- หน้าแรก
- ระบบจักรวรรดิเงา สร้างจักรวรรดิเงาในต่างโลก
- บทที่ 59 - อย่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำ
บทที่ 59 - อย่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำ
บทที่ 59 - อย่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำ
บทที่ 59 - อย่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำ
เมื่อกลับมาถึงบริษัท แลนซ์ก็เรียกทุกคนมารวมตัวกันเพื่อลองใช้ปืนพก พวกเขาไปยังหน้าผาแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของย่านท่าเรือ ที่นี่ไม่มีผู้คนผ่านไปมา สงบเงียบมาก
และเสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาโขดหินริมฝั่งก็จะช่วยกลบเสียงปืนได้ แลนซ์ทำเป้าปืนแบบง่ายๆ ขึ้นมาสองสามอันเพื่อให้ทุกคนได้ลองฝึกยิงดู
ที่นี่คือสหพันธรัฐ สหพันธรัฐที่เสรี ดังนั้นจึงไม่มีคำกล่าวประเภทที่ว่า "พยายามอย่าใช้อาวุธปืนในการต่อสู้ระหว่างแก๊ง" อะไรแบบนั้น เขาถึงกับเคยได้ยินมาว่าในอีกเมืองหนึ่ง การห้ำหั่นกันระหว่างแก๊งใหญ่ถึงกับใช้รถหุ้มเกราะกันเลยทีเดียว การที่เขาจะยิงปืนพกสักไม่กี่นัดย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เช่นเดียวกับที่ผู้ชายทุกคนหลงรักรถหรู ผู้ชายย่อมหลงรักอาวุธปืนเช่นกัน แม้แต่ผู้หญิงสองคนในกลุ่มก็ยังลองยิงดูด้วย
ทั้งหมดล้วนเป็นปืนลูกโม่แมกเกรย์ อาวุธป้องกันตัวขนาดลำกล้องเล็ก ที่ตำรวจต่างพากันชมว่าดี... แต่ไม่มีแรงถีบ
แลนซ์รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ของพวกนี้จะหลุดมาจากสถานีตำรวจ ชาวสหพันธรัฐที่มีนิสัยไม่ค่อยละเอียดอ่อนนักมักจะไม่ค่อยชอบใช้อาวุธขนาดลำกล้องเล็ก พวกเขาชื่นชอบอาวุธประเภทโจมตีและอาวุธล่าสัตว์มากกว่า แต่นั่นก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขา
อาวุธทุุกกระบอกดูใหม่มาก อาจจะเคยถูกใช้งานมาเพียงไม่กี่ครั้ง ชายเคราดกเคยบอกไว้ว่าลำกล้องถูกรื้อทำใหม่หมดแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาจากการใช้อาวุธเหล่านี้
ก่อนหน้านี้มีไอ้คนซวยคนหนึ่งซื้อปืนมาจากพ่อค้าอาวุธในตลาดมืดเพื่อไปปล้น ผลปรากฏว่าปืนกระบอกนี้เคยถูกใช้ก่อคดีฆาตกรรมที่มีคนตายหลายศพในอีกรัฐหนึ่ง
ไอ้โง่คนที่ถือปืนกระบอกนี้ในที่เกิดเหตุแล้วยิงขึ้นฟ้าไปสองนัด โดยที่ไม่ได้ทำให้ใครบาดเจ็บเลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับชิงเงินไปได้เพียงไม่กี่เหรียญคนนั้น สุดท้ายก็ถูกส่งตัวขึ้นเก้าอี้ไฟฟ้าไปอย่างงงๆ—
ทางการต้องการให้คำอธิบายแก่ประชาชน ไม่ใช่ต้องการมอบตัวฆาตกรตัวจริงให้แก่ประชาชน!
ดังนั้นการจะซื้ออาวุธที่ที่มาคลุมเครือจากตลาดมืดจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก ฆาตกรจำนวนมากมักจะโละอาวุธทิ้งไปในตลาดมืด เผื่อจะมีไอ้โง่สักคนมาซวยรับบาปแทนตนเอง
ของใหม่ๆ มักจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เสมอ ในขณะที่ทุกคนกำลังลองปืนกันอยู่นั้น เออร์วินก็เดินมาหาแลนซ์ที่มุมหนึ่ง
"พวกเราจำเป็นต้อง... ใช้อาวุธพวกนี้จริงๆ เหรอครับ?"
