- หน้าแรก
- ระบบจักรวรรดิเงา สร้างจักรวรรดิเงาในต่างโลก
- บทที่ 52 - คำนิยามของความสุข
บทที่ 52 - คำนิยามของความสุข
บทที่ 52 - คำนิยามของความสุข
บทที่ 52 - คำนิยามของความสุข
ลมหายใจของเอ็นนิโอหอบถี่ขึ้นเล็กน้อย กระแสเงินที่ไหลสะพัดอยู่บนโต๊ะพนันทำให้เขารู้สึกคันที่ลำคอและลิ้นแห้งผาก
เขาไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต!
พ่อของเขาเป็นชาวจักรวรรดิที่... ปรารถนาอยากจะเป็นคนเหนือคนและพยายามเลียนแบบชาวสหพันธรัฐ พ่อเอาแต่พร่ำสอนลูกของตนให้เคารพกฎหมายของสหพันธรัฐ แทนที่จะสอนให้เขารู้จักไขว่คว้าหาความสุข
ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในช่วงยี่สิบปีนี้ ชีวิตของเอ็นนิโอจึงไม่สวยงามนัก เต็มไปด้วยความยากจนและขัดสน
ทว่าเมื่อเงินจำนวนมากมาปรากฏต่อหน้าเขาในวินาทีนี้ ในชั่วพริบตานั้น เขาก็เข้าใจถึงความยากจน เข้าใจถึงความทุกข์ยาก และเข้าใจถึงแก่นแท้ของความโชคร้ายทั้งปวง นั่นคือ... เงิน!
ใช่แล้ว มีเงินมากก็มีความสุข มีเงินน้อยก็มีความทุกข์ นี่คือสัจธรรมที่เถียงไม่ได้เลย
ถ้าพ่อของเขามีเงิน พ่อก็คงไม่เอาแต่ระบายอารมณ์อยู่ในบ้านด้วยการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และแม่ของเขาก็คงไม่ต้องทิ้งพวกตนไป
ถ้าพ่อของเขามีเงิน เขาก็คงไม่ต้องมาคลุกคลีอยู่กับพวกเด็กจนๆ แถวนี้ เพื่อมานั่งปวดหัวคิดว่าจะไปหาเงินเพิ่มจากไหนในวันพรุ่งนี้ เขาคงจะได้ขับรถเปิดประทุนรุ่นล่าสุดในย่านเบย์แอเรีย แล้วนั่งคุยเรื่องอุดมคติกับพวกสาวสวยๆ ไปแล้ว
เงินทำให้คนมีความสุข และก็ทำให้คนมีความทุกข์เช่นกัน
เงินมากมายขนาดนี้ คงจะทำให้เขามีความสุขมากแน่ๆ
แค่ลองวางเงินห้าเหรียญลงบนโต๊ะ แล้วเสี่ยงโชคดูสักหน่อย เงินห้าเหรียญก็จะกลายเป็นสิบเหรียญทันที
เขามองไปที่มอริส มอริสก็มองกลับมาพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ "นึกถึงพ่อฉันสิ"
พ่อของมอริสคือผีพนัน เป็นผีพนันมาตั้งแต่ตอนอยู่จักรวรรดิแล้ว
การที่ครอบครัวของพวกเขามาถึงสหพันธรัฐได้ ก็สืบเนื่องมาจาก "การเดิมพันครั้งใหญ่" พ่อของเขาเดิมพันว่าเมื่อมาถึงสหพันธรัฐแล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้น และแน่นอนว่าก็เพื่อหลบหนีเจ้าหนี้ด้วย
เขาขายบ้านหลังเดียวที่มีทิ้ง แล้วพาครอบครัวเดินทางมายังสหพันธรัฐพร้อมกัน
