- หน้าแรก
- เทพเซียน : กายข้าคือคลังกระบี่
- บทที่ 353 เงากระจกบุปผา (1)
บทที่ 353 เงากระจกบุปผา (1)
บทที่ 353 เงากระจกบุปผา (1)
บทที่ 353 เงากระจกบุปผา (1)
สีหน้าของนักพรตซินซานไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด เพียงแค่ชี้นิ้วลวกๆ พลังวิญญาณรอบกายก็ปะทุขึ้น ผลักหุ่นเชิดซากศพอาหยวนที่พุ่งเข้ามาใกล้ให้ถอยร่นไป
ชั่วขณะนั้น พลังวิญญาณอันสับสนวุ่นวาย ปราณดาบ และไฟซากศพของหุ่นเชิดซากศพอาหยวนต่างก็พุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดกลางหุบเขา
"อึก"
นักพรตซินซานครางต่ำในลำคอ แต่จู่ๆ บนใบหน้ากลับเผยแววตาเย้ยหยันออกมา
ระดับพลังของเขาไม่ได้ตกลงไปเลยแม้แต่น้อย พลังฝีมือยังอยู่ครบถ้วน เพียงแต่จิตวิญญาณได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น
การจะรับมือกับคนระดับสร้างรากฐานขั้นกลางหนึ่งคน กับหุ่นเชิดซากศพอีกหนึ่งตัว ยังคงง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
เขายกมือขึ้นลวกๆ ปลายนิ้วผอมแห้งควบแน่นพลังวิญญาณสีเลือดในพริบตา ปราณคลุ้มคลั่งสามสายพุ่งทะลวงออกไปติดๆ กัน
พุ่งเป้าไปที่จุดหว่างคิ้ว จุดตันเถียน และข้อมือขวาที่ถือดาบของเซิ่งเหนียนทั้งสามจุดพร้อมกัน
ดรรชนีโลหิตปวดร้าว!
เซิ่งเหนียนสีหน้าเคร่งเครียด ดูเหมือนจะมองความน่ากลัวของวิชานี้ออก
เขายกดาบยาวในมือขึ้น พลังวิญญาณทั่วร่างพลุ่งพล่าน หลอมรวมเข้ากับกระแสน้ำบนคมดาบ
พริบตานั้นแสงวิญญาณบนคมดาบก็สว่างวาบ ประกายดาบกลายสภาพเป็นมังกรวารี ตวัดฟันออกไปตามแรงดาบ
โฮก——!
ในหุบเขามีเสียงมังกรคำรามดังขึ้นกะทันหัน ฟันทำลายดรรชนีเลือดสองสายทิ้งไป แต่เพราะความเร็วที่มากเกินไป ทำให้ป้องกันอีกสายหนึ่งไว้ไม่ทัน
ในจังหวะนั้นเอง อาหยวนกลับก้าวเข้ามาขวาง ร่างกายสูงใหญ่พุ่งเข้าชนดรรชนีสายนั้นอย่างจัง
ลมดรรชนีทะลวงผ่านกระดูกสะบักของอาหยวน เลือดเนื้อเหี่ยวแห้งลงในพริบตา เผยให้เห็นกระดูกสีขาวโพลน
"ดาบเล่มนั้น... สมบัติโบราณรึ?!"
นักพรตซินซานเบิกตากว้าง เป็นครั้งแรกที่เผยสีหน้าเสียอาการออกมา
"แกเป็นแค่ระดับสร้างรากฐาน จะไปใช้สมบัติโบราณได้ยังไง!?"
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ตกตะลึง ไอวิญญาณสีดำสนิทก็หมุนวนรอบดาบยาว เซิ่งเหนียนบุกประชิดตัว ประกายดาบฟาดฟันลงมา
"ไม่มีอะไรจะบอก"
วูบ——
เสียงดาบกรีดร้อง ทลายลมฟาดฟันจนซินซานต้องถอยร่น
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำแหน่งเดิมที่เขาเคยยืนอยู่ ก็ค่อยๆ ควบแน่นร่างเงาที่หน้าตาเหมือนเซิ่งเหนียนไม่มีผิดเพี้ยนขึ้นมาสายหนึ่ง
นักพรตซินซานก้มมองประกายดาบที่ยากจะลบเลือนบนพลังวิญญาณตรงหน้าตัวเอง แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา
"หึ หึ ฮ่าฮ่าฮ่า..."
