- หน้าแรก
- ระบบจักรวรรดิเงา สร้างจักรวรรดิเงาในต่างโลก
- บทที่ 34 - คุณทำได้ยังไง?
บทที่ 34 - คุณทำได้ยังไง?
บทที่ 34 - คุณทำได้ยังไง?
บทที่ 34 - คุณทำได้ยังไง?
ครอบครัวที่มีลูกหายงั้นเหรอ?
เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนขมวดคิ้ว "สรุปว่านายอยากจะ..."
"คืนลูกให้พวกเขาครับ ลูกที่สุขภาพดี หน้าตาดี มีมารยาท และเป็นเด็กที่ยินดีจะมอบเงินให้พวกเขาสองร้อยบาทด้วย!"
"แน่นอนว่าพวกเขาต้องปิดปากให้เงียบสนิทเพื่อแลกกับเงินสองร้อยบาทนั้น"
แลนซ์ไม่ได้ปิดบังแผนการของตนเอง เพราะสุดท้ายเรื่องนี้ยังต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนช่วยจัดการให้
ทว่าวิธีการแบบนี้ของเขา กลับทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนตาเป็นประกาย "นี่เป็นธุรกิจผูกขาดที่เข้าท่าไม่เลวเลยนะ นายไม่ควรจะบอกฉันง่ายๆ แบบนี้เลย"
แลนซ์โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย "นี่คือความจริงใจของผมครับเจ้าหน้าที่เบรดเดน และผมเชื่อว่าผลกำไรจากการร่วมงานกันในอนาคตของเรา จะสูงกว่าเรื่องพวกนี้มากนัก..."
เขาเบะปาก ทำท่าทางเหมือนไม่ค่อยสนใจเงินก้อนเล็กๆ นั่น
ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนกลับสนใจมาก "ฉันจะช่วยสืบดูให้ ในเมืองจินกั่งช่วงหลายปีมานี้มีเด็กหายไปไม่น้อยเลยล่ะ"
"ช่วงอายุที่เหมาะสมก็มีอยู่ไม่น้อย ต้องบอกว่า นายได้เปิดตลาดใหม่ขึ้นมาจริงๆ!"
เบรดเดนหยิบซองจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อ "พรุ่งนี้เวลาเดิม ที่นี่แหละ ฉันจะให้คำตอบนาย!"
พูดจบเขาก็ซดกาแฟจนหมดรวดเดียว เป่านกหวีดพลางเดินผ่านหน้าเคาน์เตอร์ไป "ไอ้หนุ่มนั่นจ่ายเงินนะ!"
เขาเดินออกจากร้านไปพร้อมกับคู่หู แล้วกลับเข้าไปในรถ
เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้คู่หูฟัง คู่หูของเขาถึงกับเกิดความสนใจขึ้นมาทันที "งานนี้จะได้เงินเท่าไหร่กันนะ?"
เบรดเดนสตาร์ทรถพลางมองกระจกหลัง "ไม่แน่ใจ ต้องดูว่าเขาจะตกลงกับคนอื่นได้เท่าไหร่ เราอาจจะตั้งเป็นเกณฑ์มาตรฐานไว้ก็ได้"
"รู้ไหมว่าในเมืองจินกั่งมีอะไรมากที่สุด?" เจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนพูดพลางส่งเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย เขาค้นพบขุมทรัพย์มหาศาลแล้ว ขุมทรัพย์ที่จะทำให้เขาได้รับอิสรภาพทางการเงินได้โดยตรง!
โดยไม่รอให้คู่หูตอบ เขาเหยียบคันเร่งจนมิดพลางแผดเสียงดังว่า "ผู้อพยพผิดกฎหมายไงล่ะ!"
"เรารวยแน่!"
