เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 - การสวมรอย

บทที่ 36 - การสวมรอย

บทที่ 36 - การสวมรอย


บทที่ 36 - การสวมรอย

คุณไวท์เป็นหนึ่งในชายวัยกลางคนชาวสหพันธรัฐที่มีบุคลิกค่อนข้างอมทุกข์

ผิวของเขาขาวซีดจนเห็นถุงใต้ตาและรอยคล้ำรอบดวงตาได้อย่างชัดเจน ผมสีน้ำตาลทองยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวที่ซักจนเริ่มกลายเป็นสีเหลือง

ท่อนล่างสวมกางเกงสีฟ้าอ่อนที่มีรอยปะชุนอยู่ตามขอบและมุมกางเกง

ส่วนภรรยาของเขา คุณนายไวท์ ดูเหมือนกำลังเจ็บป่วยและมีความ... อาจจะเรียกว่าขี้ขลาด หรือไม่ก็กระวนกระวายใจ เธอไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองแลนซ์หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายที่อยู่ข้างเขาเลย ได้แต่ก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา

แม้ในตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนถามคำถามบางอย่าง ก็เป็นคุณไวท์ที่เป็นคนตอบเสียส่วนใหญ่

"สุภาพบุรุษท่านนี้บอกว่าเขามีความทรงจำลางๆ ว่าตนเองพลัดหลงหายไปตอนอายุประมาณห้าหกขวบ มีคนพาเขาขึ้นรถม้าแล้วเอาฟางทับตัวเขาไว้"

"เขาถูกขายให้กับครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง และต้องทำงานให้ครอบครัวนั้นฟรีๆ"

"เมื่อเร็วๆ นี้พ่อบุญธรรมของเขาล้มป่วยเสียชีวิต เขาจึงหวังว่าจะได้พบพ่อแม่ที่แท้จริง ผมประทับใจในความมุ่งมั่นที่อยากจะกลับบ้านของเขา จึงได้ลองตรวจสอบแฟ้มคดีคนหายในเมืองจินกั่งช่วงเวลานั้นดู"

"ซึ่งก็มีข้อมูลการแจ้งความของพวกคุณอยู่ ผมเลยลองเปรียบเทียบรูปร่างหน้าตาของ... พวกคุณดู พบว่ามีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง"

คุณไวท์หรี่ตาที่ดูเหมือนจะลืมไม่ขึ้นคู่นั้นมองสำรวจแลนซ์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพยักหน้า "ใช่ ดูแล้วมีความคล้ายกับผมตอนหนุ่มๆ อยู่ไม่กี่ส่วน แต่นั่นก็ยืนยันไม่ได้หรอกว่าเขาคือสตีเวนจริงๆ"

"และ... ในฐานะพ่อ ถึงผมไม่อยากจะยอมรับ แต่ผมเชื่อว่าลูกของผมคงจะเสียชีวิตไปนานแล้ว"

เมื่อพูดถึงเรื่องที่ลูกตัวเองเสียชีวิต คุณไวท์ไม่ได้แสดงความโศกเศร้าออกมามากนัก อาจเป็นเพราะความเศร้าเหล่านั้นถูกเติมเต็มด้วยความโศกเศร้าครั้งแล้วครั้งเล่าในอดีตจนชาชินไปแล้ว

เขาพูดสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นความจริงออกมาอย่างสงบนิ่ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนไม่อยากฟังเรื่องแบบนั้น

"คุณไวท์ครับ ผมรู้ว่าการที่มีสมาชิกครอบครัวโผล่มาอย่างกะทันหันอาจจะทำให้คุณทำใจลำบากไปบ้าง แต่ที่ผมต้องบอกก็คือ เด็กคนนี้ได้รับมรดกเป็นเงินก้อนหนึ่งจากพ่อบุญธรรมของเขา..."

คำพูดนี้ทำให้คุณนายไวท์เงยหน้าขึ้นมองแลนซ์ทันที ใบหน้าของเธอค่อนข้างธรรมดาแต่ซีดเซียวมาก

หลังจากมองอยู่สามสี่วินาที เธอก็กลับไปก้มหน้าตามเดิม

สีหน้าของคุณไวท์เองก็มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย "ขออภัย ผมขอกถามหน่อยได้ไหม... คุณได้รับมรดกจากพ่อบุญธรรมมาเท่าไหร่?"

