- หน้าแรก
- ระบบจักรวรรดิเงา สร้างจักรวรรดิเงาในต่างโลก
- บทที่ 30 - การโจมตีครั้งสุดท้าย
บทที่ 30 - การโจมตีครั้งสุดท้าย
บทที่ 30 - การโจมตีครั้งสุดท้าย
บทที่ 30 - การโจมตีครั้งสุดท้าย
ตลอดช่วงเที่ยง ร้านอาหารดำเนินไปท่ามกลางกลิ่นเหม็นที่อบอวลไปทั่ว แถมยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยมายืนมุงดูเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สหพันธรัฐไม่เคยขาดแคลนพวกไทยมุง การมุงดูเรื่องชาวบ้านเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์อยู่แล้ว
การได้เห็นคนอื่นประสบเคราะห์กรรมหรือความโชคร้าย มักจะทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุขลึกๆ จากภายใน
ตลอดช่วงเที่ยง ร้านอาหารต้อนรับลูกค้าได้เพียงสามโต๊ะเท่านั้น แถมตอนที่ลูกค้าจากไป ยังได้ต่อว่าผู้จัดการอย่างรุนแรง เพราะทางร้านทำให้พวกเขามีมื้อเที่ยงที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย มีโอกาสสูงมากที่ครั้งหน้าพวกเขาจะไม่กลับมาอีก
เพื่อที่จะรั้งลูกค้าเหล่านี้ไว้ ผู้จัดการจึงต้องยอมยกเลิกค่าอาหารให้ทั้งหมด พร้อมกับแถมคูปองไวน์แดงให้อีกหนึ่งใบ
คราวหน้ามาก็สามารถใช้งานได้ทันที
ต้องยอมรับว่า ผู้จัดการเป็นนักการตลาดมือฉมังจริงๆ อย่าดูถูกว่าคนพวกนี้พูดว่าจะไม่มีวันมาอีกเด็ดขาด แต่ขอเพียงคูปองใบนี้ยังอยู่ในมือพวกเขา พวกเขาต้องกลับมาแน่นอน!
หากการชอบมุงดูเป็นนิสัยพื้นฐานของคนสหพันธรัฐ การชอบของแถมของฟรีก็เป็นเช่นเดียวกัน
ผู้จัดการตัดสินใจที่จะคุยกับคุณแอนเดอร์สันอย่างจริงจัง พอผ่านบ่ายโมงไปนิดเดียว เขาก็สั่งให้ปิดประตูร้าน แล้วให้เด็กฝึกงานสองคนถือสายยางยืนเฝ้าที่หน้าประตู
ถ้ามีพวกนั้นมาถ่ายหนักอีก ก็แค่ฉีดน้ำล้างสิ่งปฏิกูลทิ้งไปก็พอ ไม่ต้องไปขัดขวางพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาถ่ายไปเถอะ
เรื่องแบบนี้ห้ามไม่ได้หรอก มีแต่จะทำให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นไปอีก สู้ปล่อยให้พวกเขาถ่ายออกมาให้เต็มที่เสียจะดีกว่า
เสียงเคาะประตู "ปังๆๆ" ทำให้คุณแอนเดอร์สันเงยหน้าขึ้นมองผู้จัดการที่ยืนอยู่ตรงประตู เขาดูหดหู่พลางเอามือลูบหน้า "นั่งตามสบายเถอะ"
นี่คือห้องพักผ่อนของเขา บนพื้นเต็มไปด้วยก้นบุหรี่ ความจริงแล้วเขาไม่ได้เป็นคนสูบบุหรี่จัดนัก แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้ทำให้เขามักจะอยากหาอะไรมาดับความกลัดกลุ่มอยู่เสมอ
ผู้จัดการเดินเข้ามา แล้วยื่นบุหรี่ให้คุณแอนเดอร์สันหนึ่งมวน "เราต้องคุยกันจริงจังแล้วครับ เกี่ยวกับหนี้ก้อนนี้ของคุณ"
คุณแอนเดอร์สันดูอับอายและขุ่นเคือง แต่ผู้จัดการไม่เปิดโอกาสให้เขา "ถ้าหากร้านอาหารไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ตามปกติ ผมจะลาออกในสัปดาห์หน้าครับ"
"คุณแอนเดอร์สันครับ ผมซาบซึ้งใจมากที่คุณให้โอกาสผมมาบริหารร้านอาหารที่มีระดับแบบนี้ หน้าที่ของผมคือทำให้มันเปล่งประกายและรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นภายใต้การดูแลของผม"
"แต่ตอนนี้ อุดมการณ์และความคิดของพวกเราเริ่มขัดแย้งกันแล้วครับ"
