- หน้าแรก
- ระบบจักรวรรดิเงา สร้างจักรวรรดิเงาในต่างโลก
- บทที่ 60 - วันนี้กินอะไรดี?
บทที่ 60 - วันนี้กินอะไรดี?
บทที่ 60 - วันนี้กินอะไรดี?
บทที่ 60 - วันนี้กินอะไรดี?
ลูกน้องคนสนิทในใจพลางกล่าวทักทายครอบครัวของเจ้านายตนเองไปหนึ่งรอบ พร้อมกับยืนสั่งอาหารอยู่ที่เคาน์เตอร์อาหารปรุงสำเร็จ มื้อนี้เขาต้องเป็นคนจ่ายเงิน
เคนต์ไม่ได้ให้เงินเขามา เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แม้เขาจะไม่พอใจมาก แต่เมื่อเห็นแก่เงินเดือนที่จ่ายมาไม่เคยขาด เขาก็เลยต้องทนเอาไว้
บางครั้งผู้คนเมื่อเผชิญกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมก็ไม่อาจทนได้ เพราะหากถอยก้าวนี้ก้าวหนึ่ง ก็จะต้องถอยไปตลอด
แถวนี้ไม่มีร้านฟาสต์ฟู้ด มีเพียงพวกบริษัทขนมปัง ร้านอาหารปรุงสำเร็จ และอะไรทำนองนั้น ร้านฟาสต์ฟู้ดต้องไปอยู่ข้างๆ ปั๊มน้ำมัน ซึ่งห่างจากที่นี่ไปหน่อย
ชาวจักรวรรดิไม่ค่อยชินกับอาหารฟาสต์ฟู้ดของสหพันธรัฐ แน่นอนว่านี่อาจจะเป็นเพราะพวกเขายังไม่ปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น รอให้ผู้อพยพรุ่นที่สอง รุ่นที่สาม หรือกระทั่งพวกที่เอาแต่พูดว่า "ฉันมีเชื้อสายจักรวรรดิเศษหนึ่งส่วนสิบหก" หรือ "ฉันมีเชื้อสายจักรวรรดิเศษหนึ่งส่วนสามสิบสอง" เริ่มกลายเป็นคนส่วนใหญ่ในชุมชน เมื่อนั้นพวกเขาถึงจะชอบอาหารฟาสต์ฟู้ดของสหพันธรัฐ
แต่ตอนนี้ ผู้อพยพรุ่นแรกเหล่านี้ รวมถึงพวกวัยรุ่นที่ถือว่าเป็นผู้อพยพรุ่นแรกด้วย อาจจะสนใจอาหารฟาสต์ฟู้ดของสหพันธรัฐบ้าง แต่ก็ไม่กินทุกวัน
ในทางกลับกัน ขนมปังและอาหารปรุงสำเร็จกลับมีคนเลือกมากกว่า ร้านอาหารถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่การที่คนเยอะขนาดนี้ย่อมต้องเสียเงินไม่น้อยแน่นอน
ลูกน้องคนสนิทสั่งขาหมูทอดหั่นชิ้นมาหลายขา บวกกับขนมปังที่ถูกที่สุดกองโต สลัดผลไม้ถุงใหญ่ราคาหนึ่งเหรียญ และเบียร์เย็นๆ อีกหนึ่งลัง นี่คือมื้อเที่ยงของพวกเขา
เขาหยิบชิ้นหนึ่งเข้าปาก ขาหมูที่ผ่านการทอดมาจนผิวภายนอกกรอบเกรียม เมื่อกัดผ่านหนังเข้าไป กลิ่นหอมของไขมันและน้ำเนื้อก็พุ่งซ่านออกมาทันที กลิ่นเนื้อหอมฟุ้งเต็มปาก
นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดในระหว่างการออกมาซื้ออาหาร เขาจะเลือกส่วนที่ดีที่สุดกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วปล่อยให้พวกนั้นกินของที่เหลือเอา!