"สองร้อยบาท"

หากจะถามว่าเงินสองร้อยบาทนั้นมากมายแค่ไหน ก็อาจจะไม่แน่ เพราะหากคำนวณจากรายได้ปกติ คนทั่วไปจะมีรายได้จริงประมาณสามสิบห้าถึงสี่สิบยี่สิบบาทต่อเดือน เงินสองร้อยบาทจึงเท่ากับรายได้ครึ่งปีของพวกเขา

แต่หากต้องคำนึงว่าพวกเขาต้องเสียภาษี และหักค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั้งหมดออกไปแล้ว การจะเหลือเงินเก็บสักเดือนละสิบบาทก็นับว่าเป็นหลักฐานของการดิ้นรนใช้ชีวิตอย่างหนักแล้ว

สองร้อยบาท เท่ากับเงินเก็บยี่สิบเดือน หรือเกือบสองปีเต็ม

เงินก้อนนี้สำหรับคนรวยอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย แต่สำหรับครอบครัวที่ยากจน มันสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก

"ผมขอคุยกับคุณไวท์เป็นการส่วนตัวหน่อยครับ" แลนซ์เสนอคำขอขึ้นมาเอง คุณไวท์นิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วจึงตกลง

ทั้งคู่เดินไปที่ด้านข้างของตัวบ้าน นี่เป็นบ้านเดี่ยวที่มีสวนรูปตัว 【C】 ล้อมรอบ ทั้งหน้าบ้าน ข้างบ้าน และหลังบ้าน

ในสวนหลังบ้านปลูกไม้พุ่มเตี้ยที่ดูเขียวชอุ่ม และมีดอกไม้สีชมพูแดงเล็กๆ แลนซ์ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ จึงไม่รู้ว่าเป็นดอกไม้ชนิดใด

แต่สวนดูสะอาดสะอ้านมาก ไม่มีใบไม้ร่วงหล่น บ่งบอกว่าพวกเขาดูแลจัดการเป็นอย่างดี

ที่สวนข้างบ้านมีชิงช้าตัวหนึ่ง ดูแล้วค่อนข้างเก่าแก่ แม้เขาจะไม่ได้ลองไปนั่ง แต่ก็จินตนาการได้ว่าเมื่อมีคนไปนั่งแกว่ง ชิ้นส่วนโลหะที่ขึ้นสนิมเหล่านั้นคงจะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากการเสียดสีแน่นอน

ทว่าเนื่องจากที่นี่อยู่เขตชานเมือง ดังนั้นต่อให้เป็นบ้านเดี่ยวพร้อมสวนสวย แต่มันก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรนัก

"คุณคงดูออกว่าผมเป็นคนจากจักรวรรดิ" แลนซ์พูดถึงจุดประสงค์ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา นี่คือการทำธุรกิจ และมันก็ควรจะเป็นเพียงการทำธุรกิจเท่านั้น

คุณไวท์พยักหน้า "ใช่ เพราะงั้นผมถึงรู้ว่าคุณไม่ใช่สตีเวน เขาไม่ใช่คนจักรวรรดิ"

แลนซ์หยิบบุหรี่กล่องที่มีก้นกรองออกมาหนึ่งกล่อง ในสหพันธรัฐตอนนี้บุหรี่ส่วนใหญ่ยังไม่มีก้นกรอง

บริษัทบุหรี่ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าบุหรี่เป็นสาเหตุหลักของโรคปอด และพยายามหา "พยานบุคคล" จากหลากหลายอาชีพ คนเหล่านี้เป็นโรคปอดรุนแรงทั้งที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย

นั่นทำให้พวกเขาโต้แย้งทัศนะขององค์กรทางการแพทย์บางแห่งที่ระบุว่า "การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักของโรคปอด" ได้สำเร็จ แน่นอนว่าเพื่อลดความกังวลของผู้คน พวกเขาจึงเริ่มใส่ก้นกรองลงในบุหรี่

ก้นกรองในสมัยนี้ยังคงเรียบง่ายมาก หรืออาจจะเรียกได้ว่าไม่มีประโยชน์เลยด้วยซ้ำ ข้างในเป็นเพียงสำลีที่อัดกันจนแน่น ทำให้สูบได้ลำบากขึ้นบ้าง