แต่ชีวิตในสหพันธรัฐกลับไม่สวยงามนัก เขาไม่มีงานทำ และหางานที่เหมาะสมไม่ได้ วิธีเดียวที่จะหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้ก็คือ การเป็นแมงดาหาแขกให้เมียตัวเอง
ในช่วงแรกก็ได้ครั้งละเจ็ดแปดเหรียญ ต่อมาก็เหลือห้าเหรียญ และตอนนี้ขอเพียงแค่สามเหรียญก็จัดไปได้หนึ่งยกแล้ว
ผู้ชายบนถนนเส้นนี้อย่างน้อยหนึ่งในสามต่างก็เคยไปที่บ้านของมอริส และเคยสัมผัสกับเส้นทางเล็กๆ สายเดียวกับที่มอริสใช้ลืมตาดูโลกมาแล้ว
แรกๆ เขาก็เคียดแค้น แต่ตอนนี้... มันชาชินไปแล้ว
พ่อของเขามักจะคิดว่าบนโต๊ะพนันจะสามารถเอาสิ่งที่เสียไปกลับคืนมาได้ แต่ผลลัพธ์กลับมีแต่จะยิ่งเสียมากขึ้นไปอีก
เอ็นนิโอรู้จักชายที่น่าสงสารและน่ารังเกียจคนนั้นดี มือที่กำธนบัตรอยู่เริ่มคลายความเคร่งเครียดลง มอริสยอมปล่อยมือแล้วมองดูเอ็นนิโอเก็บเงินกลับเข้ากระเป๋า
"พวกเรามาที่นี่เพื่อหาเงิน ไม่ใช่เอาเงินมาทิ้ง ฉันอยู่ที่นี่มาหลายปี ไม่เคยเห็นใครชนะได้จริงๆ เลย ทุกคนต่างก็เสียเงินกันทั้งนั้น!"
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น ผีพนันคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะพนัน ท่ามกลางเสียงตะโกนเชียร์ของคนรอบข้าง เขาสั่งเรียกไพ่เพิ่มจากเจ้ามืออีกหนึ่งใบ สิบสองแต้ม... เป็นแต้มที่น่าลำบากใจมาก
ไพ่หนึ่งสำรับมีห้าสิบสองใบ มีไพ่ "สิบแต้ม" เพียงสิบหกใบ (ตั้งแต่ 10 ขึ้นไปนับเป็นสิบแต้มทั้งหมด)
บนหน้าโต๊ะตอนนี้มีไพ่ปรากฏอยู่สิบสี่ใบ เห็นเป็นไพ่สิบแต้มไปแล้วห้าใบ พูดง่ายๆ ก็คือในไพ่ที่เหลืออีกสามสิบแปดใบ มีไพ่สิบแต้มเพียงสิบเอ็ดใบเท่านั้น โอกาสที่จะหยิบได้สิบแต้มมีเพียงแค่ร้อยละยี่สิบแปด
แน่นอนว่าผีพนันไม่มานั่งคำนวณอะไรพวกนี้หรอก ถ้าเขารู้จักคำนวณ ตอนนี้เขาก็คงไม่ได้มานั่งข้างโต๊ะพนันแบบนี้ แต่คงได้นั่งอยู่ในห้องทำงานของบริษัทบางแห่งไปแล้ว
ทว่าเขาก็รู้ว่าไพ่สิบแต้มมีจำนวนจำกัด ตามลำดับการแจกไพ่ เขามีโอกาสสูงที่จะได้แต้มที่ไม่ใช่สิบแต้ม เขาจึงเลือกเรียกไพ่
เจ้ามือหงายไพ่สิบแต้มส่งให้เขา "แต้มเกินแล้ว พี่ชาย" พร้อมกับรวบทั้งไพ่และเงินเดิมพันตรงหน้าเขาไป ท่ามกลางสายตาที่ยังไม่อยากจะเชื่อของเขา
จู่ๆ ใครบางคนในกลุ่มคนด้านหลังก็ฟาดมือใส่หัวเขาหนึ่งปั้บ "ไอ้เวรเอ๊ย ไอ้โง่"
เขารีบลุกขึ้นหันไปมองกลุ่มคนข้างหลังที่ต่างทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เขาแบมือออกอย่างบริสุทธิ์ใจ "ก็พวกแกเองไม่ใช่เหรอที่บอกให้ฉันเรียกไพ่ต่อ!"