แลนซ์ยื่นบุหรี่ให้เออร์วินมวนหนึ่ง เขาไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่กลับถามกลับไปว่า "สัปดาห์นี้พวกเราทำเงินได้เท่าไร?"
ในความเป็นจริงนี่คือสัปดาห์ที่สาม แต่สัปดาห์นี้ยังไม่จบ ยังเหลือเวลาอีกสามวัน
เออร์วินตอบเสียงค่อย "สี่พันสี่ร้อยหกสิบเอ็ดเหรียญครับ"
เขารู้ตัวเลขนี้อย่างชัดเจนและจดจำไว้ในหัวอย่างแม่นยำ เพราะร้อยละยี่สิบของเงินก้อนนี้เป็นของพวกเขา ซึ่งนั่นก็เกือบเก้าร้อยเหรียญแล้ว หากในช่วงสองวันที่เหลือยังคงรักษาจังหวะนี้ไว้ได้ เพียงแค่สัปดาห์เดียว พวกเขาแต่ละคนจะทำเงินได้อย่างน้อยสี่สิบถึงห้าสิบเหรียญเลยทีเดียว
เรื่องแบบนี้ในอดีตแทบจะจินตนาการไม่ออกเลย!
แลนซ์เอ่ยชมเขาสักคำ "ฉันประหลาดใจนะที่แกจำตัวเลขนี้ได้ เออร์วิน แกมีพรสวรรค์มากกว่าที่ฉันคิดนะ ในด้านนี้!"
ทว่าเขาก็เปลี่ยนน้ำเสียง "แต่แกรู้นไหมว่าในโลกภายนอก มีคนมากเท่าไรที่จะยอมทำเรื่องบ้าคลั่งเพื่อเงินสี่พันสี่ร้อยหกสิบเอ็ดเหรียญนี้?"
"พวกเขาเพื่อเงินเพียงไม่กี่เหรียญก็กล้าถือปืนไปปล้นแล้ว ถ้ามีใครรู้ว่า กลุ่มผู้อพยพผิดกฎหมายจากจักรวรรดิที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้สามารถทำเงินได้เดือนละหลายพันเหรียญ แกคิดว่า... พวกมันจะบ้าคลั่งไหม?"
รูม่านตาของเออร์วินหดเล็กลงทันที ตัวเขาที่สามารถหาเงินก้อนโตได้ในระยะเวลาอันสั้น เริ่มเกิดความคิด... จะบอกว่าโง่ก็ไม่ใช่ แต่ไม่อาจเรียกว่าฉลาดได้... เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปขึ้นมา
ฉันแค่ต้องการใช้ชีวิตของฉันให้ดีก็พอแล้ว ไม่อยากจะไปข้องแวะอะไรกับคนอื่น
แต่ที่นี่มันคือสหพันธรัฐเว้ย ประเทศที่เต็มไปด้วยการเกิดใหม่และการสิ้นสุด ทุกวันมีคนมาสร้างตำนานและถูกทำลายล้างอยู่ตลอดเวลา
มีเงิน แต่ไม่มีพลังในการปกป้องเงิน ในสหพันธรัฐมันคือทางแห่งความตาย
"แกจักคุณโจบาคไหม?"
เออร์วินสูบบุหรี่เข้าปอดลึกๆ เขารู้สึกว่าโลกทัศน์และค่านิยมของเขากำลังถูกเปลี่ยนแปลงไป "รู้จักครับ ผู้อพยพชาวจักรวรรดิที่มีชื่อเสียงมาก เห็นว่าเปิดธนาคารด้วย"
"สัปดาห์ก่อนฉันคุยกับเขามา เขาเจอปัญหา มีคนมารีดไถเขาไปรวมๆ แล้วอาจจะเป็นแสนเหรียญ แต่เขากลับกล้าที่จะพยายามทวงคืนมาได้เพียงส่วนเสี้ยวเดียวเท่านั้น และยังไม่กล้าไปทวงคืนด้วยตนเองด้วย"
"แกนึกดูให้ดี ขนาดคุณโจบาคยังถูกรีดไถ ถูกช่วงชิง แล้วพวกเราล่ะ?"