รอยยิ้มของเขาดูบ้าคลั่งเล็กน้อย "ดี!"
"ดีจริงๆ ศิษย์รักของข้า นึกไม่ถึงว่าจะยังมีเซอร์ไพรส์แบบนี้มอบให้อาจารย์อีก"
"อาจารย์ดีใจมาก"
ร่างของนักพรตซินซานค่อยๆ เดินออกมาจากกลุ่มปราณดาบที่ยังไม่สลายตัว
แขนเสื้อพองลม พลังวิญญาณที่ปั่นป่วนและเถ้าถ่านไฟซากศพในหุบเขา ถูกวังวนพลังวิญญาณสีเลือดที่หมุนวนรอบตัวเขาดึงดูด ส่งเสียงหวีดร้องราวกับภูตผีร่ำไห้
"แต่อาจารย์ก็สงสัยนัก..."
น้ำเสียงของนักพรตซินซานแหบพร่า คำพูดแฝงแววหยอกล้อราวกับแมวหยอกหนู
"แค่ฝีมือแค่นี้ของแก กับหุ่นเชิดซากศพครึ่งพังตัวนี้ ยังกล้าลงมือกับข้าอีกรึ?"
วังวนสีเลือดขยายตัวออกอย่างรุนแรง แรงดูดอันบ้าคลั่งดึงถอนก้อนหินยักษ์และต้นไม้บนพื้นดินขึ้นมาทั้งรากทั้งโคน
เซิ่งเหนียนและหุ่นเชิดซากศพอาหยวนถอยกรูดอย่างรวดเร็ว
"ช่วยไม่ได้นี่ ท่านอาจารย์"
เซิ่งเหนียนจ้องมองนักพรตซินซานเขม็ง "ระหว่างเราสองคนรอดได้แค่คนเดียว ตอนนี้ท่านบังเอิญได้รับบาดเจ็บสาหัสพอดี ลงมือตอนนี้ พวกเรามีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด ไม่ใช่หรือไง?"
ยังพูดไม่ทันขาดคำ ร่างของเขาก็พร่ามัวฉับพลัน เคลื่อนที่ไปตามขอบพายุอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี ทุกครั้งที่กะพริบไหวจะทิ้งร่างเงาที่จับตัวเป็นก้อนไม่ยอมสลายไว้ที่เดิมเสมอ
"รนหาที่ตาย"
นักพรตซินซานกระตุกยิ้มมุมปาก ย่อมมองความผิดปกติของเซิ่งเหนียนออก
เมื่อก่อนเขาก็เคยลอบสังเกตตอนที่ลูกศิษย์คนนี้ต่อสู้ฟาดฟันกับคนอื่น
การต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทั่วไป เขามักจะเน้นลงดาบแบบไม่เสียใจภายหลัง พูดจาไร้สาระน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมาอธิบายแรงจูงใจอะไรเลย
แต่ตอนนี้ กลับดูเหมือนกำลังถ่วงเวลาอยู่
จิตสังหารของซินซานพลุ่งพล่าน ไม่สนว่าไอ้เด็กนี่กำลังรอตัวแปรอะไรอยู่ รีบฆ่าทิ้งซะเลยดีกว่า จะได้ไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อน
เขาไม่ออมมืออีกต่อไป ประกบฝ่ามือเข้าหากันอย่างรุนแรง!
พายุสังหารโลหิต
"ตูม——!"
พายุขนาดยักษ์ก่อตัวขึ้นอย่างดุดัน พายุทอร์นาโดสีเลือดเส้นผ่านศูนย์กลางหลายจั้งพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า ทิวทัศน์ดุจฤดูใบไม้ผลิก้นหุบเขาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉา น้ำพุวิญญาณระเหยหายไป
แรงดูดบ้าคลั่งกวาดเข้ามา ไม่พูดพร่ำทำเพลง ครอบคลุมเซิ่งเหนียนและอาหยวนไว้ข้างใน
"โฮก..."