"คุณทำให้ร้านอาหารถประสบความล้มเหลวในการบริหารงานเพราะเหตุผลส่วนตัวของคุณเอง และเราไม่สามารถประนีประนอมในเรื่องนี้ได้ ซึ่งมันขัดกับเหตุผลที่คุณจ้างผมมา และขัดกับงานที่ผมทำอยู่ที่นี่ครับ"
"ผมไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อครับคุณแอนเดอร์สัน แม้ผมจะเคยบอกว่าซาบซึ้งใจในตัวคุณ และจะยังคงซาบซึ้งใจในความช่วยเหลือที่คุณเคยให้ผมเสมอมา"
คุณแอนเดอร์สันถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ตอนนี้ฉันไม่มีเงินสดมากมายขนาดนั้นหรอก มันเกือบเท่ากับกำไรครึ่งปีของเราเลยนะ"
ตั้งแต่ผู้จัดการมาบริหารจนกิจการดีขึ้นมาถึงตอนนี้ความจริงก็ผ่านไปเกือบครึ่งปีแล้ว เงินที่ทำได้ก็ประมาณสี่ห้าพันบาท ซึ่งส่วนหนึ่งยังต้องนำไปใช้หนี้ของคนอื่นด้วย
ส่วนที่เหลืออีกส่วนหนึ่งก็นำไปทำโฆษณาตามความต้องการของผู้จัดการ เพื่อให้การดำเนินงานและชื่อเสียงของร้านอาหารเริ่มส่งผลต่อเนื่องแบบสโนว์บอล
ตอนนี้ในมือเขามีเงินไม่ถึงสองพันบาท เขาไม่มีทางชดใช้หนี้ก้อนนี้ได้เลย
ผู้จัดการพอจะทราบสถานการณ์การเงินของร้านอยู่บ้าง เขาจึงลดเสียงลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า "คุณสามารถเอาบ้านไปจำนองกับธนาคารได้นะครับ"
"ตอนนี้ธุรกิจของร้านอาหารกำลังไปได้สวย ถ้าหากไม่ถูกรบกวนต่อไปเรื่อยๆ ธนาคารย่อมจะยอมให้เงินกู้แก่คุณแน่นอน"
"พวกนั้นมีความละโมบมากกว่า ดังนั้นในเมื่อคุณมีความสามารถในการทำกำไร มีความสามารถในการชำระหนี้ พวกนั้นต้องยอมให้คุณกู้แน่นอนครับ"
"ดอกเบี้ยจากเงินกู้ก้อนนี้จะต่ำกว่ามาก เรานำส่วนหนึ่งไปชดใช้ให้คุณอัลเบอร์โตคนนั้น ส่วนที่เหลือเราก็นำไปเช่าตึกข้างๆ เพื่อขยายกิจการต่อไป"
บ้านของคุณแอนเดอร์สันตั้งอยู่แถวย่านวงแหวนรอบนอก เป็นบ้านเดี่ยวพื้นที่สองร้อยกว่าตารางเมตร แต่เพราะอยู่ห่างจากใจกลางเมืองไปสักหน่อย แถมยังเป็นบ้านเก่า ราคาจึงไม่สูงนัก
เขาเคยให้คนมาประเมินดู เมื่อปีที่แล้วคนเหล่านั้นมองว่าบ้านหลังนี้มีมูลค่าสูงสุดไม่เกินหนึ่งหมื่นสองพันบาท และน่าจะกู้เงินจากธนาคารได้ประมาณเจ็ดพันบาท นั่นคือระดับสูงสุดแล้ว
แน่นอนว่าถ้าเขายอมจ่ายเงินสักสามร้อยบาทเพื่อดำเนินการใต้โต๊ะเล็กน้อย อาจจะได้ถึงแปดพัน หรือแปดพันห้าร้อยบาท
บ้านหลังนี้พ่อของเขาเป็นคนซื้อมา ต่อมาพ่อเขาเสียชีวิต เขาจึงได้รับมรดก
บ้านหลังนี้แบกรับเรื่องราวตั้งแต่การเกิด การเติบโต การมีครอบครัว จนมาถึงปัจจุบัน ความจริงแล้วเขาไม่ค่อยเต็มใจที่จะเอาไปจำนองเท่าไหร่นัก
เมื่อเห็นคุณแอนเดอร์สันก้มหน้าเงียบงัน ผู้จัดการก็รู้ว่าไม่ควรจะบีบคั้นเขาเกินไป ชายแก่คนนี้ค่อนข้างจะดื้อรั้นเอาเรื่อง
"ผมแค่ให้คำแนะนำนะครับคุณแอนเดอร์สัน แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ซาบซึ้งใจในทุกสิ่งที่คุณทำให้ผมเสมอมาครับ"
"และคุณต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะครับ ร้านอาหารสุดท้ายอาจจะดำเนินกิจการต่อไปไม่ได้จริงๆ ถึงเวลานั้น สิ่งที่คุณจะสูญเสียไปจะไม่ใช่แค่บ้านหลังเดียวหรอกครับ"
"แต่รวมถึงหน้าที่การงาน ความฝัน ครอบครัว ชีวิต และทุกสิ่งทุกอย่างเลยครับ!"