ไม่รู้ว่าใครในฝูงชนตะโกนสวนมาว่า "ถ้าเขาบอกให้แกไปกินขี้ แกจะไปไหมล่ะ"
ผีพนันสบถออกมาสองสามคำ ล้วงกระเป๋าแล้วพบว่าไม่มีเงินเหลืออีกแล้ว จึงจำต้องหลีกทางให้คนอื่น
คนอีกไม่กี่คนต่างพากันแย่งชิงตำแหน่งนั้น พร้อมกับกล่าวทักทายถึงครอบครัวของกันและกันอย่างสนิทสนม
มอริสเอียงคอเล็กน้อย เอ็นนิโอรู้ความหมายของเขาทันที จึงรีบตามออกไป
"เสียหมดตัวแล้วเหรอ?" เขาถาม
ชายคนที่เพิ่งเสียเงินและเพิ่งโดนฟาดหัวมาหยกๆ กลอกตาใส่ "ทำไมล่ะ แกอยากจะให้เงินฉันหรือไง?"
เอ็นนิโอพยักหน้า "ฉันให้แกกู้ได้"
สำหรับพวกผีพนันแล้ว ขอเพียงมีคนยอมให้เงิน ไม่ว่าจะต้องขายก้น เป็นแมงดาหาแขกให้เมีย หรือต้องกู้เงินนอกระบบ พวกเขาก็ยอมรับได้ทั้งนั้น
เพราะในวินาทีนี้ พวกเขาเชื่อมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนว่า ตนเองจะสามารถเอาสิ่งที่เพิ่งเสียไปกลับคืนมาจากโต๊ะพนันได้ และยังจะชนะเงินก้อนโตกลับมาได้อีกด้วย
"แกเป็นคนของบ่อนเหรอ?"
"ฉันไม่เคยเห็นหน้าแกมาก่อนเลย"
เอ็นนิโอส่งบุหรี่ให้เขาหนึ่งมวน เป็นบุหรี่แบบซองเล็ก ผีพนันผิวปากหวีดหวิวออกมา "แล้วพวกแกจะคิดดอกเบี้ยเท่าไรล่ะ?"
เขาคิดว่าเอ็นนิโอเป็นคนของบ่อน เพราะบ่อนนอกจากจะจัดให้มีการเล่นพนันแล้ว ยังมีการปล่อยเงินกู้นอกระบบพ่วงไปด้วย
มักจะมีพวกคนโง่ที่รอไม่ไหวอยากจะเอาทุนคืน ในตอนนั้นพวกเขาไม่สนใจหรอกว่าดอกเบี้ยที่คุณบอกจะเป็นรายปี รายเดือน หรือรายวัน
เขารู้สึกว่าถ้าเมื่อกี้เขาเรียกไพ่ เจ้ามือก็คงจะแต้มเกินแน่ๆ เพราะแต้มของคนอื่นก็ไม่น้อยเลย
ขอเพียงโอกาสให้เขาอีกครั้ง เขาต้องเอาคืนมาได้แน่
"แกมีบัตรพำนักถาวรไหม?"
ผีพนันจุดบุหรี่ สูดควันเข้าปอด แล้วถามอย่างไม่ใส่ใจ "เดี๋ยวนี้พวกแกยังตรวจเรื่องนี้กันด้วยเหรอ?"
เอ็นนิโอพยักหน้า "ถ้ามีบัตรทำงานมันจะง่ายกว่า"
เขาไม่ได้พูดจนปิดตายทางเลือก
ผีพนันส่ายหัว "แน่นอน แกให้กู้ได้เท่าไรล่ะ?"
"ไม่เกินหนึ่งร้อยเหรียญก็ได้ทั้งนั้น"
ผีพนันชะงักไปเล็กน้อย จริงๆ แล้วทางบ่อนไม่ค่อยอยากให้กู้เยอะ เพราะพวกเขาแค่บริหารบ่อน การปล่อยกู้นอกระบบเป็นเพียงงานรองที่ทำพ่วงไป และส่วนใหญ่ก็แค่ยี่สิบสามสิบเหรียญเท่านั้น
คนที่มาเล่นพนันที่นี่ต่างก็เป็นคนในละแวกถนนเส้นนี้ ทุกคนรู้จักกันดี รู้หัวนอนปลายเท้ากันหมด ว่าใครจะกู้ได้เท่าไรทุกคนต่างก็มีตัวเลขอยู่ในใจ และก็ไม่ต้องกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีไป แต่ถึงอย่างนั้นก็จะไม่ให้กู้เยอะ
เขาไม่เคยได้ยินว่าเดี๋ยวนี้บ่อนให้กู้ถึงหนึ่งร้อยเหรียญ เขาเคยเคยกู้ครั้งหนึ่ง ให้เขาแค่ยี่สิบ ดอกเบี้ยวันละหนึ่งเหรียญ เขาจึงรีบคืนเงินไปอย่างรวดเร็ว
"แล้วดอกเบี้ยล่ะ?"