ภายใต้หน้ากาก หุ่นเชิดซากศพอาหยวนส่งเสียงคำรามต่ำ ไฟซากศพที่มือทั้งสองข้างลุกโชนอย่างรุนแรง กลืนกินร่างสูงใหญ่เข้าไปทั้งหมด
จากนั้นมันก็พุ่งตัวเข้าใส่ขอบพายุ ปะทะกับพลังปราณเลือดอย่างดุเดือด
ส่งเสียงดังฉ่าๆ ราวกับเหล็กเผาไฟจุ่มน้ำ ฉีกกระชากกำแพงค่ายกลของพายุสังหารโลหิตออกเป็นช่องโหว่ชั่วคราวอย่างยากลำบาก
ในชั่วพริบตานั้น ร่างหกร่างที่เซิ่งเหนียนทิ้งไว้ตอนเคลื่อนที่หลบหลีก ก็รวมตัวกันฉับพลัน แสงสีดำสนิทบริสุทธิ์สายหนึ่งควบแน่นอยู่บนคมดาบ
วูบ——
ดาบยาวออกจากฝัก
เส้นแบ่งเขตแดนที่ยากจะคาดเดาสายหนึ่ง ปรากฏขึ้นกลางพายุสังหารโลหิตจากความว่างเปล่า
จนกระทั่งวินาทีนี้ ประกายดาบฟาดฟันเข้ามา นักพรตซินซานถึงค่อยสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามแห่งความเป็นความตายจางๆ
เขาขมวดคิ้ว นิ้วทั้งสิบของทั้งสองมือก็ถูกย้อมด้วยสีดำอมม่วงสุดประหลาดในพริบตา เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาทุกเส้น
"ดรรชนีสาปโลหิต"
ตึง!
ร่างของเซิ่งเหนียนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับโดนค้อนหนักทุบ เลือดทะลักออกทวารทั้งเจ็ด ร่างกระเด็นปลิวไปด้านหลังฉับพลัน
หุ่นเชิดซากศพอาหยวนก็สภาพไม่ต่างกัน โดนพายุสังหารโลหิตที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นกะทันหันกวาดกระเด็น ร่างกายซีกหนึ่งถูกย้อมด้วยสีเลือด ล้มกลิ้งลงไปกับพื้น
ช่องว่างระหว่างระดับสร้างรากฐานขั้นกลางกับระดับแก่นเทียม ดูเหมือนจะยังคงห่างชั้นกันเกินไปหน่อย
ความคมกริบของวิชาดาบนิรนาม ทำได้แค่กรีดชุดนักพรตของนักพรตซินซานขาดเป็นรอยเท่านั้น
"..."
นักพรตซินซานก้มหัวลงเล็กน้อย มองแผลจากดาบที่หน้าท้อง บาดแผลนี้ไม่หนักไม่เบา
"ศิษย์รักของข้าเอ๋ย"
เขายกมือขึ้นเบาๆ ลูบไปที่หน้าท้อง ลบพลังดาบบนนั้นออกไป
"แค่ก..."
บาดแผลก็เริ่มฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
"ด้วยระดับพลังสร้างรากฐานขั้นกลาง เผชิญหน้ากับแก่นเทียม แล้วทำได้ถึงขนาดนี้ แกก็ภูมิใจได้แล้วล่ะ"
บนใบหน้าของเขาปรากฏความละโมบและความปีติยินดีอย่างคนป่วยจิต "ไม่เสียแรงที่ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจสั่งสอนมาหลายปี"
สะบัดมือเบาๆ สลายพลังวิญญาณทิ้ง แล้วเดินช้าๆ ไปหาเซิ่งเหนียน
"จากนี้ไป ให้เป็นหน้าที่อาจารย์รับช่วงต่อร่างกายนี้ก็แล้วกัน"
บนกิ่งก้านของต้นไม้โบราณที่บิดเบี้ยวบนหน้าผาสูงในหุบเขา อีกาดำขลับตัวหนึ่งเกาะอยู่อย่างเงียบๆ ดวงตานกสีทองสะท้อนภาพฉากนองเลือดที่ก้นหุบเขา
เฒ่าซ่งตอบข้อความกลับมาแล้วนี่นา ทำไมป่านนี้ยังมาไม่ถึงอีก?
