- หน้าแรก
- หนูน้อยลูกรักสวรรค์
- บทที่ 6: ความโลภที่ไม่รู้จักพอ
บทที่ 6: ความโลภที่ไม่รู้จักพอ
บทที่ 6: ความโลภที่ไม่รู้จักพอ
บทที่ 6: ความโลภที่ไม่รู้จักพอ
หลินหมิงเสียงพาน้องชายสองคนกลับไปค้นหาอย่างละเอียดตรงบริเวณที่พวกเขาจับปลาได้ก่อนหน้านี้อยู่นานพักใหญ่
ทว่ากลับไร้ร่องรอยของปลาตัวใหญ่ แม้ว่าพวกเขาจะจับปลาและกุ้งตัวเล็กๆ ได้หลายตัวก็ตาม
หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะดีใจจนเนื้อเต้น แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าตื่นเต้นสักเท่าไรนัก
หลินหมิงเสียงไม่กล้าเถลไถลอยู่นานเกินไป วันนี้ที่บ้านจะมีมื้อเที่ยงเป็นเมนูปลา เขาจะมัวชักช้าจนกลับไปไม่ทันไม่ได้เด็ดขาด
สามพี่น้องรีบวิ่งกลับบ้าน ทันทีที่ไปถึง ลานบ้านของตระกูลหลินก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฉุยของปลาแล้ว
หลินหมิงเสียงน้ำลายสอทันที เขาใช้มือเช็ดปากก่อนจะเดินเข้าไปในครัวด้วยสีหน้าหิวโหยแล้วพุ่งตรงไปที่หน้าเตา
หลินหมิงเฉียงและซื่อต้านเดินตามหลังมาติดๆ เพราะไม่อยากพลาดของดี
"ย่าครับ แม่ครับ ซุปปลาเสร็จหรือยัง"
ภายในห้องครัวที่คับแคบ แม่เฒ่าหลินกับจ้าวชุ่ยอิงกำลังง่วนอยู่กับงาน คนหนึ่งตักซุป ส่วนอีกคนกำลังดูไฟ
"ยังๆ ถอยออกไปเลย!"
จ้าวชุ่ยอิงมองเขาด้วยสายตาเอือมระอา "แกเพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าไปหยกๆ ตอนนี้เลอะอีกแล้ว วันๆ ฉันไม่ต้องทำอะไรหรอก คอยซักแต่เสื้อผ้าให้พวกแก 3 คนนี่แหละ!"
หลินหมิงเสียงหัวเราะแหะๆ "แม่ครับ พวกเราจับปลามาได้ตั้งหลายตัวแน่ะ ดูสิครับ"
"ปลาซิวปลาสร้อยพวกนี้ ทำกินไปก็ไม่คุ้มค่าฟืนหรอก เอาไปโยนให้ไก่กินไป" จ้าวชุ่ยอิงพูดพลางบุ้ยปาก
หากเป็นเมื่อก่อนพวกเขาสามคนคงอิดออด แต่พอมีปลาตัวใหญ่รออยู่ตรงหน้า พวกเขาจึงยอมเดินไปให้อาหารไก่แต่โดยดี
ถ้าไก่ได้กินกุ้งกินปลาพวกนี้ บางทีพวกมันอาจจะออกไข่ได้มากขึ้นก็ได้
ที่บ้านเลี้ยงไก่ไว้ทั้งหมด 4 ตัว เป็นตัวผู้ 2 ตัว และตัวเมีย 2 ตัว
หน่วยการผลิตมีกฎระเบียบเข้มงวดเรื่องจำนวนไก่ที่แต่ละครัวเรือนสามารถเลี้ยงได้ เนื่องจากครอบครัวของพวกเขาเป็นครอบครัวใหญ่จึงได้รับอนุญาตให้เลี้ยงได้ 4 ตัว ในขณะที่บางครอบครัวที่มีสมาชิกน้อยกว่าจะเลี้ยงได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น
หลินหมิงเสียงค่อยๆ โยนกุ้งและปลาทั้งหมดให้แม่ไก่ทั้งสองตัวกินอย่างตั้งใจ พอไก่ตัวผู้สองตัวเบียดเข้ามากินด้วย เขาก็สั่งให้น้องชายทั้งสองช่วยกันไล่พวกมันไป
เขาหวังพึ่งแม่ไก่พวกนี้ให้ออกไข่มาเพิ่มสักสองสามฟองเพื่อสนองความอยากกินของพวกเขา
ช่วงใกล้เที่ยง หลินจื้อเหวยและหลินจื้อกังที่ไปทำงานในนาเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ต้ายาที่ขึ้นเขาไปเกี่ยวหญ้าหมูกับซานยาน้องสาวก็ดีใจมากเช่นกันเมื่อรู้ว่ามื้อเที่ยงวันนี้จะได้กินปลา
"กินข้าวได้แล้ว!"
