- หน้าแรก
- ระบบจักรวรรดิเงา สร้างจักรวรรดิเงาในต่างโลก
- บทที่ 3 - ถ้าไม่สมควรตายก็ไม่ใช่แวมไพร์
บทที่ 3 - ถ้าไม่สมควรตายก็ไม่ใช่แวมไพร์
บทที่ 3 - ถ้าไม่สมควรตายก็ไม่ใช่แวมไพร์
บทที่ 3 - ถ้าไม่สมควรตายก็ไม่ใช่แวมไพร์
ตำรวจร่างอ้วนที่ใช้ร่างกายอันอวบอัดยืนขวางประตูร้านขนมปังอยู่หันกลับมา แววตาเล็กๆ นั้นฉายประกายดุร้ายจ้องมองเถ้าแก่
บางครั้ง ตำรวจในเมืองแห่งนางฟ้าก็น่ารังเกียจและดูไม่เหมือนคนดีมากกว่าพวกมาเฟียเสียอีก
เถ้าแก่ร่างอ้วนต้องเลือกระหว่างคำขู่ที่ดูคลุมเครือแต่น่ากลัวกับเงินสองร้อยเหรียญ สุดท้ายเขาก็เลือกทิ้งเงินสองร้อยเพื่อปกป้องตัวเอง
ร้านขนมปังแห่งนี้ทำกำไรได้ประมาณเดือนละสี่ร้อยเหรียญ เมื่อหักค่าใช้จ่ายปกติแล้ว จะเหลืออยู่ประมาณสามร้อยห้าสิบเหรียญ ค่าบำรุงรักษาความสะอาดที่ต้องจ่ายให้มาเฟียทุกเดือนคือห้าสิบเหรียญ จ่ายให้พวกตำรวจประมาณหกสิบห้าเหรียญ ตอนนี้ค่ามาเฟียก็ขึ้นราคาเป็นหกสิบเหรียญแล้ว
นั่นหมายความว่ากำไรในแต่ละเดือนเหลือเพียงสองร้อยยี่สิบห้าเหรียญเท่านั้น หากคำนวณค่าจ้างของตัวเขาเองกับลูกสาวลงไปด้วย กำไรสุทธิจะเหลือเพียงหนึ่งร้อยเหรียญเท่านั้น ตัวเลขนี้อาจจะดูมหาศาลสำหรับชนชั้นแรงงาน แต่สำหรับเจ้าของร้านแล้ว มันไม่ได้มากมายอะไรเลย
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังถือว่าทำเงินได้
เถ้าแก่สูดหายใจเข้าลึกๆ "ไม่มีปัญหาครับ ผมจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้"
ไม่นานเขาก็เดินกลับมาพร้อมเงินสองร้อยเหรียญที่หยิบออกมาจากกล่องลับด้วยความเสียดาย แล้ววางมันลงบนโต๊ะ
นายตำรวจปราดตามองเพียงครู่เดียว ก่อนจะหยิบเงินใส่กระเป๋าเสื้อ "จอนนี่ วางใจเถอะ ฉันเองก็เป็นคนรักษากฎ"
"จริงๆ แล้วแกไม่ได้เสียประโยชน์อะไรเลย ภายในครึ่งปีนี้ฉันจะไม่มาเก็บเงินแกอีก แกไม่ได้ถูกใครขูดรีด แกแค่จ่ายล่วงหน้าเท่านั้นเอง"
คำอธิบายแบบนี้ทำให้เถ้าเขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่แลนซ์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ในมุมห้องรู้ดีว่าการมาเก็บเงินล่วงหน้าแบบกะทันหันแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเขาต้องการเงินด่วนหรอก แต่เป็นไปได้สูงว่าไอ้หมอนี่กำลังจะถูกย้ายจริงๆ
เขาจึงตั้งใจจะกอบโกยอีกสักรอบก่อนจากไป
แต่แลนซ์ไม่มีความจำเป็นต้องเตือนเถ้าแก่หรอก ถึงเตือนไป เถ้าแก่ก็ไม่มีกำลังจะขัดขืนอยู่ดี เคยมีคนพยายามร้องเรียนพฤติกรรมของตำรวจนอกลู่นอกทางเหล่านี้ แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไปเอง
นายตำรวจมองเถ้าแก่ทีหนึ่ง แล้วมองแลนซ์ทีหนึ่ง จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าโยนลงถังขยะข้างโต๊ะ "มีปัญหาอะไร ก็ให้ศูนย์วิทยุตามตัวฉันได้"
เขาพูดพลางสวมหมวกแล้วตบบ่านายตำรวจร่างอ้วน ก่อนจะเดินออกจากร้านไป
ป้าย "ปิดทำการ" ถูกพลิกกลับมาเป็น "เปิดทำการ" อีกครั้ง
แลนซ์มองผ่านกระจกหน้าร้านเห็นพวกเขาเดินไปยังร้านถัดไป เห็นได้ชัดว่าเขาตะกละตะกลามมาก จากต้นถนนไปจนถึงหัวมุมถนน มีร้านค้าอย่างน้อยสามสิบร้าน ถ้าเขาเก็บร้านละสี่ร้อยเหรียญ นั่นก็เป็นเงินถึงหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญ
ในยุคที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อหัวเพียงสี่สิบห้าสิบเหรียญ เงินหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญสำหรับคนชั้นล่างแล้ว ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลเหลือเชื่อ!
