- หน้าแรก
- ระบบจักรวรรดิเงา สร้างจักรวรรดิเงาในต่างโลก
- บทที่ 6 - มือปืนและกระสุน
บทที่ 6 - มือปืนและกระสุน
บทที่ 6 - มือปืนและกระสุน
บทที่ 6 - มือปืนและกระสุน
อาวุธเป็นสิ่งที่แพร่หลายมากในเมืองจินกั่ง
เมื่อความรุนแรงกลายเป็นกฎเกณฑ์ภายใต้แสงตะวัน อาวุธย่อมกลายเป็นทรัพยากรสำคัญในการปกป้องสิทธิของตนเองและรุกล้ำผลประโยชน์ของผู้อื่น
"ในมือมีปืนหนึ่งกระบอก" กับ "เกิดเรื่องแล้วฉันจะแจ้งตำรวจ" คนเมืองจินกั่งที่ฉลาดเขารู้ดีว่าควรเลือกอย่างไหน
แม้จะบอกว่าอาวุธแพร่หลายมาก แต่ก็ใช่ว่าใครต่อใครจะครอบครองและนำออกมาอวดกันตรงๆ แบบนี้
คนที่มีความกล้าทำเช่นนั้นมีเพียงสามประเภท——
ประเภทแรกคือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหพันธรัฐ พวกเขามีใบอนุญาตครอบครองปืนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อให้ลั่นไกฆ่าคุณทิ้ง เขาก็แค่ต้องเขียนรายงานว่า "...ผมแสดงตัวตนแล้ว แต่เขาพุ่งเข้ามาเพื่อแย่งชิงอาวุธของผม ตามระเบียบข้อที่... และข้อที่... ผมจึงทำการวิสามัญ" จากนั้นเขาก็แค่ไปพักร้อน และพอกลับมาจากการพักผ่อน เพื่อนร่วมงานก็จะให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
ประเภทที่สองคือสมาชิกแก๊งมาเฟีย พวกเขาไม่เพียงไม่ซ่อนอาวุธ แต่ยังอยากให้คนเห็นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลังทำลายล้างของอาวุธที่สร้างความหวาดกลัวทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิม
ประเภทที่สามคือคนของเหล่านายทุน คนกลุ่มนี้แหละที่น่ากลัวยิ่งกว่า เพราะสองประเภทแรกยังพอจะเคารพกฎเกณฑ์อยู่บ้าง แต่คนของนายทุนนั้นพวกเขาสนแต่เงิน ในสายตาของพวกเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเงินทอง ทั้งกฎหมายและศีลธรรมก็ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นพวกเขาจากการลั่นไกได้
ทางตะวันตกของเมืองจินกั่งมีสถานที่แห่งหนึ่งเรียกว่า "ทะเลสาบนางฟ้า" เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่ในเมืองจินกั่งมีคำแสลงที่รู้กันเฉพาะคนท้องถิ่นว่า "เมื่อนายทุนโกรธ ระดับน้ำในทะเลสาบนางฟ้าจะสูงขึ้น!" คนต่างถิ่นอาจไม่เข้าใจความหมายนี้ แต่คนท้องถิ่นต่างรู้ดีว่าที่ระดับน้ำสูงขึ้น ก็เพราะมีถังน้ำมันถูกโยนลงไปในนั้นเยอะเกินไปน่ะสิ!
ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน ไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้านั่นก็ไม่มีปัญญาไปต่อกรด้วยได้หรอก ตัวละครระดับล่างของสังคมแบบนี้ จริงๆ แล้วพวกเขารู้ดีกว่าที่พวกผู้ใหญ่คิดเสียอีกว่าจะรับมือกับวิกฤตและเลือกทางรอดอย่างไร
เมื่อเขาเผชิญกับวิกฤตที่อาจถึงตาย เขาก็ยอมจำนนทันทีโดยไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย รวดเร็วจนน่ารู้สึกว่า... ช่ำชองเหลือเกิน!
"ผมจะรีบไปทำเดี๋ยวนี้ครับ ผมรับรองว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแน่นอน!"
ฟอร์ดิสชักมือกลับ ชายเสื้อนอกตกลงมาบดบังอาวุธตามธรรมชาติ นั่นทำใหไอ้ลูกสำส่อนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพียงไม่กี่วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด เหงื่อซึมไปทั้งตัว ราวกับเพิ่งเฉียดความตายมาหยกๆ!