ในขณะที่เขาเดินผ่านตรอกข้างๆ เขาก็สังเกตเห็นรถสามคันจอดอยู่ในตรอกนั้น จึงได้หยุดชะงักลง
ที่นี่ไม่ใช่ย่านเบย์แอเรีย และไม่ใช่ย่านท่าเรือ แม้บนถนนจะมีรถวิ่งผ่านไปมาบ้าง แต่ก็น้อยนักที่จะมีรถมาจอดนิ่งอยู่แบบนี้
ในค่านิยมดั้งเดิมของชาวจักรวรรดิ น้ำหนักของการซื้อบ้านย่อมอยู่เหนือการซื้อรถ ดังนั้นในย่านจักรวรรดิจึงไม่ค่อยเห็นใครที่เช่าบ้านอยู่แล้วขับรถดีๆ แทบจะไม่เคยมีเลย
เขาค่อนข้างสงสัยว่าทำไมถึงมีรถมาจอดที่นี่เยอะขนาดนี้ คนเราจะมีความสงสัยไม่ได้ เพราะหากมีความสงสัยแล้ว ย่อมต้องอยากหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เขามายืนสูบบุหรี่อยู่ที่ปากตรอกด้วยความสงสัยพลางชะโงกหน้าเข้าไปดู อย่างไรเสียบ่อนของพวกเขาก็อยู่ข้างๆ กัน เขาต้องสืบให้รู้ว่าแถวนี้มีใครมาทำธุรกิจผิดกฎหมายอย่างอื่นแข่งหรือเปล่า
แต่เพียงแค่แวบเดียวนั้น เขาก็เห็นปัญหาเข้าให้แล้ว
เขาเห็นแลนซ์ และแลนซ์ก็เห็นเขาเช่นกัน ทั้งสองคนสบตากันอยู่หลายวินาที ลูกน้องคนสนิทใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันที รีบใส่เกียร์หมาหนีสุดชีวิต!
แลนซ์ที่กำลังปรึกษากันว่าจะจัดการเคนต์ยังไงดี ตะโกนสั่งคำหนึ่ง "จับตัวมันไว้!" แล้ววิ่งนำหน้าไปก่อนคนแรก คนอื่นๆ ก็รีบวิ่งกวดตามไป
ลูกน้องคนสนิทไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตนเองจะสามารถวิ่งได้เร็วขนาดนี้!
ในชั่วพริบตานั้น เขารู้สึกว่าหากรักษาความเร็วระดับนี้ไว้ได้แล้วไปลงแข่งวิ่ง บางทีอาจจะได้เป็นแชมป์วิ่งระยะสั้นอะไรสักอย่างเลยก็ได้
ทว่าไม่นานนัก เขาก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบ ร่างกายส่งสัญญาณประท้วงอย่างรุนแรง
เขาวิ่งไปได้ไม่ถึงห้าสิบเมตร ความเร็วก็เริ่มตกลงอย่างเห็นได้ชัด ถุงอาหารในมือเริ่มกลายเป็นภาระหนักอึ้ง เขาจึงโยนข้าวของเหล่านั้นไปข้างหลัง เพื่อหวังจะถ่วงเวลาพวกที่ไล่กวดตามมาติดๆ
ในทางกลับกัน แลนซ์และคนอื่นๆ ล้วนเป็นวัยรุ่นอายุยี่สิบต้นๆ ร่างกายผอมเพรียวและกำลังอยู่ในช่วงที่แข็งแรงกำยำ ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงขยับเข้ามาจนเกือบจะประชิดตัวกันแล้ว
วิ่งตามไปได้อีกไม่กี่ก้าว แลนซ์ก็ใช้แรงผลักเข้าที่หลังของเขา ลูกน้องคนสนิทเสียหลักทันที ล้มคะมำลงบนพื้นอย่างแรง
เขาพยายามกลิ้งตัวหลบและจะคลานลุกขึ้นเพื่อวิ่งต่อ แต่ในตอนนั้นการจะลุกขึ้นมันก็สายไปเสียแล้ว
เออร์วินกระโดดพุ่งเข้าใส่ ชนเข้าที่หลังของลูกน้องคนนั้นจนล้มคว่ำลงไปอีกรอบ
ทั้งสองคนกลิ้งไปด้วยกันครู่หนึ่ง ก่อนที่จะถูกล้อมกรอบไว้
ลูกน้องจ้องมองพวกวัยรุ่นเหล่านั้นด้วยสายตาอาฆาต โดยเฉพาะแลนซ์ เขาถือเป็นคนที่มีประสบการณ์ผ่านโลกมาไม่น้อย ในใจจึงไม่ได้หวาดกลัวเท่าไรนัก "แกกำลังเริ่มสงครามนะแลนซ์!" เขารู้ชื่อของแลนซ์ จึงตะโกนชื่อที่ถูกต้องออกมาทันที
แลนซ์หอบหายใจเล็กน้อย ยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่หัวของเขาหนึ่งปั้บ เหยียบจนแก้มข้างหนึ่งแนบชิดติดกับพื้น "วิ่งหาแม่แกเหรอ?"
"หือ?"