ผู้จัดการพูดจบก็ตบไหล่คุณแอนเดอร์สันเบาๆ แล้วก็เดินจากไป
เขาเดินออกมานอกร้านอาหาร เพราะร้านปิดไปแล้วจึงไม่มีใครมาถ่ายหนักที่หน้าร้านอีก นั่นทำให้ผู้จัดการรู้สึกทั้งขำทั้งโกรธ แม้วิธีการแบบนี้จะดูต่ำชั้นและไร้เดียงสาไปหน่อย
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันได้ผลดีจริงๆ!
ใครล่ะที่กำลังจะทานอาหาร ตอนที่กำลังเจริญอาหารอยู่ดีๆ แล้วจู่ๆ ก็เห็นคนมาพ่นของเสียต่อหน้าต่อตาบนถนน แถมยังได้กลิ่นเหม็นนั่นอีก จะยังรักษาอารมณ์อยากอาหารไว้ได้ยังไง?
ต่อให้อารมณ์อยากอาหารยังอยู่ พวกเขาก็คงไม่อยากจะเหยียบพื้นถนนที่อาจจะมีคราบสิ่งปฏิกูลติดอยู่เพื่อเข้าไปทานอาหารหรอก
ความจริงแล้วผู้จัดการสังเกตเห็นแลนซ์ตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว โดยเฉพาะรถคันนั้นของแลนซ์
ตอนนี้รถยังคงจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม หลังจากเขาให้เด็กฝึกงานกลับไปพักผ่อนแล้ว เขาก็เดินข้ามถนนไปเพียงลำพัง
ในร้านกาแฟข้างๆ เขาเห็นแลนซ์กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่
เสียงฝีเท้าทำให้แลนซ์ไหวตัว เขาเงยหน้าขึ้นปราดมองแวบหนึ่ง จากนั้นก็วางหนังสือพิมพ์ลง เชื้อเชิญให้ผู้จัดการนั่งลง "ดื่มอะไรหน่อยไหม?"
ผู้จัดการหันกลับไปมองเมนูที่หน้าเคาน์เตอร์ "ขอกาแฟคลาสสิกแก้วหนึ่งครับ"
กาแฟคลาสสิกหมายถึงกาแฟแบบที่คนสหพันธรัฐชอบดื่มกัน คือการใส่นมลงในกาแฟและเติมน้ำตาลอย่างน้อยสองก้อน
"ผมกำลังเกลี้ยกล่อมให้เขาคืนเงินอยู่ครับ" แม้ทั้งคู่จะไม่เคยคุยกันมาก่อน แต่ในตอนนี้กลับไม่รู้สึกคนแปลกหน้าต่อกันนัก
แลนซ์หยิบบุหรี่ออกมาหนึ่งกล่อง ดึงออกมามวนหนึ่งยื่นให้ผู้จัดการ "ดูเหมือนคุณจะไม่สำเร็จนะครับ"
ผู้จัดการถอนหายใจ "เขาคงจะรู้สึกเสียหน้า และเขาก็ไม่มีเงินสดติดตัวมากมายขนาดนั้นครับ"
แลนซ์สูบบุหรี่ไปคำหนึ่งพลางนั่งไขว่ห้าง "มุมมองของพวกเราที่มีต่อคำว่า 'มีเงิน' ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขามีเงินสด สังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ที่สอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งหมดล้วนเป็นรูปแบบหนึ่งของความมั่งคั่งครับ"
"เขามีความสามารถในการชำระหนี้ แต่กลับปฏิเสธการชำระหนี้มาโดยตลอด แถมไม่กี่เดือนมานี้ผมได้ยินมาว่าธุรกิจของร้านอาหารดีมากภายใต้การดูแลของคุณ"
พนักงานเสิร์ฟนำกาแฟมาส่ง ผู้จัดการเอ่ยขอบคุณ แล้วยกขึ้นจิบเบาๆ "คุณแอนเดอร์สันทำอาหารเก่งมากครับ พวกลูกศิษย์ของเขาก็ใช้ได้ทุกคน ผมก็แค่ทำให้ผู้คนมีโอกาสได้สัมผัสกับอาหารที่เขาทำเท่านั้นเองครับ"
นั่นเป็นคำพูดที่ถ่อมตัวมาก แต่แลนซ์ชอบคนถ่อมตัว
"เคยคิดอยากจะเปลี่ยนงานไหมครับ?"