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อผู้คนสูบเสร็จแล้วดึงสำลีออกมาดู พวกเขาจะรู้สึกว่าไอ้สิ่งนี้มันช่างได้ผลดีจริงๆ

บุหรี่ที่มีก้นกรองจึงมีราคาสูงกว่าบุหรี่ทั่วไปมาก

"รับสักมวนไหมครับ?" แลนซ์ยื่นให้มวนหนึ่ง คุณไวท์มองบุหรี่ในมือเขาและนิ่งคิดอยู่ไม่กี่วินาที สุดท้ายก็รับไป

แลนซ์หยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดไฟให้เขา เขาพังเกตเห็นว่าตอนที่คุณไวท์สูบบุหรี่ มือที่คีบบุหรี่อยู่นั้นมีการสั่นไหวเล็กน้อย

"ก็ไม่ต่างจากที่เรามวนกันเองเท่าไหร่" เขาออกความเห็น "รสชาติค่อนข้างจืด"

แลนซ์ยิ้มไม่ได้พูดอะไร "เมื่อกี้เราพูดถึงเรื่องที่ผมเป็นคนจักรวรรดิ ส่วนสตีเวนลูกชายคุณเป็นคนสหพันธรัฐ"

คุณไวท์พยักหน้า "ใช่"

"ตอนนี้ผมไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่สามารถจดทะเบียนบริษัทหรือทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำ ซึ่งต้องอาศัยสถานะที่ถูกต้องถึงจะทำได้"

"คุณไวท์ครับ สำหรับสิ่งที่สตีเวนต้องเผชิญ ผมรู้สึกเสียใจและเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป และเราเองก็ต้องมองไปข้างหน้า"

คุณไวท์ยกมือขึ้น "พูดสิ่งที่อยากจะพูดมาตรงๆ เถอะ สมองผมไม่ค่อยดี บางครั้งตามวิธีสื่อสารของพวก... คนรวยแบบคุณไม่ทันหรอก" เขาทำมือประกอบท่าทางประกอบคำว่าคนรวย

แลนซ์ไม่ได้โกรธ ยิ้มพลางกล่าวว่า "ผมต้องการขอยืมสถานะของสตีเวนเพื่อจดทะเบียนสถานะพลเมืองสหพันธรัฐที่ถูกต้องครับ"

คุณไวท์สูบบุหรี่ไปคำใหญ่ เขาเริ่มจะคุ้นชินกับเรื่องนี้แล้ว หลังจากคิดครู่หนึ่งจึงพูดว่า "ค่าตอบแทนคือสองร้อยบาท"

แลนซ์เกรงว่าเขาจะยังมีอะไรต้องพิจารณาอีก จึงเสริมว่า "อย่างมากแค่สองปี หลังจากนั้นผมจะละทิ้งสถานะของสตีเวน โดยอ้างว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ข้อมูลสถานะของสตีเวนยังคงเป็นของเขาต่อไป ส่วนผมก็ได้ในสิ่งที่ผมต้องการ"

ยืนยันก่อนว่าตนเองเป็นคนสหพันธรัฐ ส่วนตนเองเป็นใครจริงๆ นั้น หากแลนซ์ไม่อยากรู้ ตำรวจก็ไม่อยากรู้เหมือนกัน

คุณไวท์สูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ขณะเดียวกันมือที่เคยสั่นเทาเล็กน้อยก็เริ่มมั่นคงขึ้น "สี่ร้อยบาท"

แลนซ์ส่ายหัว "คุณเบรดเดนหาครอบครัวที่เข้าข่ายเงื่อนไขอายุได้มากกว่าเจ็ดสิบครอบครัว ต้องมีใครสักคนสนใจเงินสองร้อยบาทแน่นอน จริงไหมครับ?"

คุณไวท์ยังพยายามจะต่อรองอีกเล็กน้อย "ภรรยาผมป่วย ลูกสาวผมก็ต้องใช้เงิน"

"เพิ่มให้คุณอีกยี่สิบบาท"

คุณไวท์สูบบุหรี่คำสุดท้ายแล้วโยนก้นบุหรี่ลงบนพื้น จากนั้นก็จับมือกับแลนซ์อย่างแรง "ตกลง!"