เซิ่งเหนียนสีหน้าเคร่งเครียด เลือดลมในเส้นลมปราณทั่วร่างพลุ่งพล่าน ไหลรวมไปที่จุดตันเถียน
"เอาขวานไปข่มช่างไม้"
นักพรตซินซานเพียงแค่ชี้มือ เลือดลมที่รวมตัวกันก็แตกซ่านไป
"เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เลิกคิดหนีซะเถอะ"
ทว่านักพรตซินซานก้าวเพียงก้าวเดียว ก็มาถึงตรงหน้าเซิ่งเหนียนที่บาดเจ็บสาหัส พลังคำสาปเลือดบนฝ่ามือยังไม่ทันจางหาย ก็คว้าหมับไปที่กะโหลกศีรษะของเขา
ในวินาทีชี้เป็นชี้ตายนี้เอง
"กา——"
เสียงอีกาแผดร้องดังขึ้นอย่างฉับพลัน ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา
นักพรตซินซานใจกระตุก เงยหน้าขึ้นมอง
พายุสังหารโลหิตในหุบเขายังไม่สลายไป แต่กิ่งไม้กิ่งหนึ่งกลับนิ่งสนิทอย่างผิดปกติ อีกาตัวนั้นสยายปีกบิน
ทะลุผ่านพายุสังหารโลหิตเข้ามาอย่างง่ายดาย ร่อนลงเกาะบนร่างของหุ่นเชิดซากศพอาหยวนที่ล้มอยู่บนพื้น
ก๊อก ก๊อก
มันจิกไปที่หน้ากากของอาหยวนสองครั้ง คล้ายกับกำลังเรียกให้เขาตื่น
"..."
นักพรตซินซานขมวดคิ้ว มองอีกาตัวนี้ ในใจเกิดความรู้สึกไม่สมจริงขึ้นมาอย่างประหลาด
กา——
เสียงอีการ้องอีกครั้ง
พริบตานั้น สัญญาณเตือนภัยก็ดังก้อง
วินาทีนี้ นักพรตซินซานตกตะลึงเมื่อพบว่าภาพทุกอย่างในสายตาเริ่มพลิกคว่ำ
โลกหมุนคว้าง ร่างกายล้มลงสู่พื้นดินอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ในจังหวะที่สัมผัสพื้น กลับรู้สึกเหมือนจมดิ่งลงสู่อีกโลกหนึ่ง
ไม่ใช่แค่เขา เซิ่งเหนียน หุ่นเชิดซากศพอาหยวน แล้วก็อีกาตัวนั้น ต่างก็เป็นเช่นเดียวกัน
วูบ...
พายุสังหารโลหิตสลายวับไป อาการบาดเจ็บของเซิ่งเหนียนหายเป็นปลิดทิ้ง
แม้แต่รอยกัดกร่อนสีเลือดที่ลุกลามบนร่างของหุ่นเชิดซากศพอาหยวนก็ลดฮวบลงราวกับน้ำลด
"อะไรกัน?!"
ภาพนั้น เหมือนกับคนที่ตกจากที่สูงลงสู่ผิวน้ำ แล้วเพิ่งตระหนักได้ว่า โลกใต้ผิวน้ำต่างหากที่เป็นของจริง
ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมของหุบเขานี้ จุดเดียวที่ต่างออกไปคือ ที่นี่มีคนเพิ่มมาหนึ่งคน
นักพรตซินซานจ้องผู้มาเยือนเขม็ง แม้ในใจจะระแวดระวังขั้นสุด แต่น้ำเสียงกลับแฝงแววขบขันอยู่บ้าง
"ข้าก็นึกว่าใคร..."
"ที่แท้ก็คนกันเองนี่เอง"
ซ่งเยี่ยนยืนอยู่เบื้องหน้าเซิ่งเหนียนและหุ่นเชิดซากศพอาหยวน มองซินซานด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"คุณชายซ่ง"
อาหยวนมองร่างของตัวเองที่เดิมทีพังยับเยินกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม ก็เกิดอาการงุนงงไปชั่วขณะ
แต่นี่ถือเป็นเรื่องดี
"แม่งเอ๊ย เพิ่งจะโผล่หัวมา ปล่อยให้ข้าโดน..."