เมื่อมองส่งรถตำรวจที่จากไปด้วยความเร็วที่น่าตกใจ แลนซ์ก็เบะปาก แล้วทานกาแฟกับวาฟเฟิลต่อ
วาฟเฟิลของร้านอาหารแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นของรวมมิตร ด้านบนป้ายด้วยเมเปิ้ลไซรัปและแยมผลไม้ แถมยังมีเศษช็อกโกแลต และสุดท้ายก็โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งอีกชั้น
ยังคงเป็นสไตล์ดั้งเดิมของคนสหพันธรัฐ หวานจนคุณต้องสงสัยในชีวิต แต่เมื่อทานคู่กับกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล ดูเหมือนจะพอไปวัดไปวาได้บ้าง
แลนซ์ทานไปได้ประมาณหนึ่งในสาม ก็ทานต่อไม่ไหวจริงๆ ทุกคำที่กัดรู้สึกเหมือนฟันกำลังกรีดร้องออกมา
ตอนจ่ายเงิน ราคาที่ถูกแสนถูกทำให้เขารู้สึกสงสัยว่าคำนวณบิลผิดหรือเปล่า เจ้าของร้านเก็บเงินเขาเพียงแค่หนึ่งบาทเท่านั้น
ในนั้นกาแฟสองแก้วรวมแล้วสามสิบห้าสตางค์ วาฟเฟิลหนึ่งที่และแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้นราคาหกสิบห้าสตางค์ คุณแอนเดอร์สันควรจะมาดูราคาที่นี่จริงๆ เขาต่างหากที่เป็นคนใจดำขูดรีดของจริง
เขารู้ดีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเบรดเดนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แน่นอน เพราะธุรกิจนี้ดูแล้วใหญ่โตมาก!
เพื่อไม่ให้แลนซ์ไปหาคนอื่นและเปิดเผยลู่ทางทำเงินนี้ออกไป เขาจึงต้องช่วยแลนซ์จัดการให้ได้แน่นอน และพยายามใช้คำว่า "มิตรภาพ" มาผูกมัดเขาไว้ไม่ให้พูดจาเรื่อยเปื่อย
ความจริงแล้ว ธุรกิจนี้ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ ขนาดนั้นหรอก
ในเมืองจินกั่งปัจจุบัน จะมีผู้อพยพผิดกฎหมายกี่คนที่เก็บเงินได้ถึงสองสามร้อยบาท?
อย่างพวกเออร์วินที่เคยทำงานที่ท่าเรือมาก่อน เดือนหนึ่งเก็บเงินได้อย่างมากที่สุดก็แค่สามบาทห้าบาท นั่นคือผลจากการที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดสุดขีดแล้ว
ต่อให้เก็บเงินได้เดือนละห้าบาททุกเดือน ปีหนึ่งก็เก็บได้แค่หกสิบบาท สามร้อยบาทต้องเก็บถึงห้าปีเต็ม!
ความจริงแล้วคนที่มีความสามารถในการเก็บเงินได้มากขนาดนี้ มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงส่วนน้อยยิ่งกว่าน้อย อาจจะหนึ่งในพันคนเท่านั้นที่มีแบบนั้น
ดังนั้นธุรกิจนี้ดูเหมือนจะมีอนาคตไกล แต่ความจริงมันก็เหมือนกับการไปเสนอขายอสังหาริมทรัพย์ให้คนจรจัดนั่นแหละ
ถ้าพวกเขามีเงินพอจะซื้อบ้านได้ พวกเขาก็คงไม่ต้องเป็นคนจรจัด
และการที่พวกเขายังเป็นคนจรจัดอยู่ ก็แสดงว่าพวกเขาไม่มีเงินเลย!
เช้าวันเสาร์เป็นวันที่คนสหพันธรัฐมารวมตัวกันที่นอกมหาวิหารเซนต์นาเย ครั้งนี้แลนซ์มาตรงเวลายิ่งกว่าครั้งก่อน หลังจากทักทายพวกผู้ใหญ่บางคนแล้ว เขาก็เดินมาที่ด้านข้าง
เมื่อพวกคนหนุ่มสาวเห็นเขา ต่างก็รีบเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้นทันที
อย่ามองข้ามความสำคัญของเงินห้าบาทในช่วงเวลานี้สำหรับคนหนุ่มสาวเหล่านี้เชียวนา
ร้านของเถ้าแก่โจว (จอนนี่) มื้ออาหารสำหรับคนทั่วไปราคาแค่ยี่สิบสตางค์ มื้อประเภทที่ร้านของคุณแอนเดอร์สันที่ต้องจ่ายทีละสิบยี่สิบบาท หรือสามสิบบาทหรือมากกว่านั้น สุดท้ายก็เป็นเพียงส่วนน้อย
เงินห้าบาทเพียงพอที่จะให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้ใช้ชีวิตอย่างสำราญไปพักใหญ่ แถมพวกเขายังได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ร้านอาหารระดับหรูมาแล้ว และยังได้ทานของราคาตั้งสองบาทฟรีๆ อีก นั่นทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกดีต่อแลนซ์อย่างยิ่ง!