เมื่อสิ้นเสียงเรียกของแม่เฒ่าหลิน ทุกคนก็มานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหาร ต่างกลืนน้ำลายเอื๊อกขณะจ้องมองชามซุปปลาใบโต
แม่เฒ่าหลินหยิบชามขึ้นมาแล้วตักซุปปลาสีขาวขุ่นราวกับน้ำนม 2 ชามให้หวังเจาดี้และเสิ่นเซียงอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับจงใจตักเนื้อปลาเพิ่มให้อีกหลายชิ้น
นางแบ่งให้ทั้งสองคนในปริมาณที่เท่ากันเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน นับว่ายุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
หลินจื้อกังและหลินจื้อจวินประคองชามซุปกับข้าวสวยกลับไปที่ห้องของตัวเองอย่างระมัดระวัง
หลินหมิงอวี่ยืนกรานที่จะเดินตามพ่อไปส่งข้าวให้แม่ โดยไม่สนใจซุปปลาที่เขาตั้งตารอคอยเลยสักนิด
เสิ่นเซียงนอนพักอยู่บนเตียง อันที่จริงนางสามารถลุกจากเตียงได้แล้ว แต่เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดีและเร็วขึ้น นางจึงหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวหากไม่จำเป็น เวลาที่ต้องออกไปเข้าห้องน้ำ นางก็จะสวมเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกายอย่างมิดชิดเพราะกลัวว่าหากโดนลมแล้วจะทำให้เสียสุขภาพไปในระยะยาว
หลินหมิงอวี่กระโดดโลดเต้นเข้ามาในห้องแล้วโถมตัวไปที่ข้างเตียง
"แม่ครับ ได้เวลากินซุปปลาแล้ว! แล้วน้องสาวล่ะครับ ไม่รู้ว่าน้องจะชอบกินปลาไหม ถ้าชอบ ผมจะยกปลาของผมให้น้องกินด้วย"
เสิ่นเซียงพยุงตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีสามีคอยช่วยเหลือพลางแย้มยิ้ม "น้องสาวยังเด็กเกินไปกินปลาไม่ได้หรอกจ้ะ น้องกินได้แค่นมเท่านั้น"
"อ้าว? น่าเสียดายจัง" หลินหมิงอวี่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย
"เอ๊ะ? น้องสาวลืมตาแล้ว! จมูกน้องขยับด้วย น้องได้กลิ่นหอมของซุปปลาแล้วอยากกินใช่ไหมเนี่ย"
เมื่อได้ยินเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจของลูกชาย หลินจื้อจวินและเสิ่นเซียงก็หันไปมองลูกสาวโดยสัญชาตญาณ
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ แต่พวกเขากลับเห็นลูกสาวลืมตากลมโตขึ้นมาจริงๆ แถมจมูกเล็กๆ นั่นก็กระตุกไปมาราวกับว่านางได้กลิ่นหอมของอาหารจริงๆ เสียด้วย
หลินจื้อจวินเต็มไปด้วยความสงสัย "ทารกแรกเกิดได้กลิ่นอะไรด้วยเหรอ"
จากนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆ "ลูกสาวพ่อเป็นเด็กเห็นแก่กินจริงๆ ถอดแบบฉันมาไม่มีผิด!"