"ไอ้พวกสุนัขรับใช้ที่เท้าเป็นหนอง ไอ้ลูกสำส่อน..." จอนนี่ก่นด่าด้วยเสียงเบาหวิว แม้แต่การด่าทอยังต้องระมัดระวังขนาดนี้ ทำให้แลนซ์รู้สึกสมเพช
ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองแลนซ์ ดวงตาแดงก่ำ "แกคิดว่าฉันน่าตลกนักเหรอ?"
แลนซ์ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างงงๆ รีบโบกมือ "ไม่ครับ ไม่เลยสักนิด"
แต่ดูเหมือนเถ้าแก่จะปักใจเชื่อไปแล้วว่ามันเป็นแบบนั้น "แกจะหัวเราะเยาะฉันก็ได้ แกเห็นท่าทางน่าสมเพชของฉันแล้วนี่ แต่ไม่เป็นไร มื้อเย็นยกเลิก!"
พูดจบเขาก็สะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปในห้องข้างหลัง จากนั้นก็มีเสียงปาข้าวของดังตามออกมา
แลนซ์มองบานประตูที่เปิดแง้มไว้ ฟังเสียงสบถสาปแช่งที่ดังมาจากในห้อง เด็กฝึกงานยืนแสยะยิ้มมองเขาอยู่ที่ประตูห้องครัว ทั้งหมดนี้ทำให้เขาเข้าใจยุคสมัยนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
พลัง คือรากฐานที่แท้จริง
เขากับกลุ่มวัยรุ่นที่มาเก็บค่าคุ้มครอง กับนายตำรวจวัยสามสิบกว่าที่สวมเครื่องแบบอันเป็นตัวแทนของความยุติธรรมคนนั้น เมื่อถอดรูปลักษณ์ภายนอกออกไปแล้ว พวกเขาไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย
สิ่งใดกันที่ทำให้เขาต้องทำงานฟรีๆ อยู่ที่นี่หนึ่งเดือน แถมยังติดหนี้นายทุนอีกสามเหรียญ และสิ่งใดกันที่ทำให้คนเหล่านั้นที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับได้รับเงินก้อนโตจากที่นี่ไปในทุกๆ เดือน?
มันคือพลัง พลังที่สร้างระเบียบขึ้นมา!
คนที่ไม่มีพลังต้องปฏิบัติตามระเบียบ
แต่แลนซ์ไม่ใช่คนที่ชอบทำตามกฎระเบียบนัก อย่างน้อยเขาก็ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น
ช่วงบ่าย ในขณะที่เขากำลังคิดหาวิธีทำให้เถ้าแก่ต้องชดใช้ในความโอหังของเขา ทันใดนั้นก็มีชายร่างเล็กสวมหมวกแก๊ปคนหนึ่งวิ่งมาที่หน้าร้านขนมปัง
เขายืนเท้าสะเอวหอบแฮกพลางชะเง้อมองเข้ามาในร้าน แลนซ์เห็นเขาเข้าพอดีจึงรีบเดินออกไป
บนเรือที่นั่งมา เขาได้รู้จักกับกลุ่มเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันจำนวนมาก วัยรุ่นอายุสิบเจ็ดถึงสิบเก้าปีเป็นกลุ่มที่เข้าหากันได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมาก่อน เพียงแค่ได้คุยกันสองสามประโยคแล้วชวนกันไป "เที่ยว" ก็จะกลายเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ ขึ้นมาได้ทันที
เหล่าผู้ลี้ภัยจากบ้านเกิดเดียวกันเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในพื้นที่นี้ หลายคนทำงานเป็นกรรกรแบกหามอยู่ที่ท่าเรือ——ที่นั่นเป็นแหล่งรวมตัวของพวกไร้สัญชาติมากที่สุด งานที่หนักที่สุด เหนื่อยที่สุด และสกปรกที่สุด มักจะขาดพวกไร้สัญชาติไปไม่ได้เลย
คนท้องถิ่นดูถูกงานสกปรกและงานหนักเหล่านั้น พวกนายทุนเองก็ไม่อยากจ้างคนท้องถิ่นที่มีค่าแรงสูงกว่า พวกไร้สัญชาติจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอ
จนถึงตอนนี้ถึงกับมี "บริการเช่าตำแหน่งงาน" ปรากฏขึ้นบนกระดานประกาศของท่าเรือแล้ว——ตามกฎหมายและระเบียบของสหพันธรัฐ แม้ภายนอกจะบอกว่าเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของประชาชนชั้นล่าง แต่จริงๆ แล้วมันกลับกลายเป็นเครื่องมือขูดรีดที่ดียิ่งขึ้นสำหรับเหล่านายทุน ดังนั้นหากคนงานต้องการทำงาน อย่างน้อยต้องมีเอกสารหนึ่งในสองอย่างนี้
หมายเลขประกันสังคมของพลเมืองสหพันธรัฐ หรือใบอนุญาตทำงานของผู้พำนัก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนท้องถิ่นแต่กำเนิดหรือผู้อพยพที่ถูกกฎหมาย คุณต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่ง
พวกไร้สัญชาติไม่มีเลขประกันสังคม และไม่มีทางได้ใบอนุญาตทำงาน แต่พวกเขาต้องการงานทำ แล้วจะทำอย่างไร? คนท้องถิ่นบางคนจึงเอาตำแหน่งงานของตนมาปล่อยเช่าให้พวกไร้สัญชาติ เช่น งานขัดเรือซึ่งพบเห็นได้บ่อยที่สุด
สำนักงานบริหารท่าเรือไม่สนหรอกว่าใครจะเป็นคนถือผ้าไปขัดเรือ พวกเขาสนแค่ว่างานขัดเรือเสร็จทันเวลาหรือไม่ คนงานขัดเรือได้รับค่าจ้างเดือนละสามสิบห้าเหรียญ พวกไร้สัญชาติจะต้องแบ่งเงินให้เจ้าของตำแหน่งสิบห้าเหรียญและต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดเอง แล้วเงินที่เหลือยี่สิบเหรียญจึงจะเป็นรายได้ของพวกเขาเอง
เงินยี่สิบเหรียญถือว่าเป็นรายได้สูงแล้ว ปัจจุบันราคาเช่าบัตรทำงานกำลังพุ่งสูงขึ้น บางแห่งขยับขึ้นไปถึงสิบแปดเหรียญแล้ว นั่นหมายความว่าคนที่ทำงานอย่างหนักแต่ไม่มีสถานะรับรอง ต้องสวมรอยทำงานแทนคนอื่นด้วยความเหนื่อยยากตลอดทั้งเดือน แต่ได้รับเงินเพียงสิบเจ็ดเหรียญ นอนในท่อปูน กินอาหารที่แย่และราคาถูกที่สุด แต่ละเดือนเก็บเงินได้เพียงไม่กี่เหรียญเท่านั้น
คนท้องถิ่นบางคนที่หัวหมอหน่อยมักจะ "ควบ" สองสามตำแหน่งหรือมากกว่านั้น แล้วปล่อยเช่าตำแหน่งงานเหล่านั้นให้พวกไร้สัญชาติ แต่ละเดือนไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้เงินห้าสิบหกสิบเหรียญ นี่กลายเป็นวิถีชีวิตแบบหนึ่งของคนท้องถิ่นไปแล้ว และเป็นวิถีชีวิตที่พบเห็นได้ในเมืองบางเมืองเท่านั้น
ชายร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้ามีชื่อว่าเออร์วิน เป็นคนบ้านเดียวกับแลนซ์ ในดินแดนต่างถิ่นแบบนี้ คนบ้านเดียวกันจะมีความรู้สึกไว้วางใจกันอย่างประหลาด ความไว้วางใจนี้เกิดจากการมีอดีตที่คล้ายกัน การใช้ชีวิตอยู่ในภูมิภาคเดียวกันจนเกิดความรู้สึกปลอดภัยในการรับรู้ แม้จะมีคนบางกลุ่มใช้ความไว้วางใจนี้ทำเรื่องแย่ๆ ก็ตาม
แต่ชายร่างเล็กคนนี้ไว้ใจได้ เพราะเขามาสหพันธรัฐพร้อมกับแลนซ์จากจักรวรรดิ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังรีบร้อนมาก
แลนซ์ผลักประตูออกไป เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน "มีอะไรเหรอ?"
เออร์วินดูท่าทางร้อนรน "อีธานมีเรื่องแล้ว!"
สีหน้าของแลนซ์เปลี่ยนไปทันที "เขาเป็นอะไรไป?"