"ไม่เกินสามสิบ"
"ต่อสัปดาห์เหรอ?"
เอ็นนิโอถึงกับอึ้ง "ต่อเดือน!"
ผีพนันที่เดิมทีตั้งใจว่าสูบบุหรี่มวนนี้หมดก็จะไป เริ่มเกิดความสนใจขึ้นมาทันที "แล้วถ้าฉันไม่มีเงินคืนล่ะ..."
"แกต้องมอบบัตรทำงานให้พวกเราใช้สักระยะหนึ่ง"
สำหรับคนระดับล่าง พวกเขารู้ดียิ่งกว่าชนชั้นกลางหรือแม้แต่คนชั้นสูงเสียอีกว่า บัตรทำงานในสหพันธรัฐหมายถึงอะไร และรู้ดียิ่งกว่าว่าสิ่งนี้มีตลาดรองรับในกลุ่มผู้อพยพผิดกฎหมายใหญ่ขนาดไหน
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "จะให้เงินยังไง ต้องเซ็นสัญญาไหม?"
เอ็นนิโออธิบายคร่าวๆ จากนั้นก็ส่งสัญญาณทักทายมอริส แล้วพาผีพนันคนนั้นออกไป
ชายฉกรรจ์ที่เฝ้าประตูเห็นทั้งสองคนเดินออกไปพร้อมกันก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาดูออกว่าเอ็นนิโอก็เป็นชาวจักรวรรดิเหมือนกัน และสถานีตำรวจก็คงไม่ใช้ชาวจักรวรรดิที่ยังเด็กขนาดนี้มาเป็นสาย ต่อให้พวกเขาจะหาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้เลยก็ตาม
เอ็นนิโอโทรศัพท์ออกไปครู่เดียว แลนซ์ก็ขับรถนำสัญญามาให้ถึงที่ เขาเหลือบมองผีพนันคนนั้น "เขาบอกรายละเอียดคุณแล้วใช่ไหม?"
ผีพนันยิ้มประจบประแจง "ใช่ครับ ใช้บัตรทำงานเป็นสิ่งค้ำประกัน แล้วพวกคุณจะออกเช็คให้ผม"
เขาหยิบสัญญาออกมา ในนั้นระบุเพียงว่าผีพนันเป็นหนี้เขาหนึ่งร้อยเหรียญ ต้องคืนเดือนละสามสิบแปดเหรียญ ติดต่อกันเป็นเวลาครึ่งปี หากคืนไม่ได้ บัตรทำงานของเขาจะถูกยึดไปใช้อย่างน้อยเก้าเดือน หรืออาจถึงหนึ่งปี
เนื่องจากแลนซ์กำลังจะเปิดบริษัทจัดหางาน ดังนั้นตอนนี้ในสัญญาระยะเวลาการใช้บัตรทำงานจึงเพิ่มขึ้นจากหกเดือนเป็นเก้าเดือน
เมื่อมองดูสัญญาฉบับนี้ ผีพนันแอบลังเลอยู่บ้าง ดอกเบี้ยสูงจริงๆ นั่นแหละ แต่เงินเดือนละสามสิบแปดเหรียญเขาก็ใช่ว่าจะคืนไม่ไหว
งานประจำของเขามีเงินเดือนสามสิบห้าเหรียญห้าสิบเซนต์ แล้วเขายังรับจ๊อบงานนอกเวลาด้วยการให้คนอื่นเช่าสิทธิ์ทำงานไปอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีรายได้เสริมอีกเดือนละสิบเจ็ดเหรียญ
รวมแล้วก็คือห้าสิบสองเหรียญห้าสิบเซนต์ ซึ่งสูงกว่ารายได้เฉลี่ยของชาวสหพันธรัฐทั่วไปเสียอีก แบ่งมาจ่ายสามสิบแปด เขาก็ยังเหลืออีกสิบห้าเหรียญ แม้ชีวิตจะลำบากหน่อย แต่ก็ยังพออยู่ได้
และที่สำคัญ... เมื่อมีเงินร้อยเหรียญนี้ เขามั่นใจว่าจะสามารถชนะได้เงินสองร้อยเหรียญกลับมา!