เสิ่นเซียงค้อนขวับใส่สามีอย่างหยอกเย้า ก่อนจะลูบแก้มเนียนนุ่มของลูกสาวอย่างทะนุถนอม "ลูกแม่เก่งจริงๆ เพิ่งเกิดมาไม่นานก็ลืมตาได้แล้ว"
หลินจื้อจวินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเขาฉายแววภาคภูมิใจราวกับคุณพ่อจอมเห่อ
เขายังจำได้ว่าตอนลูกชายเกิดมาก็ไม่ยอมลืมตาอยู่ถึงสองสามวันจนเขาเป็นกังวลอย่างหนัก พอไปถามแม่ถึงได้รู้ว่านั่นเป็นเรื่องปกติ และเด็กบางคนก็ใช้เวลานานกว่านั้นด้วยซ้ำกว่าจะยอมลืมตา
"ตาน้องสาวสวยจังเลย ดำขลับแถมยังเป็นประกายเหมือนดวงดาวเลย ดูดีจัง!"
หลินหมิงอวี่เกาะติดน้องสาวด้วยความรักใคร่ ดวงตากลมโตของเขาเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล
เสิ่นเซียงลูบหัวลูกชาย "เอาล่ะ ไปกินข้าวได้แล้วลูก เดี๋ยวซุปจะเย็นชืดเสียก่อน"
หลินหมิงอวี่เดินตามหลินจื้อจวินออกไปอย่างอิดออด
เสิ่นเซียงยกชามขึ้นมาแล้วเริ่มซดซุป นางดื่มไปได้ไม่ถึง 2 คำก็เห็นลูกสาวส่งเสียงร้องอ้อแอ้ ใบหน้าเล็กหันมาทางนางพร้อมกับขยับปากมุบมิบ
"หรือว่าลูกจะได้กลิ่นจริงๆ นะ" เสิ่นเซียงพึมพำด้วยความสงสัย
นางหัวเราะเบาๆ แล้วใช้นิ้วแตะจมูกเล็กๆ ของลูกสาว เอ่ยด้วยความเอ็นดูว่า "เด็กตะกละเอ๊ย ลูกยังเด็กเกินไปกินข้าวไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวอีกสักพักแม่จะให้นมนะจ๊ะ"
โชคดีที่เด็กน้อยเพียงแค่ส่งเสียงร้องอ้อแอ้และไม่งอแง ทำให้เสิ่นเซียงสามารถกินมื้ออาหารของตนได้อย่างสงบ
เมื่อเทียบกับความสงบสุขทางฝั่งนี้แล้ว ทางด้านของหวังเจาดี้กลับไม่ราบรื่นนัก
เมื่อมองดูชามใบใหญ่ที่มีแต่น้ำซุปเต็มชามแต่มีเนื้อปลาเพียงน้อยนิด หวังเจาดี้ก็พึมพำด้วยความไม่พอใจ "ทำไมถึงมีเนื้อปลาแค่ไม่กี่ชิ้นเองล่ะเนี่ย กินไม่ทันยาไส้เลยด้วยซ้ำ!"
ตามจริงแล้วปริมาณขนาดนี้นับว่ามากพอควร แม่เฒ่าหลินตักเนื้อปลาให้นางและเสิ่นเซียงถึงคนละ 5 ชิ้น
แม้ว่าปลา 2 ตัวนั้นจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่ตระกูลหลินมีคนมากเกินไป หากหักส่วนของหญิงเพิ่งคลอดทั้งสองคนออกแล้ว ส่วนที่เหลือก็พอให้คนอื่นๆ ได้ลิ้มรสกันแค่คนละชิ้นสองชิ้นเท่านั้น
แม้แม่เฒ่าหลินจะใจกว้างกับหญิงเพิ่งคลอดทั้งสองมากแล้ว แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความโลภที่ไม่รู้จักพอของบางคนได้
หวังเจาดี้รู้ทันทีว่าแม่เฒ่าหลินคงจะแบ่งปลาให้ทุกคนในครอบครัว นางจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นกระปอดกระแปด "ไม่รู้จักวิธีดูแลคนเพิ่งคลอดลูกเอาซะเลย! แล้วไอ้ตัวขาดทุน 3 คนนั้นจะได้กินปลาไปทำไม เปลืองของเปล่าๆ!"