ในกลุ่มคนเหล่านี้ แลนซ์เป็นผู้ที่มีความเห็นและมุมมองที่ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ จึงได้รับความเคารพจากคนอื่นๆ ในกลุ่มเล็กๆ นี้เป็นพิเศษ มีเรื่องอะไรพวกเขามักจะมาปรึกษากับแลนซ์เสมอ เพราะในฐานะคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมานานหลายปี แม้จะไม่คุ้นเคยกับโลกใบนี้มากนัก แต่ในการเผชิญกับการเลือกบางอย่าง เขายังคงมีความสุขุมและเหมาะสมกว่าพวกเด็กวัยรุ่นเหล่านี้
เออร์วินสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับจังหวะการหายใจให้คงที่ "วันนี้เป็นวันจ่ายค่าจ้าง นายก็รู้ว่าบัตรทำงานของเราเป็นของเช่า เพราะงั้น..."
แลนซ์เดาเรื่องราวที่เหลือได้ทันที "เพราะงั้นท่าเรือจ่ายเงินให้เจ้าของบัตรที่พวกนายเช่ามา แล้วเจ้าของบัตรของอีธานก็ไม่ยอมจ่ายเงินให้เขาใช่ไหม?"
เออร์วินพยักหน้าถี่ๆ "ใช่เลย ไอ้หมอนั่นบอกเขาว่าจะไม่ให้แม้แต่แดงเดียว แถมยังด่าเขาเปิงเลยด้วย พอเขาฟิวส์ขาดก็เลยต่อยไอ้โง่นั่นเข้าให้ แล้วไอ้สารเลวนั่นก็แจ้งตำรวจทันที..."
เรื่องแบบนี้พบเห็นได้บ่อยที่ท่าเรือ และก็พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองแห่งนางฟ้าด้วย มักจะมีคนคอยจ้องจะฮุบความมั่งคั่งและทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณมีโดยที่คุณไม่รู้ตัว! ในขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่พวกไร้สัญชาติไม่ได้รับการยอมรับจากกระบวนการยุติธรรมของสหพันธรัฐ ค่าใช้จ่ายในการแจ้งความเพื่อดำเนินการนั้นสูงกว่าความสูญเสียจากการทำงานฟรีหนึ่งเดือนมาก ดังนั้นถึงแม้บางคนจะถูกโกง สุดท้ายก็ได้แต่เลือกทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นให้พวกหนอนแมลงที่น่ารังเกียจในท้องถิ่นย่ามใจขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่าไม่มีใครกล้าไปแจ้งความหรอก ค่าใช้จ่ายจากการแจ้งความนั้นพวกไร้สัญชาติแบกรับไม่ไหว และด้วยขนาดของการใช้แรงงานในเมืองจินกั่งในปัจจุบัน บัตรทำงานเหล่านี้ไม่เคยขาดแคลนคนที่จะมาขอลอง
แลนซ์ขมวดคิ้ว เรื่องนี้จัดการยากหน่อย "ตอนนี้อีธานอยู่ที่ไหน?"
"ฉันให้เขาไปซ่อนตัวอยู่ที่ท่อระบายน้ำใต้สะพาน"
"แล้วหมอนั่นว่ายังไง?"
"มันบอกว่าให้เอาเงินสองร้อยเหรียญมาให้ แล้วเรื่องนี้จะจบ ถ้าไม่ให้ มันจะตามรังควานอีธานไม่เลิก"
"ถ้ามันทำแบบนั้นจริงๆ อีธานมีสิทธิ์ถูกส่งตัวกลับนะ"
เวลานี้การถูกส่งตัวกลับจักรวรรดิไม่ใช่แค่เรื่องที่ต้องไปแนวหน้าเท่านั้น แต่องค์จักรพรรดิทรงคลุ้มคลั่งไปแล้ว พระองค์จะส่งทุกคนที่หนีทหารไปขึ้นตะแลงแกง! พูดง่ายๆ คือถ้าอีธานกลับไป มีโอกาสสูงมากที่จะต้องติดคุก หรือแม้กระทั่งความตาย!
พวกสหพันธรัฐข่มขู่ขูดรีดพวกเขาก็เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ!
แต่เงินสองร้อยเหรียญมันมากเกินไป คนเหล่านี้เพิ่งมาได้แค่เดือนเดียว ส่วนใหญ่เมื่อหักค่ากินอยู่แล้ว สุดท้ายก็เหลือเพียงไม่กี่เหรียญ เงินสองร้อยเหรียญ พวกเขาไม่มีปัญญารวบรวมได้หรอก
เออร์วินก็พูดถึงปัญหานี้เช่นกัน "พวกเราเจ็ดแปดคนช่วยกันรวบรวมได้แค่หกสิบสามเหรียญเอง ยังขาดอยู่อีกร้อยกว่าเหรียญ"
แลนซ์ถอนหายใจ "เดือนนี้ฉันนอกจากจะไม่ได้เงินแม้แต่แดงเดียวแล้ว ยังติดหนี้อยู่อีกสามเหรียญด้วย"
เออร์วินพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้น "ไอ้พวกแวมไพร์เอ๊ย!"
(จบแล้ว)