- หน้าแรก
- วิถีหุ่นเชิดสยบโลก
- บทที่ 11: ผู้หญิงของผม
บทที่ 11: ผู้หญิงของผม
บทที่ 11: ผู้หญิงของผม
ณ ห้องจัดเลี้ยง ผมถือมีดไว้ในมือทั้งสองข้าง พลางจ้องมองอาเฉียงด้วยความระแวดระวัง
อาเฉียงยิ้มกริ่มแล้วเอ่ย "คุณชาย เวลาสู้กันน่ะอย่าจ้องแต่หน้าคู่ต่อสู้สิครับ ต้องสังเกตทุกอย่างรอบตัว ในการดวลตัวต่อตัว ให้ดูที่ไหล่ ดูที่เท้า พลังน่ะมันส่งขึ้นมาจากพื้นดิน เวลาจะขยับจู่โจม ไหล่จะไหวก่อน และเท้าจะขยับก่อนไหล่เสมอ เส้นชีพจรทั่วร่างนั้นเชื่อมถึงกันหมด กระทบขนเพียงเส้นเดียว ย่อมสะเทือนไปทั้งกาย"
ทันทีที่สิ้นเสียง อาเฉียงก็พุ่งเข้าใส่ผมพร้อมมีดในมือโดยไม่ปล่อยให้ผมได้ทันย่อยคำสอน
มีดพลาสติกพุ่งตรงมาที่ลำคอ ผมถอยร่นตามสัญชาตญาณ แต่ก่อนจะทันได้ตั้งหลัก มีดในมือซ้ายของอาเฉียงก็ตวัดเข้ามาจากมุมที่คาดไม่ถึง การจู่โจมนี้ไม่ได้เล็งจุดตาย แต่มันกรีดผ่านข้อมือของผมไป รอยครีมเค้กปรากฏชัดบนผิวหนัง ผมถึงกับอึ้ง... ถ้าหากนี่เป็นมีดจริง มือของผมคงพิการไปแล้ว
"หมดโอกาสไปหนึ่ง" อาเฉียงสะบัดมือซ้ายพลางพูด "ให้ผมเตือนอะไรอย่างนะ มีดมือซ้ายคือท่าไม้ตายของผม มือขวาไว้หลอกล่อ มือซ้ายไว้สังหาร ในเมืองหลินซานแห่งนี้ คนที่เคยเห็นมีดมือซ้ายของผมถ้าไม่ตายก็คงพิการไปหมดแล้ว วิชามีดนี้ไม่ควรเอาออกมาโชว์บ่อยๆ แต่วันนี้ผมจะยอมเป็นกรณีพิเศษให้คุณชายละกันครับ"
อาสองยิ้มแล้วเสริม "ฉันเคยเห็นท่านี้มาสองสามครั้ง นิ้วชี้ขวาของโจวขุยเซิ่งก็ถูกอาเฉียงตัดขาดด้วยท่านี้แหละ"
บรรดาอาๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมีสีหน้าประหลาดใจ
"ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลยล่ะคะ?" พี่หงเย่ถามด้วยความสงสัย
อาสองคาบบุหรี่ในปากแล้วตอบอย่างไม่ยี่หระ "มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่เผอิญไปเจอกันข้างนอก ไอ้แก่นั่นมันไม่ยอมไว้หน้าฉัน อาเฉียงเลยแค่สงเคราะห์เก็บนิ้วมันไปนิ้วหนึ่ง"
"มิน่าล่ะ โจวขุยเซิ่งถึงไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ ยอมติดคุกสามปีแลกกับนิ้วหนึ่งนิ้ว... ขาดทุนชะมัด!" พี่หงเย่พึมพำ
วินาทีนั้นผมเริ่มเข้าใจลางๆ ว่าการติดคุกของอาสอง น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตาแก่ที่ชื่อโจวขุยเซิ่งคนนี้
อาเฉียงขยับมีดในมือ "คุณชาย มาต่อกันเถอะ เหลือโอกาสอีกสองครั้ง"
การจู่โจมครั้งที่สอง
ผมถอยออกมาสองสามก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ก่อนจะกระดิกนิ้วท้าทายอาเฉียง แม้ปฏิกิริยาตอบสนองของผมจะรวดเร็ว แต่ถ้าต้องดวลมีดซึ่งหน้าผมไม่มีทางสู้อาเฉียงได้แน่ ทว่าการจะแตะตัวเขาด้วยใบมีดนั้น... ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
อาเฉียงยังคงมีรอยยิ้ม แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เห็นได้ชัดว่าเขาผ่านศึกมานับไม่ถ้วน แม้จะเป็นการซ้อมมือเขาก็ไม่ยอมเผยช่องว่างให้เห็น
เมื่อเห็นเขาขยับเข้ามาใกล้ ผมก็ตัดสินใจขว้างมีดในมือซ้ายออกไปทันที
มีดบิน!