มือของเขาหยาบกร้านมาก คงเป็นคนที่ทำงานหนักในไร่นาอยู่เป็นประจำ

"เราไปคุยกับคุณเบรดเดนกันเถอะครับ แล้วก็อาจจะมีขั้นตอนบางอย่างที่ต้องการให้คุณไปที่สถานีตำรวจกับผมด้วย มีปัญหาอะไรไหมครับ?"

สีหน้าของคุณไวท์ดูผ่อนคลายลงมาก "เพื่อเงินสองร้อยยี่สิบบาท ผมว่าผมไม่มีปัญหาหรอก!"

ทั้งคู่เดินกลับไปที่สวนหน้าบ้าน จากใบหน้าของแลนซ์ดูออกว่าเรื่องนี้เจรจาสำเร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนจึงรู้สึกดีใจยิ่งนัก ทั้งคู่สื่อสารกันสั้นๆ ทางสายตา จากนั้นเขาก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง

"คุณไวท์ครับ คุณต้องไปลงทะเบียนที่สถานีย่อยกับผม แล้วก็ไปยืนยันบันทึกการแจ้งความครั้งเก่า เซ็นชื่อสองสามแห่ง แล้วทุกอย่างก็จะเรียบร้อย"

"ผมไม่มีปัญหาครับ"

"ผมก็เหมือนกัน"

ตลอดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนเหยียบคันเร่งจนมิด ใช้เวลาเพียงสั้นที่สุดมาถึงสถานีตำรวจ เขาเตรียมบันทึกการแจ้งความของคู่สามีภรรยาไวท์ในตอนนั้นไว้พร้อมแล้ว จากนั้นก็กรอกแบบฟอร์มถอนแจ้งความ

ในความเป็นจริงไม่มีใครมาสนใจเรื่องพรรค์นี้หรอก ตามคำพูดของเจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดน ใครจะไปสนล่ะว่าบันทึกการแจ้งความของพวกคนชั้นล่างในอดีตจะถูกถอนหรือจะปิดคดีไปแล้วหรือยัง

แต่แลนซ์ใส่ใจ และแลนซ์บอกเขาว่า ประสบการณ์ของลูกค้านั้นสำคัญมาก เขาจึงจดจำไว้ในใจ

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น คุณไวท์ก็รับเงินสองร้อยยี่สิบบาทไปแล้วจากไป เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนบอกแลนซ์ว่า อย่างช้าไม่เกินหนึ่งเดือน เขาจะได้รับข้อมูลตัวตนของเขา ทั้งเลขประกันสังคมและข้อมูลอื่นๆ

แต่หลังจากแลนซ์ยัดเงินให้อีกห้าสิบบาท เวลานั้นก็ถูกย่นลงมาเหลือเพียงภายในหนึ่งสัปดาห์!

"แลนซ์ ถ้าเป็นคนที่นายแนะนำมา ฉันจะเก็บค่าธรรมเนียมพวกเขาแค่ครึ่งเดียว ถือเป็นคำขอบคุณจากฉัน!"

ขอบคุณพ่องสิ!

แน่นอนว่าคำพูดนี้แลนซ์ไม่ได้พูดออกมา เขาจับมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดน "คุณช่วยแก้ปัญหายุ่งยากให้ท่านประธานาธิบดีได้มากเลยล่ะครับ!"

เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่า "หวังว่าเขาจะไม่ส่งฉันเข้าคุกเพราะเรื่องนี้ก็แล้วกัน!"

"เอาละ ผมยังมีธุระอื่นต้องทำ เจอเรื่องยุ่งยากในเขตตรวจของผมเมื่อไหร่ก็โทรแจ้งวิทยุได้ตลอด ผมจะไปถึงทันที!"

เมื่อออกมาจากสถานีย่อย แลนซ์สูดลมหายใจเข้าลึก ท้องฟ้าที่มีเมฆเพียงน้อยนิดค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ เหมือนกับอารมณ์ของผู้คนในตอนนี้

เฉื่อยชา สงบ และไม่มีระลอกคลื่นใดๆ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 36 - การสวมรอย

คัดลอกลิงก์แล้ว