เซิ่งเหนียนตรวจสอบภายในร่าง ก็พบว่าร่างกายตัวเองปกติดี ไม่มีอาการบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
"...อัด"
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ ดูเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ตอนนี้ซ่งเยี่ยนรู้สึกผิดอยู่บ้าง แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน และไม่ได้อธิบายอะไร
ความจริงแล้ว ตอนที่ได้รับข้อความจากเซิ่งเหนียน เขาแอบสงสัยในคำสั่งเรียกฉุกเฉินของสหายรัก
เพราะต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นเทียม ถึงขั้นเคยมีความคิดแวบเข้ามาว่าจะรอทะลวงระดับสร้างรากฐานขั้นปลายก่อนแล้วค่อยมาที่นี่
แต่เขาก็พิจารณาแล้วว่าคนอย่างโก่วเซิ่งมักชอบเล่นอะไรเสี่ยงตาย ครั้งที่แล้วริมแม่น้ำอี้ ถ้าเขามาช้าไปก้าวเดียว เจ้านี่คงตายให้เขาดูแน่ๆ
เขาจึงรีบตะบึงมาอย่างไม่คิดชีวิต
เกือบเกิดเรื่องใหญ่แล้วไหมล่ะ
ทว่าจากการหยั่งเชิงหลายครั้ง กลับมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ซ่งเยี่ยนรู้สึกประประหลาดใจ
นักพรตซินซานดูเหมือนจะไม่มีภูมิต้านทานต่อผลลัพธ์พิเศษของเจตจำนงกระบี่ภาพลวงตาดุจกระจกเงาดอกไม้เลยสักนิด
ต้องรู้ไว้ว่า แม้แต่ฟ่านตงเฉินบนภูเขาหลงถานในปีนั้น ก็ยังสามารถรับรู้ถึงความไม่สมเหตุสมผลของภาพลวงตาได้ด้วยตัวเอง
ถึงแม้ว่าตอนนั้นภาพลวงตาดุจกระจกเงาดอกไม้จะยังอ่อนหัดมากก็ตามที
ประกอบกับข้อความที่โก่วเซิ่งส่งมาบอกว่า นักพรตซินซานได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ซ่งเยี่ยนจึงเดาว่า อาการบาดเจ็บนี้น่าจะเกี่ยวกับจิตวิญญาณ
นี่นับเป็นข่าวดีที่ประเสริฐสุดๆ
"บนภูเขาหลงถาน ข้าเคยฆ่าแกมาแล้วครั้งหนึ่งนะ ซ่งเยี่ยน"
นักพรตซินซานกล่าว "ไม่รู้ว่าแกรอดมาได้ยังไงก็ช่างเถอะ ถือว่าปล่อยไปสักครั้ง"
"แกยังกล้ามารนหาที่ตายถึงที่นี่อีก"
"ช่างไม่รู้จักมารยาทเอาซะเลย..."