"วันข้างหน้าผมอาจจะเปิดบริษัทขึ้นมาสักแห่ง และต้องการผู้จัดการคนหนึ่งครับ"
ผู้จัดการเริ่มมีความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย "บริษัทประเภทไหนครับ?"
"ให้บริการคำปรึกษา แก้ไขปัญหาบางอย่าง คล้ายๆ กับกลุ่มนักล็อบบี้น่ะครับ"
ความสนใจของผู้จัดการลดลงอย่างเห็นได้ชัด "ผมไม่เคยสัมผัสกับวงการนี้มาก่อน และก็ไม่มีเส้นสายอะไรด้วย คงช่วยคุณไม่ได้หรอกครับ"
แลนซ์เองก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร เพียงแค่ถามไปตามมารยาทเท่านั้น ทั้งคู่จึงตกอยู่ในความเงียบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้จัดการก็ถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน "อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลามื้อค่ำแล้ว คุณยังคิดจะหาคนจรจัดมาถ่ายหนักหน้าประตูร้านเพื่อขัดขวางการทำธุรกิจมื้อค่ำของเราอีกหรือเปล่าครับ?"
แลนซ์ส่ายหัว "เดิมทีผมก็กะจะทำแบบนั้นแหละครับ แต่ดูออกว่าตอนนี้คุณแอนเดอร์สันต้องการใครสักคนมาผลักเขาแรงๆ หน่อย ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนวิธีครับ"
ผู้จัดการรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที "คุณคิดจะทำยังไงครับ?"
"วางใจเถอะครับ ผมไม่บอกคุณแอนเดอร์สันหรอก เพราะผมเองก็อยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วที่สุดเหมือนกัน"
"ถ้าเขาตัดสินใจได้ ผมก็จะทำงานที่นี่ต่อไป แต่ถ้าเขาตัดสินใจไม่ได้ ผมก็จะลาออก ดังนั้นไม่ว่าจะยังไง สถานการณ์ที่แย่ที่สุดผมก็เป็นเพียงแค่คนดูคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่คนที่ต้องเสียผลประโยชน์ครับ"
แลนซ์กลับทำเป็นความลับ "เดี๋ยวคุณก็รู้เองครับ..."
ผู้จัดการเมื่อเห็นว่าถามอะไรไม่ได้มาก ก็ไม่ได้อยู่ต่อนานนัก เขาต้องกลับไปเตรียมตัวสำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปิดร้านมื้อค่ำ
เห็นได้ชัดว่าเรื่องราวในช่วงไม่กี่วันนี้ทำให้หลายคนเริ่มมีความคลางแคลงใจต่อร้านอาหาร เขาต้องรั้งลูกค้าเหล่านี้ไว้ให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องลดผลกระทบเหล่านี้ให้เหลือน้อยที่สุดด้วย
ยกเลิกค่าอาหาร จับรางวัล แจกของขวัญ หรือแม้แต่จับรางวัลให้หัวหน้าพ่อครัวลงมือปรุงให้เป็นการส่วนตัว เขามีวิธีจัดการอยู่บ้าง
ส่วนแลนซ์ ก็ได้ต่อสายโทรศัพท์หาอัลเบอร์โต
ทันทีที่สายติด ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของเขา "ฉันได้ยินมาแล้วนะแลนซ์ นายให้คนไปถ่ายหนักที่หน้าประตูร้านอาหารของมัน"
"ฉันควรจะพูดว่ายังไงดีนะ?"
"ถึงวิธีการจะดูต่ำทรามไปหน่อย แต่ผลลัพธ์มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ ฉันพอใจมากเลยล่ะ!"
"คราวนี้ต้องการให้ฉันช่วยอะไรล่ะ?"
"คุณคอตติครับ คุณพอจะรู้ไหมว่าจะไปหารถดูดส้วมได้ที่ไหน?"
(จบแล้ว)