โชคดีที่นางรู้ว่าสามีคงไม่เห็นด้วยกับความคิดของตน จึงได้แต่กดเสียงให้เบาลง
หลินจื้อกังได้ยินไม่ถนัดนัก "เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ"
"เปล่า ไม่มีอะไร" หวังเจาดี้ตอบกลับอย่างเสียไม่ได้
หลินจื้อกังไม่ใช่คนช่างสังเกตจึงไม่รับรู้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวของนาง "งั้นก็กินซะ ฉันจะออกไปข้างนอกแล้ว"
เมื่อมองแผ่นหลังของสามีที่เดินออกไป หวังเจาดี้ก็ตบขาตัวเองด้วยความโมโห แต่ดันไปสะเทือนแผลเข้า นางสูดปากด้วยความเจ็บปวดและไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้าอีก
ถึงจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ยังต้องกินซุปปลาอยู่ดี
หวังเจาดี้ยกชามซุปขึ้นมาแล้วซดน้ำซุปพร้อมกับกลืนเนื้อปลาลงคออย่างรวดเร็ว จนเกือบจะสำลักก้างปลา
ในห้องโถงกลาง ทุกคนต่างก็กำลังกินอาหารกันอย่างมีความสุข
แม้ว่าแต่ละคนจะได้กินเนื้อปลาชิ้นเล็กๆ เพียงแค่ 2 ชิ้น ซึ่งหายวับไปในพริบตาตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลิ้มรสชาติให้เต็มอิ่ม แต่ทุกคนที่ไม่ได้ตกถึงท้องมาเป็นเวลานานต่างก็รู้สึกพึงพอใจมาก พวกเขาค่อยๆ ละเลียดกินทีละคำเล็กๆ ด้วยความทะนุถนอม
นอกจากนี้ยังมีซุปปลา ข้าวกล้องที่แช่อยู่ในน้ำซุปปลาก็มีรสชาติอร่อยล้ำเลิศเป็นพิเศษ
เมื่อทุกคนวางชามลง ต่างก็ยังคงรู้สึกอยากกินอีก
หลินหมิงเสียงมองแม่เฒ่าหลินด้วยแววตาออดอ้อน "ย่าครับ พรุ่งนี้เรากินปลากันอีกนะครับ!"
"ไม่!"
แม่เฒ่าหลินปฏิเสธเสียงแข็ง "ใครเขากินเนื้อกันทุกวันล่ะ ของดีๆ แบบนี้ต้องเก็บไว้กินนานๆ สิ"
แม้จะผิดหวังแต่หลินหมิงเสียงก็ไม่ยอมแพ้ เขาเค้นสมองพยายามหาข้ออ้างมาโน้มน้าวแม่เฒ่าหลิน "ย่าครับ ตอนนี้อากาศร้อน ของกินมันเก็บไว้ได้ไม่นานหรอกนะครับ อีกอย่างเราก็ไม่รู้วิธีเลี้ยงปลาด้วย เกิดพวกมันหิวโซจนผอมขึ้นมา เราก็ขาดทุนแย่สิครับ สู้กินมันซะตอนนี้เลยดีกว่า"
แม่เฒ่าหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าสิ่งที่หลานชายคนโตพูดมาก็มีเหตุผลไม่น้อย
เมื่อก่อนพวกเขาอาจจะทำปลาเค็มเก็บไว้กินวันหลังได้ แต่ตอนนี้มีหญิงเพิ่งคลอดลูกถึง 2 คนในบ้าน ซึ่งปลาเค็มย่อมมีสารอาหารสู้ปลาสดๆ ไม่ได้อย่างแน่นอน
ช่างเถอะ ปล่อยให้พวกเขากินไปแล้วกัน จะกินตอนไหนมันก็ไม่ต่างกันหรอก
"งั้นพรุ่งนี้เราค่อยกินกัน"
เมื่อแม่เฒ่าหลินยอมใจอ่อน พวกเด็กๆ ก็พากันโห่ร้องด้วยความดีใจทันที
แม้แต่เด็กหญิงทั้ง 3 คนที่มักจะเงียบขรึมและเศร้าหมองอยู่เสมอ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ใบหน้าที่ซูบเซียวและเหลืองซีดของพวกนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ ผู้ใหญ่ก็เผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจเช่นกัน นี่แหละคือสิ่งที่คุ้มค่าแก่การดิ้นรนใช้ชีวิต จะดีแค่ไหนกันนะหากทุกๆ วันสามารถเป็นแบบนี้ได้