"ถ้าตอนนี้มีใครสั่งให้แกส่งเงินทั้งหมดออกมา แล้วไสหัวไปจากสหพันธรัฐ แกจะทำยังไง?"
โดยไม่รอให้เออร์วินตอบ แลนซ์ก็พูดขึ้นมาว่า "ถ้าเป็นฉัน ฉันจะส่งกระสุนให้มันสักนัด ให้มันไปพบพระเจ้าที่แม่งอยู่บนฟ้านู่นเลย!"
พูดจบเขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ พร้อมกับกอดคอเออร์วินไว้ "จงเป็นหมาป่า ให้คนอื่นหวาดกลัว ย่อมดีกว่าเป็นสุนัขที่ให้คนอื่นมารังแก!"
"ฉันยอมให้พวกแกแต่ละคนถูกขังคุกตลอดชีวิตเพราะข้อหาฆ่าคน ดีกว่าจะเห็นพวกแกถูกตีตายแล้วถูกโยนทิ้งไว้ในท่อระบายน้ำ!"
เมื่อกลับมาถึงบริษัท ทุกคนต่างก็มีขวัญและกำลังใจใหม่ๆ หาเงินได้เยอะ ได้ลองยิงปืน ในใจย่อมเกิดขุมพลังบางอย่างขึ้นมา นี่คือความมั่นใจ!
"แลนซ์ เอ็นนิโอเพิ่งโทรศัพท์มาครับ"
แลนซ์พยักหน้าเล็กน้อย ถือหมายเลขโทรศัพท์กลับเข้าไปในห้องทำงานของตนเองแล้วโทรออกไป "ฉันแลนซ์นะ"
"พวกมันย้ายบ้านแล้ว จนถึงตอนนี้ยังไม่ออกมาเลย ตำแหน่งอยู่ที่..."
แลนซ์หยิบปากกาจดที่อยู่นี้ไว้ "ตอนนี้แกปลอดภัยไหม?"
เอ็นนิโอชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานนักก็มีความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งที่เขาเองก็ไม่ทันสังเกตเห็น ไหลผ่านขั้วหัวใจไป
"ปลอดภัยดีครับ พวกมันไม่สังเกตเห็นพวกเรา ขั้นต่อไปพวกเราควรทำยังไงครับ?"
"รอฉันไปถึงก่อน"
หลังจากวางสาย เขาก็เรียกพรรคพวกมารวมตัวกัน "มีเรื่องหนึ่ง มีอันตรายนะ"
"ไอ้หมอนี่ที่ชื่อเคนต์มันโกงเงินฉันไปหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญ ฉันกะจะไปหาเรื่องมัน อาจจะมีการยิงกัน และอาจจะมีการบาดเจ็บ มีใครอยากจะไปกับฉันไหม?"
เขาจะไม่บังคับว่าคนเหล่านี้ต้องไปกับเขา เขาเองก็เคยเป็นลูกน้องมาก่อน และปีนป่ายขึ้นมาจากระดับล่าง เขารู้ดีว่าบางคนอาจจะไม่ได้มีใจกล้าพอ และไม่ใช่คนที่เหมาะกับเรื่องแบบนี้!