เขาออกแรงขยี้เท้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยเท้าออก จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นั่งยองๆ ลงข้างๆ แล้วตบที่แก้มของลูกน้องคนนั้น "ฉันชอบสายตาของแกนะ ตอนนี้ฉันให้โอกาสแกอย่างหนึ่ง ไปหลอกให้พวกข้างในเปิดประตูให้พวกเรา แล้วฉันจะปล่อยแกไป"
ลูกน้องนิ่งเงียบ ยังคงจ้องมองแลนซ์ด้วยแววตาเหยียดหยามเล็กน้อย ราวกับจะบอกว่า "คำขู่ของแกใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก"
อีธานกำลังจะลงมือ แต่แลนซ์ห้ามเขาไว้
การชกต่อยเขาสักไม่กี่หมัดมันไร้ประโยชน์ เขามีความมั่นใจบางอย่าง ประสบการณ์บอกเขาว่าวัยรุ่นพวกนี้จะไม่ฆ่าเขา และเขาก็รู้ชื่อของวัยรุ่นพวกนี้ด้วย เดี๋ยวค่อยกลับมาแก้แค้นคืนก็ได้
เมื่อมีความมั่นใจเช่นนี้ เขาก็ไม่หวาดกลัวเลยสักนิด และไม่ยอมรับคำขู่ เพราะเขามีความคิดที่ว่า "วันนี้ฉันได้รับบาดเจ็บหนักเท่าไร วันหน้าฉันจะแก้แค้นคืนให้โหดเหี้ยมกว่าเดิมหลายเท่า" เป็นแรงขับเคลื่อนความกล้าของเขา
ดังนั้นต่อให้คุณตีเขา หรือกระทั่งหักขาเขา เขาก็ยังทนได้
นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสมาชิกแก๊งกับพวกเอ็นนิโอและวัยรุ่นคนอื่นๆ
แลนซ์หยิบมีดพับออกมา โดยที่ลูกน้องยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็แทงเข้าที่ก้นของลูกน้องคนนั้นไปหนึ่งที มีดเล่มนี้ทำเอาลูกน้องเริ่มขวัญเสียขึ้นมาจริงๆ แล้ว
พอเขาจะอ้าปากร้อง แลนซ์ก็ชกเข้าที่แก้มเขาทีหนึ่งจนเสียงร้องโหยหวนกลายเป็นเสียงอู้อี้ฟังไม่ออก
"ลองทายดูซิว่าคราวหน้าฉันจะแทงโดนเส้นเลือดใหญ่แกไหม?"
เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า "นี่เป็นปัญหาของฉันกับเคนต์ ถ้าแกยังขืนเสนอหน้าเข้ามายุ่ง ทะเลสาบนางฟ้าจะร้องไห้เพื่อแกแน่!"
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้แลนซ์ใช้ความตายมาขู่เขา เขาอาจจะรู้สึกเพียงว่า... มันก็แค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่ง
แต่ตอนนี้ เขาเริ่มกลัวแล้ว
"ผม..."
แลนซ์เปิดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นปืนที่อยู่ด้านใน "หลังจากวันนี้ เมืองจินกั่งจะไม่มีคนชื่อเคนต์อีกต่อไป ความอดทนของฉันมีขีดจำกัดนะเพื่อน"
เขาหันไปมองมอริสข้างกาย "ไปเก็บของที่มันโยนทิ้งมาซะ"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน ดึงแขนลูกน้องคนนั้นให้ลุกขึ้นตาม พร้อมกับช่วยปัดฝุ่นตามตัวให้อย่างเป็นมิตร "อย่าทำให้ฉันผิดหวังนะเพื่อน"
ลูกน้องนิ่งเงียบ แต่การนิ่งเงียบในตอนนี้กับก่อนหน้านี้นั้นมันเป็นคนละเรื่องกันเลย
แลนซ์รับถุงอาหารมาจากมอริสแล้วถือไว้เอง "ฉันจะไปกับแก อย่ามาเล่นตุกติก"
เขาผลักลูกน้องไปข้างหน้า "ฉันจะบอกคนอื่นว่าฉันบังคับแก แกเป็นผู้บริสุทธิ์"
ลูกน้องในตอนนี้ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ "พี่ชายของเคนต์เป็นหัวหน้าหน่วยระดับสูงในแก๊งคามิลล์ แกแน่ใจนะว่าจะทำแบบนี้จริงๆ?"
แลนซ์ส่ายหัว "นั่นมันเรื่องของอนาคต ตอนนี้ฉันจะจัดการมัน และฉันไม่อยากพูดซ้ำสอง!"
มีคนอยู่ด้วยมากมายขนาดนี้ ถ้าตอนนี้เขายอมถอย เขาก็คงต้องซื้อตั๋วเรือกลับจักรวรรดิไปได้เลย
เขาไม่อยากกลับจักรวรรดิ
ลูกน้องไม่ดื้อรั้นต่อ ในเมื่อมาเจอเข้ากับไอ้บ้าเสียสติเข้าให้แล้ว จะทำยังไงได้ล่ะ?