เมื่อเขามองไปยังเออร์วินและแลนซ์อีกครั้ง สายตาก็เปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงและไม่แน่ใจ
"ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับ... ท่านผู้นี้สักหน่อย"
ฟอร์ดิสมองแลนซ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังเดินออกไป "ฉันอยู่แถวนี้ มีปัญหาก็เรียกได้" ในบริษัทแห่งนี้ ฟอร์ดิสถือเป็นคนสนิทของเจ้านาย การที่เขาถูกส่งมาทำงานนี้ ย่อมเป็นเพราะเจ้านายรู้สึกสนใจในตัวชายหนุ่มคนนี้ เขารู้ดีว่าควรทำอย่างไร
แลนซ์มองหน้าไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้า พลางส่งสัญญาณให้เขาหลีกทาง "นอกจากคุณอยากจะคุยกับฉันที่หน้าประตู เพื่อให้เพื่อนบ้านของคุณสงสัยว่าเราคุยเรื่องอะไรกัน ถ้าคุณอยากให้เช้าวันพรุ่งนี้คุณกลายเป็นตัวตลกของอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ เราก็ยืนคุยให้รู้เรื่องกันตรงนี้แหละ"
ไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้าพลันได้สติ แม้จะมีความเกรงกลัว ความรังเกียจ และความเกลียดชังปนเปกันอยู่ แต่เขาก็ยอมหลีกทางและเชิญแลนซ์เข้ามาข้างใน คนสหพันธรัฐก็รักศักดิ์ศรีเหมือนกัน แม้จะเป็นไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้าก็ตาม
มันคืออพาร์ตเมนต์ชนชั้นล่างขนานแท้ พื้นที่ขนาดไม่ถึงสี่สิบตารางเมตร ห้องครัว ห้องอาหาร และห้องน้ำแทบจะเบียดรวมกันอยู่ แล้วข้างในก็เป็นห้องนอนหนึ่งห้องกับห้องเก็บของเล็กๆ จุดนี้แหละที่น่าสนใจ
คนชั้นล่างของสหพันธรัฐอาจไม่มีห้องครัวแยกต่างหาก แต่พวกเขาจะขาดห้องเก็บของไม่ได้ คนชั้นล่างส่วนใหญ่แม้จะยากจน แต่พวกเขาก็มักจะมีของประหลาดๆ มากมายที่ไม่ได้ใช้และไม่อยากทิ้ง ซึ่งโดยปกติแล้วของพวกนี้ถูกเรียกว่า "ภาระ" มันเหมือนกับคุณค่าในเส้นทางชีวิตของพวกเขาเอง ถ้าไม่มีห้องเก็บของ บ้านก็คงจะวุ่นวายเละเทะ
ที่นี่ไม่มีร่องรอยการใช้ชีวิตของผู้หญิงหรือเด็ก แต่บนโต๊ะอาหารมีกรอบรูปอันหนึ่งตั้งอยู่ ข้างในมีรูปถ่ายของผู้ชายคนนี้คู่กับเด็กคนหนึ่ง ดูเหมือนว่าสถานะการใช้ชีวิตของไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้าคนนี้จะไม่สู้ดีนัก
คราบสกปรกที่น่าสงสัยบนโซฟาและกลิ่นแปลกๆ ที่โชยมาทำให้แลนซ์ไม่มีความคิดที่จะนั่งลงคุย เขาจึงยืนคุยตรงจุดที่ไม่ไกลจากประตูนัก
"ฟังนะ อีธานเป็นเพื่อนของฉัน ฉันจะให้เขามาขอโทษคุณในพฤติกรรมที่วู่วาม แต่ในขณะเดียวกันคุณก็มีความผิด คุณไม่ควรพยายามโกงเงินที่ควรจะเป็นของเขา"
ไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้ามีท่าทางมึนงง ได้แต่พยักหน้าตามสัญชาตญาณพลางส่งเสียง "อืม อืม" ในลำคอ
"เพราะฉะนั้น หลังจากถอนแจ้งความแล้ว ฉันจะให้เขามาขอโทษคุณ แต่คุณก็ต้องคืนค่าจ้างที่โกงเขาไปให้ครบ ฉันจะบอกเขาไม่ให้เอาความพฤติกรรมของคุณในครั้งนี้ แต่คุณก็ต้องรับรองว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้ความสัมพันธ์ของพวกคุณยังคงอยู่เหมือนเดิม เขาจะใช้บัตรทำงานของคุณต่อไปทุกเดือนและจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้ และคุณห้ามหาเรื่องเขาด้วยเรื่องค่าตอบแทนนี้อีก"
แลนซ์พูดพลางเดินไปที่โต๊ะอาหารแล้วหยิบกรอบรูปขึ้นมา "เด็กน้อยน่ารักเชียว ลูกของคุณเหรอ?"
ไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้าที่เดิมทียังดูเลื่อนลอยพลันสะดุ้งตื่นเต็มตา เขาดูท่าทางตื่นตระหนก "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา"
แลนซ์วางกรอบรูปลงแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "จะเกี่ยวกับเขาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกอย่างไรแล้วละครับ ท่าน"
"พวกเราก็แค่พวกลักลอบเข้าเมืองที่น่ารังเกียจ เป็นหัวขโมยจากโลกอื่น ที่นี่ไม่มีอะไรให้เราต้องอาลัยอาวรณ์นักหรอก แต่ที่นี่มีครอบครัวของคุณ มีลูกของคุณอยู่ ใช่ไหม?"
ไอ้ขี้เหล้าพยักหน้าถี่ๆ "ฉันรู้แล้ว ฉันจะคืนเงินให้เขาให้หมด แต่อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ"
แลนซ์วางมือแตะขอบโต๊ะอาหาร ความรู้สึกเหนียวเหนอะของคราบน้ำมันทำให้เขารู้สึกแย่ขึ้นมาทันที แต่ในตอนนี้เขาไม่สะดวกที่จะแสดงท่าทีออกมา
"ฉันยึดมั่นในสิ่งหนึ่งเสมอ นั่นคือการขับเคลื่อนของทุกสรรพสิ่งย่อมมีเส้นทางและมีกฎเกณฑ์ เมื่อกฎเกณฑ์มีอยู่ เราก็แค่ทำตามกฎเกณฑ์ นั่นก็เพียงพอแล้ว ตามราคาตลาด สิบห้าเหรียญคือสิ่งที่คุณสมควรได้รับ และย่อมไม่มีใครพรากเงินที่เป็นของคุณไปได้ นั่นคือกฎเกณฑ์ ตราบใดที่คุณรักษากฎ พวกเราก็จะรักษากฎเช่นกัน"
เออร์วินมองแลนซ์จากที่ประตูด้วยสายตาชื่นชมสุดใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าในเวลาเพียงวันเดียวจะเกิดเรื่องราวขึ้นมากมายขนาดนี้! อีธานหนีไป พวกเขาเจอเรื่องเดือดร้อน จากนั้นแลนซ์ก็พาเขาไปยืมเงิน แม้จะไม่ได้เงินมาแต่ปัญหาก็คลี่คลาย แถมยังได้นั่งรถยนต์ และได้เห็นแลนซ์ที่เท่สุดๆ ในเวลานี้! มันคุ้มค่าเกินไปแล้ว! เท่ชะมัดเลย!
หลังจากเจอเรื่องน่าประหลาดใจติดต่อกัน ต่อให้สมองจะมึนตึ้บแค่ไหน ในตอนนั้นไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้าก็ตื่นเต็มตาเสียที "ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง" เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ฉันขอทราบชื่อของคุณได้ไหม?"
ใบหน้าของแลนซ์เผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจราวกับทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม และยังแฝงไว้ด้วยความทะนงตัวเล็กน้อย "แลนซ์!"
ไม่กี่นาทีต่อมา ไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้าก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แม้จะมีกลิ่นเหม็นอับอยู่มากแต่มันก็ดูดีกว่าชุดก่อนหน้านี้ เขานั่งเงียบกริบอยู่บนรถ เมื่อถึงสถานีตำรวจเขตเขาก็รีบชี้แจงสถานการณ์ทันที ท่ามกลางเสียงเร่งเร้าอย่างรำคาญใจของตำรวจ เขาก็จรดปากกาลงนามในเอกสารฉบับหนึ่ง
แลนซ์ที่นั่งอยู่บนรถเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านกระจกหน้าต่าง ความรู้สึกนี้ช่างมหัศจรรย์นัก
ฟอร์ดิสอดใจไม่ไหวจนต้องเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "นายไม่กลัวเหรอ?"
แลนซ์หันกลับมามองเขาผ่านกระจกมองหลัง "คุณหมายถึงเรื่องอะไร?"
ฟอร์ดิสเบ้ปาก "ที่นี่มันสถานีตำรวจนะ และเท่าที่ฉันรู้ นายเป็นพวกลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไอ้หนูข้างๆ นายก็ด้วย"
แลนซ์อดไม่ได้ที่จะลูบไล้บานประตูรถ สัมผัสอันละเอียดอ่อนของไม้ลูกวอลนัททำให้เขารู้สึกสบายใจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีคนหลงรักรถรุ่นเก่า "ไม่เลยสักนิด"
"บอกเหตุผลหน่อยได้ไหม?"