เขาโกรธจัดจนหัวเราะออกมา บนใบหน้าเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียมและโหดเหี้ยม
แม้ว่าจิตวิญญาณของเขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่ระดับพลังยังคงบดขยี้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้อย่างแท้จริง
ชั่วพริบตา แรงกดดันของระดับแก่นเทียมก็ไม่ถูกเก็บงำไว้อีกต่อไป มันระเบิดออกอย่างรุนแรง พลังวิญญาณทั่วทั้งหุบเขากลายเป็นหนักอึ้งทันที
"ตูม——"
นักพรตซินซานตวาดกร้าว ร่างกายที่ผอมแห้งขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา พลังวิญญาณสีแดงคล้ำทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดและรูขุมขนทั่วร่างอย่างบ้าคลั่ง
แรงกดดันพลังวิญญาณอันมหาศาลนั้น กดทับลงมาอย่างหนักหน่วง ทำให้พวกซ่งเยี่ยนทั้งสามคนรับภาระหนักขึ้นเป็นทวีคูณ
พลังวิญญาณพัดผ่าน ที่ใดที่มันพัดไป ต้นไม้ใบหญ้าก็เหี่ยวเฉาไหม้เกรียมในพริบตา
หนวดสีเลือดสามเส้นที่ควบแน่นจากพลังวิญญาณอันโสมมพุ่งออกมารอบทิศทาง หมายจะพันธนาการพวกเขาทั้งสามไว้อย่างแน่นหนา กลืนกินเลือดเนื้อและพลังวิญญาณ เพื่อสะกดข่มให้ราบคาบ
การโจมตีอย่างเต็มกำลังของคนระดับแก่นเทียม ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานทั่วไปจะต้านทานได้ตรงๆ แน่นอน
แต่คนที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาสักคน
เห็นเพียงซ่งเยี่ยนงอนิ้วดาบ กระบี่บินหลายเล่มพุ่งปราดออกไป
วินาทีต่อมา แสงสีขาวเจิดจ้าสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าในหุบเขา ดวงอาทิตย์เจิดจ้าดวงหนึ่งถูกยกเข้ามาไว้ในพื้นที่แคบๆ นี้อย่างดื้อดึง
ดวงอาทิตย์ส่องสว่าง ร้อนแรงและดุดัน ปราณกระบี่สีแดงชาดสาดเทลงมาราวกับพายุฝน
แทบจะพร้อมๆ กัน ใต้เท้าของซ่งเยี่ยน แสงจันทร์เย็นเยียบก็ไหลเวียนออกไป ควบแน่นเป็นวงแหวนกระบี่สีเงินขาวหลายชั้น ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ หมุนวนอย่างไร้เสียง
พระจันทร์สุกสกาวดวงหนึ่งค่อยๆ ลอยสูงขึ้น
ชั่วพริบตา ฟ้าดินผสาน ตะวันจันทราทอแสงคู่กัน
ค่ายกลกระบี่ กลืนกินตะวันจันทรา
ทั้งหุบเขาราวกับจมดิ่งลงสู่โลกแห่งปราณกระบี่
ปราณกระบี่นับไม่ถ้วน บ้างร้อนแรง บ้างหนาวเหน็บ พุ่งทะยานตัดขวางไปมาในค่ายกลกระบี่
พลังวิญญาณอันบ้าคลั่งของวิชาเลือดสาปเพาะมารในค่ายกลกระบี่นี้ ชะงักงันลงไปชั่วขณะ
ปราณกระบี่ที่พลุ่งพล่านครอบคลุมนักพรตซินซานไว้ข้างในอย่างสมบูรณ์
แรงกดดันบนตัวทุกคนลดฮวบลง
เมื่ออยู่ใจกลางค่ายกลกระบี่ นักพรตซินซานรู้สึกเพียงว่าพลังวิญญาณรอบกายกำลังถูกปราณกระบี่อันมหาศาลกัดกร่อน
แต่ถึงอย่างไร เขาก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นเทียม ความหนาแน่นของพลังวิญญาณนั้นเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นกลางมากนัก
แสงวิญญาณคุ้มกายสีแดงคล้ำบนพื้นผิวร่างกายของเขากระเพื่อมอย่างรุนแรง สว่างสลับมืด แต่ก็ยังสามารถต้านทานการรุกรานของปราณกระบี่ได้เสมอ
"หึๆ ก็แค่นี้เอง"
แสงสีเลือดบนปลายนิ้วซินซานสว่างวาบ ชี้ดรรชนีออกไปแต่ไกล
"งั้นก็ฆ่าแกอีกสักรอบแล้วกัน"
เส้นเลือดสีแดงคล้ำทะลวงผ่านค่ายกลกระบี่ในพริบตา พุ่งเข้าใส่หว่างคิ้วของซ่งเยี่ยน
ปุ!
เสียงเบาๆ ดังขึ้น ราวกับฟองสบู่แตก
ซ่งเยี่ยนที่ถูกโจมตี ร่างกายพร่ามัวบิดเบี้ยวฉับพลัน
แต่ภาพเลือดเนื้อสาดกระเซ็น เสียงกรีดร้องโหยหวนที่ควรจะเกิดขึ้น กลับไม่ปรากฏ
ร่างของซ่งเยี่ยน เหมือนเงาสะท้อนในน้ำที่ถูกก้อนหินปาใส่จนแตกกระจาย กลายเป็นหมอกบางๆ ค่อยๆ เลือนหายไปในตำแหน่งเดิม
หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแสงจันทร์อันเลือนราง
รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของนักพรตซินซานแข็งค้างในทันที เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและสงสัย
"อะไรกัน?!"