เขาเดินกะเผลกๆ นำหน้าไป ความเจ็บปวดทำให้เขาหวาดกลัว และมันกำลังเปลี่ยนอารมณ์ของเขาไปทีละน้อย
บนท้องถนนมีคนมุงดูอยู่บ้าง เมื่อเห็นพวกเขากลับมา "คืนดี" กันแล้ว และมีวัยรุ่นบางคนเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ พวกเขาใช้นิ้วสองนิ้วชี้ที่ตาตนเองแล้วชี้ไปทางพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อเป็นการเตือนว่าคนเหล่านี้จดจำหน้าตาของพวกเขาไว้หมดแล้ว คนเหล่านั้นต่างก็รู้ความรีบแยกย้ายกันไปทันที
การมายืนดูความขัดแย้งของพวกแก๊งมาเฟียไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลย ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีอาจจะถูกฆ่าปิดปากในฐานะ "พยาน" ก็เป็นได้!
ไม่กี่นาทีต่อมา ลูกน้องคนสนิทก็ออกแรงเคาะประตู "ไอ้บ้าเอ๊ย รีบเปิดประตูสิ!"
ข้างในมีเสียงเพื่อนของเขาดังรอดออกมา "เที่ยงนี้กินอะไรวะ?"
"ไก่ทอด หรือขาหมู?"
เขาเปิดประตูออกมาโดยที่ไม่ได้มองด้วยซ้ำ แล้วก็ต้องชะงักไปทันที
เป็นเพราะแก้มของลูกน้องคนสนิทบวมป่องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้จะปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าออกไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีคราบฝุ่นหลงเหลืออยู่มาก และที่สำคัญคือตรงช่วงเอวมีเลือดไหลซึมออกมา
เขายังไม่ทันได้ถามว่า "เกิดอะไรขึ้นกับแกวะ" ปืนกระบอกหนึ่งก็เล็งมาที่เขาเสียก่อน
ชายฉกรรจ์ที่เฝ้าประตูค่อยๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้น "ใจเย็นๆ นะเพื่อน ไม่มีอะไรที่คุยกันไม่ได้หรอก"
ขณะเดียวกันเขาก็ถลึงตาใส่เพื่อนร่วมงานอย่างโกรธจัด ในใจก็ทักทายครอบครัวของเพื่อนรักคนนี้ไปหมดทุกคนแล้วเช่นกัน
ไม่นานนัก เขาก็เห็นกลุ่มคนที่คุ้นหน้าคุ้นตามาปรากฏตัวที่นี่ สีหน้าของเขาพลันดูไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาทันที เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขาคงยังไม่ลืมมันไปตอนนี้หรอก
ในระหว่างที่ตนเองจะซวยกับเจ้านายจะซวย เขาเลือกให้เจ้านายเป็นคนซวยแทน "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผมนะ เมื่อวานผมไม่ได้ลงมือเลยสักนิด!"
แลนซ์เอียงคอเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้พวกเขาเดินลงไปข้างล่าง ลูกน้องทั้งสองคนมองหน้ากัน ในใจพวกเขาไม่อยากลงไปเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อก่อนพวกเขาจะรู้สึกว่าห้องใต้ดินเป็นที่ที่ลึกลับและมีความปลอดภัยสูงมาก แต่ตอนนี้ ไอ้บ้านเคนต์นั่นทำไมต้องมาเลือกเปิดบ่อนในห้องใต้ดินด้วยวะ?
ทำไมมันไม่ไปเปิดบ่อนอยู่กลางลานกว้างๆ เลยล่ะ?
แต่ปากกระบอกปืนสีดำมะเมื่อมที่กำลังสั่นไหวไปมา ทำให้หัวใจของพวกเขาสั่นตามจังหวะของปากกระบอกปืนนั้นไปด้วยอย่างต่อเนื่อง
"ค่อยๆ เดินลงไป ใครวิ่ง ใครพูด ฉันจะยิงไอ้คนนั้นก่อนเลย" น้ำเสียงของแลนซ์ฟังดูนุ่มนวล แต่กลับทำให้พวกเขาขวัญกระเจิง
ทั้งสองคนจำต้องเดินเข้าประตูไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ตามหลังแลนซ์เข้าไปในห้องใต้ดิน
ในตอนนี้เคนต์ยังไม่รู้เลยว่าหายนะกำลังจะมาเยือนในอีกไม่ถึงสิบวินาทีข้างหน้า เขาพรางเกาเท้าแก้คัน พลางคุยเรื่องตลกลามกกับลูกน้องคนอื่นๆ อยู่
เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินลงมา ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้ม "ไอ้เวรเอ๊ย แกควรจะกลับมาตั้งนานแล้ว ฉันหิวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้วเนี่ย!"
"เอามาให้พ่อดูซิ แกซื้ออะไรมาให้ฉันกินบ้าง?"
(จบแล้ว)