"เพราะระหว่างฉันกับพวกเขา ยังมีระยะห่างที่มูลค่าสองหมื่นเหรียญกั้นอยู่ และระยะห่างนี้คือสิ่งที่พวกเขาไม่มีวันข้ามมาได้"
ฟอร์ดิสครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความประทับใจ "เป็นคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาจริงๆ นายอายุแค่สิบแปดจริงๆ เหรอเนี่ย?"
แลนซ์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพียงแค่ยิ้มบางๆ
อีธานซ่อนตัวอยู่ในท่อระบายน้ำใต้สะพานใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก ที่นี่ถูกทิ้งร้างและมีคนพเนจรอาศัยอยู่ไม่น้อย ข้อดีของที่นี่คือหน้าหนาวจะอบอุ่นเพราะลมข้างนอกพัดเข้ามาไม่ได้ ส่วนหน้าร้อนจะเย็นสบายเพราะไอเย็นจากก้นบึ้งและท่อต่างๆ จะค่อยๆ แผ่ออกมา
อีธานกล่าวขอโทษไอ้ลูกสำส่อนต่อหน้าแลนซ์และเออร์วิน "ฉันไม่ควรวู่วามต่อยคุณเลย ฉันขอโทษจริงๆ ครับ ท่าน" ในตอนที่เขาพูดคำเหล่านี้ ไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้ายังรู้สึกเจ็บที่โหนกแก้มขึ้นมาอีกรอบ
อีธานอายุเพียงยี่สิบปี แต่ดูเหมือนคนอายุอย่างน้อยยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปด หรืออาจจะแก่กว่านั้น เขาแข็งแรงมาก พ่อของเขาเป็นช่างทำเครื่องหนัง ทั้งในจักรวรรดิและในสหพันธรัฐ งานช่างทำเครื่องหนังเป็นงานที่น่าเคารพยกย่อง เพราะมันหมายถึงการมีวิชาชีพและฐานะทางสังคม ยากจะจินตนาการว่าช่างทำเครื่องหนังจะมีฐานะทางสังคมได้อย่างไร แต่เมื่อพิจารณาจากการวิวัฒนาการของชนชั้นทางสังคมในอดีต สิ่งนี้มีอยู่จริง เพราะในตอนแรกผู้ที่มีปัญญาใช้เครื่องหนังมักจะเป็นพวกขุนนาง ช่างทำเครื่องหนังจึงเป็นกลุ่มคนที่คอยรับใช้ขุนนางมาตั้งแต่ต้น ฐานะทางสังคมของพวกเขาจึงสูงกว่าคนทั่วไป
และเพราะช่างทำเครื่องหนังมีรายได้ที่มั่นคงและมีฐานะทางสังคมที่ดี พ่อของอีธานจึงเลี้ยงดูเขาจนตัวสูงใหญ่กำยำ ชายผู้ที่เคยทำให้ไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้าทั้งตระหนกและหวาดกลัว ในตอนนี้ที่เขากำลังก้มหัวขอโทษ ก็ช่วยขับไล่เมฆหมอกในใจของเขาไปได้บ้าง
เขามองแลนซ์ทีหนึ่ง มองฟอร์ดิสที่อยู่ข้างๆ อีกทีหนึ่ง ในที่สุดเขาก็รับรู้ถึงความเป็นจริง "ฉันเองก็มีส่วนที่ทำไม่ถูกเหมือนกัน ไม่ใช่ความผิดของนายทั้งหมดหรอก เราเลิกราต่อกันเถอะ..."
อีธานได้รับเงินยี่สิบเหรียญของเขาคืนมาครบทุกเซนต์ เดิมทีไอ้ขี้เหล้าตั้งใจจะแถมให้เพิ่มอีกไม่กี่เหรียญ แต่แลนซ์ปฏิเสธไป กฎก็คือกฎ พยายามอย่าเป็นผู้ทำลายกฎ นี่คือประสบการณ์การเอาตัวรอดในยามที่ยังไม่มีพลัง
หลังจากส่งไอ้ลูกสำส่อนขี้เหล้าจากไปแล้ว แลนซ์บอกให้ฟอร์ดิสรออีกครู่หนึ่ง เขามีเรื่องอยากจะคุยกับอีธาน
(จบแล้ว)