การที่คุณให้คนที่ไม่มีความกล้าไปต่อสู้ มันจะรังแต่จะทำให้การต่อสู้ทั้งหมดพังทลายลง เพราะคุณยังต้องมาพะวงคอยดูแลเขา สู้ไม่ให้เขาไปตั้งแต่แรกเลยจะดีกว่า
การวางคนที่ใช่ไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ถึงจะเป็นแนวทางการพัฒนาที่แข็งแกร่ง แลนซ์เชื่อมั่นในสิ่งนี้เสมอมา
เออร์วินและอีธานยกมือขึ้นทันที เมโร่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่าขออยู่ดูแลบริษัท แต่ถ้าแลนซ์ต้องการเขา เขาก็จะไป
สำหรับการเลือกของเมโร่ แลนซ์ไม่ได้รู้สึกว่าไม่ดีแต่อย่างใด กระทั่งถ้าเขาจะไป แลนซ์ก็จะให้เขาอยู่ที่นี่
ในกลุ่มคนพวกนี้ คนที่ดูเป็นผู้ใหญ่และสุขุมที่สุดก็มีแค่เมโร่เท่านั้น เขาอายุมากที่สุดและผ่านเรื่องราวมามากหน่อย หากเจออุปสรรคที่ยุ่งยากและแลนซ์ไม่อยู่ เขาสามารถทำหน้าที่เป็นหลักชัยให้คนอื่นได้
คนส่วนใหญ่ที่เหลือเลือกที่จะตามไปด้วย ครั้งนี้เขาตกลงให้ไปทั้งหมด
"ปิดประตูบริษัทไว้ชั่วคราว ทุกอย่างรอให้ฉันกลับมาก่อนค่อยว่ากัน ถ้าพวกเราไม่ได้กลับมา ก็จงไปหาคุณคอตติ"
หลังจากกำชับสั้นๆ วัยรุ่นสิบกว่าคนก็เบียดกันเข้าไปในรถสามคัน เริ่มมุ่งหน้าไปยังย่านจักรวรรดิ
ในตอนนี้เคนต์เพิ่งจะตื่นนอน เมื่อคืนเขานอนค่อนข้างดึก แม้เขาจะเป็นบอส แต่ถึงเวลาทำงานเขาก็ต้องลงแรงทำด้วย
พวกดีลเลอร์เหล่านั้นมีความสัมพันธ์กับเขาในแบบหุ้นส่วน ไม่ใช่ลูกน้องของเขา และจะไม่มาช่วยเขาทำงานใช้แรงงานหนักพวกนี้
มีเพียงเขากับลูกน้องที่ลงมือทำ จัดเตรียมข้าวของ ทำความสะอาด แล้วก็จัดระเบียบใหม่ ทำไปทำมาก็ลากยาวไปถึงตีหนึ่งกว่าๆ
สภาพอากาศบ้านี่ก็ทั้งอบอ้าวทั้งร้อน กว่าจะได้นอนหลับไปท่ามกลางกลิ่นเท้าและกลิ่นเหงื่อก็ปาเข้าไปตีสองกว่าแล้ว
เดิมทีนอนหลับอยู่ดีๆ แต่มันก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ เคนต์ที่เริ่มสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่นในที่สุดก็นอนต่อไม่ไหว ลุกขึ้นมานั่ง
เขามีเหงื่อท่วมตัว!
"สภาพอากาศบ้านี่มันแย่จริงๆ ฉันได้ยินมาว่าเริ่มมีบางที่ใช้ของที่เรียกว่าเครื่องปรับอากาศที่ช่วยลดอุณหภูมิในห้องได้ บางทีพวกแกใครที่พอจะรู้เรื่องนี้ควรลองไปถามดูนะว่ามันราคาเท่าไร!"
เขาเดินกึ่งเปลือยเข้าไปในห้องเล็กๆ เปิดวาล์วน้ำแล้วอาบน้ำชำระล้างร่างกาย
ทั่วทั้งตัวของเขาเต็มไปด้วยขนที่หยิกหยอย ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับลิงอุรังอุตังตัวหนึ่งเลย!
มีคนบอกว่าเขากับพี่ชายไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกัน พี่ชายของเขาดูเป็นคนปกติทั่วไป ไม่ได้มีขนเยอะขนาดนี้ แต่เขาไม่เพียงแต่มีผิวคล้ำกว่าหน่อย ขนยังดกอีกต่างหาก
คนแรกที่พูดเรื่องนี้ได้กลายเป็นปริศนาที่แก้ไม่ออกของการที่ระดับน้ำในทะเลสาบนางฟูสูงขึ้นไปแล้ว แต่คำพูดที่เขาพูดออกมา กลับไม่ได้หยุดหายไปพร้อมกับการหายตัวไปของเขา แต่กลับแพร่สะพัดไปไกลยิ่งขึ้น
หลังจากอาบน้ำเย็นอยู่ครู่หนึ่งจนรู้สึกสบายขึ้นมาบ้าง เขาก็เดินกลับมาในห้องใหญ่ "เปิดพัดลมระบายอากาศซะ แล้วก็ มื้อเที่ยงเราจะกินอะไรกัน?"
"แถวนี้มีร้านอาหารอะไรอร่อยๆ บ้างไหม ใครก็ได้ไปหาของกินมาหน่อยซิ?"
(จบแล้ว)