เจราลเองก็มีความสุขมาก การที่ผู้คนชอบแลนซ์สำหรับเขาแล้วก็เหมือนกับชอบตัวเขาเองด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะเป็นคนดีหรือมีทัศนคติที่ดีเสมอไป มีคนหนึ่งถามคำถามที่ความจริงแล้วแลนซ์ตอบได้ยากกับเขา—
"แลนซ์ ฉันสงสัยจริงๆ ว่าจากงานนี้ นายทำเงินได้เท่าไหร่?"
ความโลภและความอิจฉาเป็นบาปดั้งเดิมที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เสมอ มีคนลองคำนวณดูแล้วว่า ภายในวันเดียว แลนซ์ใช้เงินกับพวกเขาไปตั้งร้อยกว่าบาท
เงินจำนวนมากขนาดนี้ใช้หมดภายในวันเดียว นั่นหมายความว่าเขาต้องทำเงินได้มากกว่านั้นจากงานนี้ใช่ไหม?
แถมช่วงสองวันนี้พวกเขาก็ได้เห็นข่าวเกี่ยวกับร้านอาหารของคุณแอนเดอร์สันแล้ว พวกเขาจึงสงสัยใคร่รู้ที่สุดว่าแลนซ์จะได้เงินจากเรื่องนี้เท่าไหร่
คำถามนี้ตอบยากมาก เจราลจึงเป็นฝ่ายออกตัวปกป้อง และตำหนิคนถามว่า "เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย?"
คนนั้นทำหน้าทะเล้น "ฉันแค่สงสัยน่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินแลนซ์หรอก ยังไงฉันก็ทำเงินมาได้เหมือนกัน เลยแค่อยากรู้เฉยๆ"
ก็มีคนอื่นที่พูดจาให้ความเป็นธรรมกับแลนซ์ "นายจะไม่ตอบคำถามนี้ก็ได้นะแลนซ์ พวกเราทุกคนซาบซึ้งใจมากที่นายนึกถึงพวกเราในตอนนั้น"
แต่แลนซ์กลับทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง เขาตอบคำถามนั้นกลับไป "รวมๆ แล้วก็ประมาณหนึ่งพันบาทครับ"
พวกลูกกะจ๊อกคนอื่นต่างพากันสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ แม้แต่เจราลเองก็มองเขาด้วยความอึ้งตะลึง จนแทบจะหลุดปากออกมาตามสัญชาตญาณว่า "เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?!"
ชายหนุ่มที่เริ่มถามคนแรกก็ถึงกับตาแดงด้วยความอิจฉา "หนึ่งพันบาท โอ้ พระเจ้า ฉันไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย!"
แลนซ์กลับทำท่าทางเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร "ถ้าพวกนายรู้ว่าคนที่ส่งงานนี้ให้ฉันทำ เขาได้เงินจากเรื่องนี้ไปอย่างน้อยสองพันกว่าบาท พวกนายคงจะตกใจยิ่งกว่านี้อีกมั้ง?"
เป็นไปตามคาด คนเหล่านี้พากันอุทานออกมาอีกครั้ง พวกเขาแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าการทำเงินได้มากมายขนาดนี้ในคราวเดียวมันจะรู้สึกยังไง
"แลนซ์ ในอนาคตจะมีโอกาสแบบนี้อีกไหม?" เอ็นนิโออดไม่ได้ที่จะถามคำถามที่ทุกคนอยากถาม ถ้าทำเงินได้ห้าบาทง่ายๆ แบบนี้ ใครล่ะจะไม่เอา?
