ ด้วยความหวาดกลัว
“ท่านดูราษฎรเหล่านี้สิ ถูกจวิ้นจู่ยุยงจนเสียสติไปหมดแล้ว การรวมตัวกันจะขุดสุสานบรรพบุรุษผู้อื่นเช่นนี้มันช่างเหลวไหลสิ้นดี!”
“นี่คือสุสานบรรพบุรุษของตระกูลกู้ข้า จวิ้นจู่นำคนมากมายมาสร้างความวุ่นวายที่นี่ ขอเผยต้าเหรินโปรดรีบลงมือยับยั้ง อย่าปล่อยให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้เลย!”
เผยเหยี่ยนปรายตามองเขาอย่างเย็นชา น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแฝงไปด้วยอำนาจกดดัน
“เจ้ากำลังจะบอกว่า จวิ้นจู่สมคบคิดกับชาวบ้านทั้งเมือง จงใจมายังเขาซีซานเพื่อขุดสุสานบรรพบุรุษตระกูลกู้ของเจ้างั้นรึ?”
กู้เฉิงเซียวสบเข้ากับสายตาที่คมปราบและเยือกเย็นของเผยเหยี่ยน ก็รู้สึกหนาวเยือกเข้าไปในอกอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าพอนึกได้ว่าอีกฝ่ายมาตามพระราชโองการเพื่อขวางจาวหยางจวิ้นจู่ เขาก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง
“เผยต้าเหริน ท่านก็เห็นอยู่กับตา ชาวบ้านเต็มขุนเขานี้ล้วนตามนางมาทั้งสิ้น”
“เมื่อครู่นางยังยุยงให้คนพวกนี้ขุดสุสานบรรพบุรุษข้าอยู่เลย!”
“ช่างรังแกกันเกินไปแล้ว!”
แววตาของเผยเหยี่ยนยิ่งทวีความเย็นเยียบเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“จวิ้นจู่เพียงคนเดียวจะเอาปัญญาที่ไหนไปยุยงชาวบ้านมากมายถึงเพียงนี้?”
“ราษฎรนับหมื่นนะ เจ้าคิดว่าจวิ้นจู่สั่งให้ขุดแล้วพวกเขาจะยอมขุดง่ายๆ รึ?”
“เจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่เขลา หรือคิดว่าราษฎรทั่วทั้งเมืองนี้ไร้ปัญญากันหมด?”
“เป็นตระกูลกู้ของพวกเจ้าเองมิใช่หรือที่ประพฤติตนมีปัญหา จนชาวบ้านเอือมระอา ก่อเกิดเป็นเพลิงโทสะในใจราษฎร จนพวกเขาไม่เกรงกลัวที่จะต้องล่วงเกินผู้มีอำนาจ และยืนกรานที่จะขุดสุสานบรรพบุรุษของเจ้าเพื่อทวงคืนความยุติธรรม”
“พวกเจ้ามิรู้จักสำรวจความผิดของตนเอง กลับมากล่าวโทษจวิ้นจู่โดยไร้หลักฐาน?”
“เห็นว่านางยังเยาว์วัย คิดจะรังแกกันง่ายๆ งั้นรึ?”
กู้เฉิงเซียว: ???
เขาชี้ไปยังกลุ่มชาวบ้านที่มืดฟ้ามัวดิน แล้วชี้ไปที่จาวหยางจวิ้นจู่ที่ยืนกอดอกทำหน้าเย่อหยิ่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะชี้มาที่ตัวเองด้วยความงุนงง
“เผยต้าเหริน... ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?”
เผยเหยี่ยนตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย: “เจ้าคิดว่าข้ามีเวลาว่างมากนักรึ ถึงได้มาล้อเล่นกับเจ้าที่นี่?”
กู้เฉิงเซียวแทบจะกระอักเลือดด้วยความแค้นเคือง
“เผยต้าเหริน ท่านกรุณาหันไปดูจอบในมือของนางสักนิดเถิด!”
“ชาวบ้านกลุ่มนี้ล้วนตามนางมาจากในเมือง ปากก็ตะโกนปาวๆ ว่าจะขุดสุสาน ท่านยังจะบอกว่าข้ากล่าวหานางโดยไม่มีเหตุผลอีกหรือ?”