รูม่านตาของเขาหดเกร็งอย่างรุนแรง สัญญาณเตือนภัยในใจดังก้อง
"ยังอยู่ในวิชาลวงตาอีกรึ?"
เป็นไปได้ยังไง
เมื่อกี้เขายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายและคลื่นพลังวิญญาณของซ่งเยี่ยนอย่างชัดเจน แม้แต่จิตสัมผัสที่อีกฝ่ายใช้ควบคุมค่ายกลกระบี่ก็เป็นของจริงแท้แน่นอน
เขาเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นเทียมเชียวนะ!
จิตสัมผัสเฉียบคมแค่ไหน? ต่อให้ตอนนี้จิตวิญญาณจะได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่ใช่ว่าวิชาลวงตากระจอกๆ จะมาหลอกตาได้
"เป็นไปไม่ได้... ในโลกนี้จะมีวิชาลวงตาที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไง?!"
นักพรตซินซานคำรามเสียงต่ำอย่างลืมตัว ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากกระดูกสันหลังพุ่งตรงขึ้นสู่กระหม่อม
"นี่มันวิชาปีศาจอะไรกันแน่?!"
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณ มองผ่านปราณกระบี่ที่พุ่งไปมาในค่ายกลกระบี่ มองเซิ่งเหนียนและหุ่นเชิดซากศพอาหยวนที่จ้องเขม็งราวกับเสือหิว
กวาดสายตาผ่านอีกาสีดำสนิทตัวนั้นไป
ทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าดูเหมือนจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกที่ดูไม่สมจริง
ความเจ็บปวดลึกๆ ในจิตวิญญาณ ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลันเพราะความหวาดระแวงนี้
"ลงมือ!"
เสียงของเซิ่งเหนียนเย็นเยียบ ดาบยาวในมือระเบิดปราณดาบอันดุร้ายออกมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กระแสน้ำบนคมดาบราวกับมีชีวิตขึ้นมา
ดาบนี้รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ปราณดาบตัดขวาง
ในขณะเดียวกัน ร่างทั้งร่างของหุ่นเชิดซากศพอาหยวนก็กลายเป็นเงาสีเทา พุ่งทะยานเข้าใส่นักพรตซินซาน
"ไสหัวไปให้พ้น!"
ดรรชนีเลือดพุ่งออกไป พลังวิญญาณอันมหาศาลไม่ได้ถูกเก็บงำไว้เลยแม้แต่น้อย ชั่วพริบตาก็ทะลวงผ่านหุ่นเชิดซากศพอาหยวนตั้งแต่หัวจรดเท้า
ทว่า เหมือนกับซ่งเยี่ยน วินาทีต่อมา ร่างของอาหยวนก็หายวับไปราวกับฟองสบู่ในความฝัน
"..."
นักพรตซินซานขมวดคิ้ว อึ้งไปชั่วขณะ
แต่ในตอนนี้ ประกายดาบของเซิ่งเหนียนก็ฟาดฟันเข้ามาแล้ว ฟันแสงวิญญาณสีเลือดทั่วร่างของซินซานจนเกิดเป็นรอยแยก
ในขณะเดียวกัน ก็ทิ้งเงาที่คล้ายคลึงกับเซิ่งเหนียนไว้ที่เดิมสายหนึ่ง
ด้านหลังของนักพรตซินซาน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ไหลเวียนอยู่บนพื้น มือที่ขาวซีดแต่แข็งแรงข้างหนึ่งยื่นออกมา
...
อา
ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ
ในค่ายกลกระบี่ของคุณชายซ่ง ข้าเหมือนจะไม่มีวันตายงั้นแหละ...
ทั้งๆ ที่ข้าตายไปตั้งนานแล้วแท้ๆ
(จบตอน)