สายตาจำนวนมากพุ่งเป้ามาที่จุดเดียวทันที เอ็นนิโอจึงดูเขินอายเล็กน้อย "เอ่อ ผมหมายถึงถ้าต้องการความช่วยเหลือ ผมคิดว่าผมพอจะช่วยทำอะไรให้คุณได้บ้างน่ะครับ"
พวกคนหนุ่มสาวต่างพากันขานรับ ต่อให้เดือนหนึ่งจะมีสักครั้ง ก็นับว่าเป็นรายได้เสริมที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว
"ผมก็ทำได้เหมือนกัน!"
เสียงของคนหนุ่มสาวเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ข้อเท็จจริงพิสูจน์ให้เห็นว่า ขอเพียงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ผู้คนจะแสดงความกระตือรือร้นที่ยากจะจินตนาการออกมาได้เสมอ!
คุณโจบาคที่อยู่ด้านหน้าได้ยินเสียงจากทางด้านข้าง เขาจึงมองมาที่กลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านั้นด้วยความสนใจ และพบว่าคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ต่างพากันรุมล้อมแลนซ์อยู่ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกแปลกใจมาก
ต้องรู้ก่อนว่านี่เพิ่งจะเป็นครั้งที่สองที่แลนซ์มาร่วมการชุมนุมของชาวจักรวรรดิ เขาอาจจะยังจำคนแถวนี้ได้ไม่ครบทุกคนด้วยซ้ำ แต่เขากลับได้รับการยกยอปอปั้นจากพวกคนหนุ่มสาว นี่มันช่างน่ามหัศจรรย์นัก!
ความประทับใจแรกที่เขามีต่อแลนซ์นั้นดีมาก ชาวจักรวรรดิส่วนใหญ่เมื่อมาถึงสหพันธรัฐมักจะพบเห็นความแตกต่างระหว่างกัน—
มันไม่ได้แย่อย่างที่บางคนโฆษณาไว้ ขณะเดียวกันมันก็แสดงด้านที่ยอดเยี่ยมกว่าจักรวรรดิอย่างชัดเจนออกมา ซึ่งนั่นจะทำให้คนหนุ่มสาวจากจักรวรรดิเหล่านี้เกิดความรู้สึกต้อยต่ำ เป็นความรู้สึกที่ไม่กล้าจะก้าวเท้าออกไปโอบกอดชีวิตใหม่
เขาเคยเห็นคนหนุ่มสาวจากจักรวรรดิที่มาใหม่มามากมาย มักจะทำตัวเกร็งๆ แม้แต่การทักทายก็ยังดูนอบน้อมหวาดกลัว
ทว่าในตัวแลนซ์กลับมองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้น เขาดูร่าเริงเปิดเผย สุขุมรอบคอบ บอกว่าเป็นชาวจักรวรรดิ สู้มีใครมาบอกเขาว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนสหพันธรัฐแต่กำเนิดยังจะดูน่าเชื่อถือกว่าเสียอีก
คุณโจบาคสั่งให้ผู้ช่วยคนหนึ่งไปสืบดู ไม่นานเขาก็เดินกลับมาพร้อมสีหน้าแปลกๆ "คุณต้องไม่เชื่อแน่ครับว่าผมไปรู้อะไรมาคุณโจบาค"
"ถ้านายไม่อยากพูด ฉันก็หักเงินเดือนนายได้นะ" คุณโจบาคไม่ชอบวิธีการทำตัวมีความลับแบบนี้เลย
ผู้ช่วยรีบบอกทันที "เขาพากลุ่มเด็กๆ ไปทำเงินมาได้ร้อยกว่าบาท และตัวเขาเองบอกว่า งานที่เพิ่งจบไปน่ะ เขาทำเงินได้ถึงหนึ่งพันบาทเลยครับ!"
แม้แต่ผู้ช่วยคนนี้ก็ยังมีสีหน้าตกตะลึง แม้ว่าผู้ช่วยคนนี้จะมีเงินเดือนสูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย แต่เงินหนึ่งพันบาท มันเยอะมากจริงๆ!
เมื่อคุณโจบาคฟังจบก็ยิ่งรู้สึกสนใจขึ้นไปอีก "เขาทำได้ยังไงกันนะ?"
(จบแล้ว)