อาเฉียงเลิกคิ้วขึ้นแล้วเบี่ยงตัวหลบ
ผมอาศัยจังหวะนั้นถีบตัวพุ่งไปข้างหน้าพร้อมมีดในมือขวา เมื่อผมเข้าประชิดตัว อาเฉียงก็พลิกมีดในมือขวาแทงสวนมาที่หน้าอก ผมใช้มือซ้ายปัดป้องและคว้าข้อมือขวาของอาเฉียงไว้ได้ทันควัน พร้อมกับส่งมีดในมือซ้ายพุ่งเข้าหาแขนของเขาอย่างรวดเร็ว
แต่ชัยชนะมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
อาเฉียงสะบัดมีดในมือซ้ายขึ้นมาเพื่อหวังจะฟันข้อมือผม ในเสี้ยววินาทีก่อนที่มีดพลาสติกจะถึงมือขวา ผมก็ปล่อยมีดให้หลุดมือ และในจังหวะที่มันกำลังร่วงลง ผมก็ละมือซ้ายที่จับข้อมืออาเฉียงมาคว้ามีดเล่มนั้นไว้กลางอากาศ ก่อนจะพลิกข้อมือตวัดกรีดไปที่มือขวาของอาเฉียง ในขณะที่มือซ้ายของเขาก็กีดผ่านข้อมือขวาของผมไปเช่นกัน
โดนเข้าแล้ว!
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนมองแทบไม่ทัน
ทุกคนในห้องต่างลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ
อาเฉียงเบิกตากว้างด้วยความช็อก เขาพึมพำเสียงแผ่ว "เป็นไปได้ยังไง!"
มันดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ และผมก็รู้ดีว่าอาเฉียงหมายความว่าอะไร
เพราะในจังหวะที่มีดร่วงหล่นลงมานั้น ความจริงมันเสียทิศทางไปแล้ว แต่เป็นเพราะผมดีด "เส้นไหม" ออกจากปลายนิ้วซ้ายเพื่อเกี่ยวคว้าใบมีดไว้ และภายใต้การควบคุมของเส้นไหม มีดจึงเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศได้ราวกับมีชีวิต ไม่อย่างนั้นด้วยทิศทางของใบมีดที่ชี้ขึ้น มันไม่มีทางที่ผมจะโจมตีโดนอาเฉียงได้เลย อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้คิดจะอธิบายเรื่องนี้ให้ใครฟัง
"อาเฉียงพลาดท่าเหรอเนี่ย" อาคนหนึ่งพูดขึ้นพลางอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง
แม้แต่อาสองเองก็ยังตกตะลึง
ผมอาศัยจังหวะนั้นคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วกล่าวว่า "ท่านอา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านคืออาจารย์ของผมครับ"
อาเฉียงตั้งสติได้ เขามองผมด้วยสายตาลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกและพยักหน้า "ตกลง ข้ารับแกเป็นศิษย์ ตั้งแต่วันนี้ข้าจะสอนวิชามีดให้ ด้วยพรสวรรค์ของแก การฝึกพิเศษเพียงไม่กี่วันก็น่าจะเพียงพอให้แกจัดการเรื่องหวังจินฟาได้แล้ว"
ผมถามด้วยความประหลาดใจ "อาจารย์ครับ อาสองครับ แล้วเราจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?"
เมื่อได้ยินคำถามของผม อาสองก็ขมวดคิ้วแน่นและนิ่งเงียบไป
"เปิดโถงมีด ฝ่าขุนเขามีด" อาเฉียงตอบเสียงทุ้ม "การเปิดโถงมีดหมายถึงการตั้งโต๊ะกลมไว้ตรงกลาง รายล้อมด้วยใบมีดแปดสิบเอ็ดเล่ม คนสองคนต้องดวลกันบนโต๊ะนั่น หากเปิดโถงแล้วจะขอสละสิทธิ์กลางคันไม่ได้ นอกจากฝ่ายตรงข้ามจะยอมแพ้ หรือแกจะซัดมันให้ตกเวทีไป ไม่อย่างนั้นก็มีแต่ต้องตายอยู่บนนั้นเท่านั้น นี่คือวิธีที่นักเลงรุ่นก่อนใช้ตัดสินข้อพิพาทกัน แม้เดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยมีใครใช้แล้วก็ตาม แต่ในเมื่อเจิ้งฉวนหูเป็นศิษย์ของพรรคหงโฮมัน ถ้าเราขอเปิดโถงมีด เขาก็ต้องรับคำท้า ถ้าเขาปฏิเสธ มันจะเสียชื่อเสียงไปถึงสำนัก และเขาไม่มีปัญญาแบกรับความอับอายนั้นได้หรอก"
นั่นมันคือการเดิมพันด้วยชีวิตชัดๆ
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามต่อ "ถ้าเราเปิดโถงมีด เรื่องนี้จะจบลงใช่ไหมครับ?"
"ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ ทั้งสองฝ่ายห้ามเอาความต่อกันอีก" อาเฉียงพยักหน้ายืนยัน
อาสองดับบุหรี่ในมือ "ไม่มีการเปิดโถงมีดทั้งนั้น หงเย่ พรุ่งนี้เช้าส่งเหวินชิงไปซะ เหวินชิงไม่ใช่คนในวงการ เรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง"
ได้ยินดังนั้นผมจึงรีบพูดด้วยความร้อนรน "อาสองครับ เรื่องนี้มันเริ่มมาจากผมแท้ๆ"
"ออกไป!" อาสองถลึงตาใส่ผมแล้วตวาดเสียงดัง "ไปออกนอกประเทศซะ! นี่มันเป็นเรื่องระหว่างฉันกับเจิ้งฉวนหู แกคิดว่าการเปิดโถงมีดแล้วทุกอย่างจะจบลงง่ายๆ งั้นเหรอ? ต่อให้แกสละชีวิตไป พรุ่งนี้เจิ้งฉวนหูก็หาเรื่องอื่นมาเล่นงานฉันอยู่ดี แกคิดจะแบกรับภาระนี้เหรอ? แกไหวหรือไง!"
อาสองกำลังโกรธจัด
ผมไม่รู้จะโน้มน้าวเขาอย่างไรดี
พี่หงเย่ดึงผมออกมาข้างหนึ่งแล้วพยายามพูดเกลี้ยกล่อมอาสอง "เอาเถอะค่ะพี่เฟิง จะไปโกรธเด็กมันทำไม เหวินชิงก็แค่หวังดีอยากจะช่วย เหวินชิง... เธอขึ้นไปพักผ่อนข้างบนก่อนเถอะ เดี๋ยวทางนี้พวกเราคุยกันเอง"
ผมได้แต่พยักหน้าและเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงมา
ทันทีที่พ้นประตูห้อง ผมรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณอาต้องเดือดร้อน แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย
โดยไม่รู้ตัว ผมเดินกลับมาที่ห้องทำงานของผู้จัดการ
ประตูห้องนอนเปิดแง้มอยู่ แต่ไฟข้างในปิดสนิท
ผมเดินเข้าไปและเห็นร่างระหงในชุดกระต่ายสาวยืนอยู่ริมหน้าต่าง เธอกำลังเหม่อมองวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืน เมี่ยวเมี่ยวยังไม่ไปไหน
ในใจที่กำลังว้าวุ่น เมื่อได้เห็นทรวดทรงอันเย้ายวนของเมี่ยวเมี่ยวท่ามกลางเงามืด ผมก็เกิดความวู่วามพุ่งเข้าอุ้มตัวเธอขึ้นแล้วเหวี่ยงลงบนเตียงทันที
เมี่ยวเมี่ยวอุทานด้วยความตกใจก่อนที่ผมจะปิดปากเธอด้วยจุมพิต
ตอนแรกเธอขัดขืนอยู่บ้าง แต่ภายใต้การรุกรานของผม เธอไม่นานก็ยอมละทิ้งการป้องกัน เส้นไหมที่ปลายนิ้วของผมเต้นระบำจนเสื้อผ้าของเมี่ยวเมี่ยวขาดวิ่น วินาทีที่ผมทำสำเร็จ เมี่ยวเมี่ยวก็โอบกอดผมไว้แน่น พร้อมกับส่งเสียงออดอ้อนแผ่วเบาราวกับเสียงยุง "เบาหน่อยนะคะ..."
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เปลวไฟในร่างกายของผมกลับลุกโชน ราวกับต้องการปลดปล่อยทุกอย่างออกมาโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ท่ามกลางความมืดมิด เมี่ยวเมี่ยวดูเหมือนจะมอดไหม้ไปพร้อมกับผม และในจังหวะที่เปลวไฟของผมถูกปลดปล่อยออกมา ปลายนิ้วของเมี่ยวเมี่ยวก็จิกเกร็งลงบนหลังของผม
นี่สินะ... สิ่งที่เรียกว่าผู้หญิง
ผมโอบกอดเธอจากทางด้านหลัง สัมผัสถึงลมหายใจอันอ่อนนุ่มและกลิ่นกายของเธอ ก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราอันสงบสุข
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อผมลืมตาตื่น เมี่ยวเมี่ยวก็ไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว
ผมลุกขึ้นเช็คเวลา เพิ่งจะเจ็ดโมงเช้าเท่านั้น ยัยหนูคนนี้รีบไปไกลเชียว สงสัยคงจะเป็นห่วงอาการป่วยของแม่เธอมาก
ผมรั้งตัวขึ้นนั่งแล้วเห็นหุ่นเชิดวางอยู่บนหมอนข้างๆ ผม เมี่ยวเมี่ยวคงเป็นคนวางไว้
ผมหยิบหุ่นเชิดขึ้นมา และพบว่าภายใต้หุ่นนั้นมีเศษผ้าที่ถูกตัดมาจากผ้าปูที่นอน บนผ้านั้นมีรอยเลือดสีแดงสดติดอยู่