ไม่นานนัก เขาก็เซ็นชื่อตนเองลงในสัญญาตามที่แลนซ์กำหนด พร้อมกับคัดลอกข้อตกลงยกเว้นความรับผิดชอบ และส่งมอบเอกสารที่ควรส่งมอบทั้งหมด
แลนซ์หยิบธนบัตรใบละห้าเหรียญจำนวนยี่สิบใบออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ ผีพนันเดินบ่นพึมพำมุ่งหน้ากลับไปยังบ่อน เขาตั้งใจจะถล่มโต๊ะพนันเพื่อเอาสิ่งที่เสียไปกลับคืนมาให้หมด
เมื่อเห็นว่าผีพนันเดินไปไกลแล้ว เขาจึงหยิบเงินหกเหรียญห้าสิบเซนต์ออกมา เป็นธนบัตรใบละห้าเหรียญหนึ่งใบ ใบละหนึ่งเหรียญหนึ่งใบ และเหรียญยี่สิบห้าเซนต์อีกสองเหรียญ ยื่นให้เอ็นนิโอ "ค่าคอมมิชชันของแก"
ได้มาอีกหกเหรียญห้าสิบเซนต์ หัวใจของเอ็นนิโอเริ่มเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เขากล่าวออกมาจากใจว่า "ขอบคุณครับ!"
แลนซ์ตบที่ไหล่ของเขา "ผลประโยชน์ร่วมกัน ทางแกธุรกิจดูไปได้สวย ฉันจะลองพิจารณาดูว่าจะเปิดบริษัทแถวนี้เพิ่มอีกสักแห่งดีไหม ถึงตอนนั้นการจัดการจะได้ง่ายขึ้นหน่อย"
"ถ้าเป็นจริงได้ก็วิเศษเลยครับ!" เอ็นนิโอเก็บเงินเข้ากระเป๋าอย่างระมัดระวัง "ผมขอตัวกลับเข้าไปก่อนนะครับ ช่วงนี้อาจจะต้องรบกวนให้คุณแวะมาแถวนี้บ่อยหน่อย"
"ไม่รบกวนเลยสักนิด ฉันกระทั่งอยากให้แกมารบกวนฉันบ่อยๆ ด้วยซ้ำ เพราะมีแค่ทางนี้เท่านั้นที่พวกเราทุกคนจะทำเงินได้" เขาหยิบบุหรี่สองซองออกมาจากรถแล้วยื่นให้เอ็นนิโอ "มีเรื่องอะไรก็โทรหาฉันนะ ช่วงนี้ฉันมักจะอยู่ที่บริษัทตลอด"
เขากำบุหรี่สองซองและเงินหกเหรียญห้าสิบเซนต์ที่เพิ่งได้มาใหม่ไว้แน่น เอ็นนิโอรู้สึกว่าตนเองขยับเข้าใกล้ความสุขไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว
แลนซ์มองส่งเอ็นนิโอเดินจากไป แล้วรีบขับรถกลับไปยังบริษัท ในบริษัทมีคนอยู่เพียงสองสามคนกำลังพักผ่อน ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็ออกไปหาลูกค้ากันหมด
ธุรกิจในละแวกนี้ทำได้ค่อนข้างง่าย แค่พาลูกค้ามาที่นี่ก็ได้แล้ว แต่ธุรกิจที่อยู่ไกลออกไปทำได้ค่อนข้างลำบาก ดูท่าทางเรื่องที่จะให้คนอื่นหัดขับรถคงต้องถูกบรรจุลงในแผนงานได้แล้ว
จะให้เขาคอยวิ่งรอกอยู่คนเดียวไม่ได้ตลอด หรือไม่ก็ต้องเช่าบ้านหลังเล็กๆ ในที่อื่นๆ ไว้สักสองห้องก็พอ แต่นั่นก็ต้องจัดสรรคนไปดูแล
(จบแล้ว)